‘บิ๊กตู่’ จ่อยุบสภาสู่เลือกตั้ง วัดมือพรรคการเมือง

23.02.23 | 08:43 น.

รายงานหน้า 2 : ‘บิ๊กตู่’ จ่อยุบสภาสู่เลือกตั้ง วัดมือพรรคการเมือง

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการถึงสถานการณ์ความพร้อมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันยุบสภา คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ส่วนกรอบเวลาเลือกตั้งเป็นไปตามไทม์ไลน์ของ กกต.คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2566

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

สถานการณ์ของแต่ละพรรคตอนนี้ คิดว่าเตรียมตัวกันเรียบร้อยแล้วเพราะใกล้การเลือกตั้ง สถานการณ์สุกงอมเรียบร้อย และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศวันยุบสภาและวันเลือกตั้งหลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชัดเจนแล้วว่าจะมีการยุบสภาในช่วงเดือนมีนาคมแน่นอน ให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศไว้

เรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบ กล่าวคือพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงมีความได้เปรียบอยู่มากกว่า ส่วนพรรคอื่นๆ ยังเห็นว่าจำนวน ส.ส.ที่คาดว่าจะได้รับต้องรอดูว่าหลังจากนายกฯประกาศยุบสภาแล้ว จะมีจำนวน ส.ส.แต่ละพรรคโยกย้ายไปอยู่พรรคอื่นมากน้อยแค่ไหน ถึงจุดนั้นจะมีความชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนจะมีความได้เปรียบเสียเปรียบ จุดอ่อนของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอีกหลายพรรค คือการที่ยังไม่ประกาศนโยบาย ขณะที่พรรคอื่นประกาศล่วงหน้าไปนานแล้ว จึงต้องรีบประกาศให้ไว แต่การประกาศไวก็ไม่สู้เนื้อหาว่าจะมีความน่าสนใจและเหนือกว่าคู่แข่งอย่างไร นี่เป็นโจทย์สำคัญ ผมคิดว่าถึงแม้จะประกาศช้ากว่าคนอื่น แต่ถ้ามีเนื้อหาที่น่าสนใจจับต้องได้เป็นรูปธรรมก็น่าจะสามารถเรียกคะแนนนิยมได้ในระดับหนึ่ง ต้องจับตามองว่า รทสช.จะมีนโยบายที่เด็ดๆ ออกมาประการใดบ้างเมื่อเทียบกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็มีนโยบายออกมาให้เห็นหลายประการในช่วงที่ผ่านมา

Advertisement

กรณีการจับขั้วทางการเมือง ผมคิดว่าก็ยังไม่นิ่ง แต่ท่ามกลางความไม่นิ่งนั้นก็พอเห็นทิศทางอยู่พอสมควรในการวิเคราะห์ถึงฉากทัศน์ต่างๆ ว่าแนวโน้มความเป็นไปได้หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นจะมีพรรคไหนขั้วไหนจับมือกันบ้าง ผมก็ยังคงวิเคราะห์โน้มเอียงไปทางเดิมว่า พท.มีแนวโน้มที่จะจับมือกับ พปชร.สูง ซึ่งฉากทัศน์นี้อยู่ภายใต้เสียงหนุนหลังจาก ส.ว.ของ พปชร.

ด้านความพร้อมของ กกต. ผมคิดว่าตอนนี้มีความพร้อม ประการที่ 1 พร้อมในแง่ของการรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีการนัดอภิปรายเพื่อลงมติในวันที่ 3 มีนาคม เพราะที่ผ่านมา กกต.ได้ยื่นคำร้องเพื่อให้วินิจฉัยว่าอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในการกำหนดจำนวน ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดพึงมีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ในการเลือกตั้ง 2566 เป็นประการใด กกต.เองก็ได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยการแจ้งไปยัง กกต.ทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมเรื่องการคำนวณ มีอยู่ 8 จังหวัดที่มีผลในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้นับรวมราษฎรที่ไม่มีสัญชาติไทยในการคำนวณจำนวน ส.ส.ในจังหวัด โดย กกต.คำนวณว่ามี 4 จังหวัดที่มีจำนวน ส.ส.ลดลง ได้แก่ ตาก เชียงราย เชียงใหม่ และสมุทรสาคร ส่วนจังหวัดที่จำนวน ส.ส.จะเพิ่มขึ้นคือ อุดรธานี ลพบุรี นครศรีธรรมราช และปัตตานี หมายความว่า กกต.เองได้เตรียมการรองรับไว้แล้ว แต่ถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นไปตามที่เคยปฏิบัติมาก่อน ทามไลน์เดิมก็จะดำเนินต่อไปได้

