หน้าแรก การเมือง ‘ปริญญา’ปลุกเ...

‘ปริญญา’ปลุกเลือกตั้ง ปิดสวิตช์‘ส.ว.แลนด์สไลด์’

24.02.23 | 12:22 น.
‘ปริญญา’ปลุกเลือกตั้ง ปิดสวิตช์‘ส.ว.แลนด์สไลด์’

‘ปริญญา’ปลุกเลือกตั้ง
ปิดสวิตช์‘ส.ว.แลนด์สไลด์’

หมายเหตุ – ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา “special Talk วิเคราะห์เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” โดยมีนายสรกล อดุลยานนท์ นักเขียน คอลัมนิสต์ชื่อดัง เป็นพิธีกรร่วมพูดคุย จัดโดยเครือมติชน ร่วมกับ 5 พันธมิตร ในส่วนหนึ่งของงานแถลงข่าว “มติชน : เลือกตั้ง’66 บทใหม่ประเทศไทย” ที่อาคารบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์


ถ้าพูดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ส่วนตัวนึกถึงอะไรนั้น แปลกใจว่าคนจัดงานตั้งใจหรือเปล่า เพราะว่าวันนี้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว 23 ก.พ.2534 เกิดการรัฐประหาร โดยคณะที่ทำรัฐประหารชื่อคล้ายกันคือ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะนั้นกับคณะนี้ต่างกัน คณะนั้นต้องสงบและเรียบร้อย แต่คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องเรียบร้อยมากก็ได้ แต่ต้องสงบจบที่ลุงตู่ ตามสโลแกนหาเสียง

หากถามถึงบรรยากาศการเลือกตั้งหลังรัฐประหารในปี 2562 กับบรรรยากาศตอนนี้คลี่คลายลงกว่าเดิมหรือไม่ มองว่า ความจริงไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ว่าเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทำไม่สำเร็จ ซึ่งก็วางแผนทำแบบเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำ

เอาง่ายๆ คนร่างรัฐธรรมนูญก็คนเดียวกัน คือ
อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้วก็ให้ทำแบบเดียวกันคือให้ ส.ว.ชุดแรก จากคณะปฏิวัติเป็นคนเลือก และตั้งใจให้ ส.ว.ชุดแรกมีอำนาจเลือกนายกฯด้วย แต่นักศึกษาขณะนั้นไม่ยอมรับ มีการประท้วงหน้าสภา จึงต้องถอย ร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2534 แม้ว่า ส.ว.ขณะนั้น รสช.จะเลือกมา แต่อำนาจเลือกนายกฯไม่มี นี่เป็นบทเรียนว่าในครั้งแรก ส.ว.ถึงไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แล้วจึงมาใส่เพิ่มไว้ในคำถามเพิ่มเติม ผมกำลังจะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านทำในสิ่งซึ่ง พล.อ.
สุจินดา คราประยูร ทำไม่สำเร็จเมื่อ 32 ปีที่แล้ว

Advertisement

ส่วนที่ถามว่ามองการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร ผมมองว่าเป็นจุดเปลี่ยน คนยึดอำนาจเมื่อ 9 ปีที่แล้ว จะได้เป็นนายกฯต่อหรือไม่ นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระ อำนาจในการเลือกนายกฯ อำนาจเลือกองค์กรอิสระ รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะหมดไป นี่คือสิ่งที่รัฐบาล พล.อ.สุจินดาไม่เคยมี แต่ ส.ว.ชุดนี้มาจาก คสช. ก็เลยสามารถรักษาอำนาจได้ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระการทำหน้าที่ 5 ปี ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีสิทธิเลือก

แต่ข้อสำคัญคือ เลือกตั้งในปี 2566 อยู่ที่ประชาชนว่าจะกำหนดอนาคตตัวเองอย่างไร ภายใต้การแข่งขันทางนโยบาย คิดว่าถูกครึ่งเดียว เผลอๆ ไม่ถึงครึ่งด้วย เพราะพรรคแลนด์สไลด์ ของจริงๆ คือ ส.ว. 250 คน นอนมาแล้ว

ประเด็นสำคัญของ ส.ว.คือ เสียงแตกหรือไม่นั้น จะอยู่ที่ประชาชน อยู่ที่คะแนนเสียงของแต่ละพรรค ปี 2562 อาจจะเข้าใจว่าเสียงก้ำกึ่ง ระหว่างคนที่จะเอาหรือไม่เอา คสช. แต่มองจากตัวเลขครั้งที่แล้วมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51 ล้านคน มาใช้สิทธิ 36 ล้านคน คนที่เลือกพรรคที่ประกาศไม่เอา คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ 16.4 ล้านคะแนน ส่วนฝั่งที่เอาได้ 8.8 ล้านคะแนน ตัวเลขต่างกันครึ่งหนึ่ง ตัวเลขของคนที่ไม่เอาการยึดอำนาจ อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เห็นต่างแค่ไหนก็จบที่หีบเลือกตั้ง มีเยอะมาก และนิวโหวตเตอร์คราวที่แล้วเยอะมาก ว่าง่ายๆ คือนิวโหวตเตอร์คราวที่แล้ว 6 ล้านคน กับคราวนี้ 3 ล้านคน รวมประมาณ 9 ล้านคน จะเลือกคนที่ยึดอำนาจหรือไม่

คราวนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มเป็น 52 ล้านคน ถ้าคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 74% เท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จำนวนผู้ใช้สิทธิคือประมาณ 39 ล้านเสียง มองว่า 3 ล้านเป็นของที่มาเติมใหม่ เพราะปี 2564 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่คนเกิดน้อยกว่าคนตาย 20,000 คน คนตายมี 560,000 คน เกิดใหม่มี 540,000 คน ดังนั้น จึงมองว่าตัวเลขของฝ่ายที่ไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะน้อยลงไปอีกในแง่สัดส่วน เพราะ 3 ล้านเสียงนี้เข้ามาเติมสิ่งนี้จะเป็นตัวบอกได้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างไร

ถ้าเกิดฝั่งไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ได้เกินครึ่งของสภา และอาจจะเกินไปมากถึง 300 ส.ว.จะกล้าหรือไม่ ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่คาดว่าจะมาที่ 1 แน่ ก็มีกระแสการแตกกันในพื้นที่หลายจังหวัด เพราะว่าพรรค พท.ไปเลือกบ้านใหญ่ มากกว่าคนเสื้อแดง หรือการพูดต่อเนื่องของนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช. ถ้าพรรค พท.และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เล่นเป็น ต้องหยุดพูดไม่ออกมาตอบโต้นายจตุพร เพราะทำให้เกิดแนวร่วมมุมกลับต่อพรรค พท.ได้ การเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่าตัวชี้ขาดคือต้องให้ ส.ว.หยุด หยุด ส.ว.คือการหยุดการปฏิวัติ ว่าไม่เอาแล้ว จุดเปลี่ยนอย่าไปรอ ส.ว.ถึงเดือนพฤษภาคม 2567 เอาคราวนี้เลย

ส่วนการแข่งขันระหว่างพรรค พท.กับพรรค ก.ก. ส่วนตัวมองว่าพรรค พท.ไม่แลนด์สไลด์ ด้วยข้อมูลขณะนี้และเหตุผลหลายประการ ต่างจากปี 2554 ครั้งนั้นไม่มีพรรคแบ่ง แต่ครั้งนี้แบ่ง กับฐานของพรรค