เรื่องของกฎหมายที่ยังค้างพิจารณาอยู่ตอนนี้ เนื่องด้วยเวลาที่จำกัด วันที่ 28 กุมภาพันธ์เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภา การเร่งพิจารณากฎหมายก็ต้องดูในเรื่องของความพร้อมขององค์ประชุม ผมเกรงว่ามันจะเกิดปรากฏการณ์เดิมคือ สภาล่ม ถ้าหากสภาล่มจะเร่งพิจารณาอย่างไรก็ไม่ได้ผล แต่ถ้าในกรณีที่องค์ประชุมมาครบก็ไม่ได้หมายความว่าการประชุมกฎหมายจะราบรื่นและผ่านไปได้ ต้องดูปัจจัยอื่นประกอบเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น ด่านแรกที่สำคัญก็คือ ส.ส.ต้องทำหน้าที่ในช่วงท้ายนี้ก่อนจะมีการยุบสภา ขอให้มาให้ครบองค์ประชุมและทำหน้าที่ของท่านให้เต็มที่ในการพิจารณากฎหมายที่สำคัญที่เหลืออยู่ในวาระอันจำกัด

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มมร.วิทยาเขตล้านนา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมประกาศยุบสภาวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพื่อให้ กกต.จัดเลือกตั้งใหม่ วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะปิดสมัยประชุมสภาไปแล้ว ไม่มีการพิจารณากฎหมาย หรือเรื่องสำคัญ ไม่จำเป็นต้องมีสภาอีก พล.อ.ประยุทธ์ควรยุบสภาไปเลย หรือภายในกุมภาพันธ์นี้ ไม่ต้องรอวันที่ 15 มีนาคม เพื่อไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง แต่สร้างความเท่าเทียม เสมอภาคทุกพรรค

หาก พล.อ.ประยุทธ์ยุบสภา วันที่ 15 มีนาคม ก่อนสภาครบวาระ วันที่ 23 มีนาคมนี้เพียงสัปดาห์เดียว ทำให้รัฐบาลยังมีอำนาจและบริหารประเทศกว่า 1 เดือน สามารถใช้กลไกรัฐและท้องถิ่น สร้างความได้เปรียบให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่สามารถดึง ส.ส.พรรคอื่นเข้าสังกัดมากขึ้น เพราะการยุบสภาก่อนครบวาระ กกต.ต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ที่สำคัญ ส.ส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคภายใน 30 วัน ถึงมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้

การยุบสภาก่อนรัฐบาลครบวาระเพียง 1 สัปดาห์ สภาต้องจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทน ส.ส. สิ้นเปลืองงบประมาณเพราะสภาปิดสมัยประชุมแล้ว หากรัฐบาลประกาศไม่ยุบสภาต้องอยู่จนครบวาระ ไม่สามารถโยนความผิดหรือภาระให้ กกต.ผู้จัดเลือกตั้งฝ่ายเดียวได้ ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะรัฐบาลอนุมัติงบจัดเลือกตั้งกว่า 5,900 ล้านบาทแล้ว

ส่วนตัวเชื่อว่า กกต.มีความพร้อมจัดเลือกตั้งใหม่หลังยุบสภาแล้ว รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลจัดทัพเรียบร้อยแล้ว ตามยุทธศาสตร์สยบมาร พิชิตศัตรู เพื่อให้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถ้า พล.อ.ประยุทธ์และ รทสช.มั่นใจจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพราะมี ส.ว. 250 คนสนับสนุน ก็ควรประกาศยุบสภาไปเลย ถ้าถ่วงหรือยื้อเวลาออกไปสะท้อนว่ายังไม่พร้อม

ส่วนพรรคการเมืองที่ประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว 5-6 พรรค ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ยังมีบางพรรคไม่ประกาศหรือไม่ชัดเจน อาทิ พรรครวมแผ่นดิน (รผด.) พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) ยังมีโอกาสเสนอชื่อได้ เพื่อเป็นทางเลือกประชาชน ล่าสุด โพลระบุว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย (พท.) มาเป็นอันดับ 1 ตามด้วย พล.อ.ประยุทธ์ ไล่เบียดมาติดๆ สะท้อนถึงสัญญาณเลือกตั้งว่าประชาชนเลือกฝั่งประชาธิปไตย หรือเผด็จการมากกว่ากัน

ในสมการการเมืองเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคร่วมรัฐบาลยังคงจับมือเป็นพันธมิตรเหมือนเดิม มี 2 พรรคหลักคือ รทสช.และ พปชร. เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เชื่อว่า พท.ชนะแบบแลนด์สไลด์ ที่ระบุว่าได้ ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ รวม 310 คน จาก 500 คน จัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว โอกาส พล.อ.ประยุทธ์คัมแบ๊กเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 มีมากกว่า พท. ภายใต้คอนเน็กชั่น 3 ป. และกลุ่มอนุรักษนิยมเช่นเดิม

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ปลายทางของการจัดวันเลือกตั้ง คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 ทำให้เห็นภาพย้อนกลับมาดูช่วงเวลาการยุบสภาคร่าวๆ ได้ว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดคือ วันที่ 8 มีนาคม 2566 แต่จะเกินวันที่ 22 มีนาคมไม่ได้ จะไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายที่ต้องเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 45-60 วัน กรณียุบสภา และเมื่อนับจากวันนี้ (22 กุมภาพันธ์ 2566) เท่ากับว่าเหลือเวลาที่เดินทางสู่วันเลือกตั้งอีก 75 วันเท่านั้น

ในแง่ระยะเวลาอาจต้องแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเวลานับจากนี้จนถึงวันยุบสภากับระยะเวลาหลังยุบสภาไปถึงวันเลือกตั้ง ช่วงแรกจนถึงวันยุบสภาน่าจะขึ้นอยู่กับประโยชน์ อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือต้องติดตามทุกวันอังคารว่ามีการใช้กลไกของ ครม.อนุมัติอะไรที่ทำให้ได้เปรียบบ้าง อาจมีโครงการต่างๆ ทิ้งทวน แต่จะรู้สึกว้าวถึงขนาดชิงความได้เปรียบ หรือตีตื้นคะแนนหรือไม่นั้นก็ต้องติดตาม

แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ทิ้งโอกาสนี้ ดังนั้น ระยะเวลายุบสภาอาจไปถึงช่วงวันท้ายๆ คือใกล้วันที่ 22 มีนาคม ก็เป็นได้เพื่อให้มีรอบการประชุมคณะรัฐมนตรีทิ้งทวนอย่างน้อยสัก 3 ครั้ง ชิงความได้เปรียบที่พรรคการเมืองอื่นลดแลกแจกแถมไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ทำได้ ในฐานะนายกรัฐมนตรี เพียงแค่สวมเสื้อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เท่านั้นเอง

ส่วนระยะเวลาช่วงที่ 2 คือ ระยะเวลาหลังยุบสภาไปถึงวันเลือกตั้ง เป็นวันที่เป็นรัฐบาลรักษาการมีอำนาจไม่เต็มมือ น่าเชื่อว่าพรรค รทสช.คงจะลดบทบาทการชิงความได้เปรียบในฐานะฝ่ายมีอำนาจลง แต่ไปให้ความสำคัญกับพื้นที่มากขึ้น โดยอาจนำเอาสิ่งที่ ครม.อนุมัติทิ้งทวนไปเร่ขายกับประชาชน

สำหรับบรรยากาศช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งเชื่อว่า พรรค รทสช.จะเป็นไปด้วยท่าทีที่มีความระมัดระวังกับพรรคร่วมรัฐบาล จะส่งผลต่อช่วงเวลาที่ 3 คือหลังเลือกตั้งคาดว่าจะมีการจับมือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม หรือหากจะมีกระทบกระทั่งกันบ้างก็พอเป็นพิธี หรือกรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรค รทสช. อาจจะมีเพื่อสร้างความเชื่อว่าไม่มี 3 ป. แล้วหรือแยกกันเด็ดขาดแล้วเท่านั้น

ถามว่าช่วงเวลาดังกล่าวที่เหลือไปจนถึงวันเลือกตั้ง พรรค รทสช.จะได้ประโยชน์หรือไม่ แน่นอนยิ่งยึดเวลาออกไปซึ่งมีภาพของพรรคที่ออกตัวช้า หรือภาพการลงพื้นที่แต่ไม่มีนโยบายไปบอกเล่าแก่ประชาชน หรือแม้แต่การทำผ่านสื่อ หรือโปสเตอร์จากพรรคก็ยังไม่มีให้เห็นแม้แต่แผ่นเดียว ในขณะที่พรรคอื่นออกตัวกันไปหมดแล้ว แต่การออกมาประกาศวันเลือกตั้งน่าจะเป็นสัญญาณได้ว่าภายในสัปดาห์นี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ไปที่พรรค รทสช.ว่ามีความพร้อมขึ้นมาระดับหนึ่ง อาจเห็นการออกมาประกาศนโยบาย หรือเวทีหาเสียง หรือเปิดตัวผู้สมัครที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งมีฐานคะแนนเป็นทุนเดิม หรือในแง่ขบวนทัพที่สอดรับกับข้าราชการในพื้นที่ก็น่าจะมีความพร้อมแล้วในระดับหนึ่ง

นพพร ขุนค้า
อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.ราชนครินทร์

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมยุบสภาในช่วงเดือนมีนาคม จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ควรยุบสภาคืนอำนาจให้แก่ประชาชนได้นานแล้ว พร้อมเร่งจัดให้มีการเลือกตั้ง ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใหม่ ปัจจุบันให้มี ส.ส.เขต 400 คน แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และบัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ กติกาเลือกตั้งเปลี่ยนไป โดยธรรมเนียมปฏิบัติและมารยาท นายกฯควรยุบสภา ต้องเน้นย้ำว่ายิ่งเร็ว ยิ่งดี อย่างไม่มีเงื่อนไข รีบคืนอำนาจให้ประชาชน ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ เดิมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่ปัจจุบันไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โดยไทม์ไลน์เลือกตั้ง หลายคนอาจมองว่า พรรคของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

แต่ผมกลับมองว่า พรรค รทสช.มีความพร้อมน้อยที่สุด ยังดึง ส.ส.เกรดเอ เข้าพรรคได้แบบยังไม่มาตามนัด ขณะที่ ส.ส.ในปัจจุบันมีเกรดเอเพียงไม่กี่คน ส่วนแคนดิเดตนายกฯ หลายพรรคมีความชัดเจน ยังคงเหลือพรรคเพื่อไทย (พท.) ตามกระแสข่าวมี น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร (อุ๊งอิ๊ง) และนายเศรษฐา ทวีสิน คาดว่ายังคงรออีก 1 ชื่อ เพื่อส่งเต็มโควต้าครบ 3 คน เหตุที่ต้องส่งจนครบเนื่องจากพรรค พท.เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เกรงเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองต่างๆ

ส่วนผู้มีกระแสแรงน่าจะอยู่ในกลุ่มแคนดิเดต น.ส.แพรทองธาร พล.อ.ประยุทธ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์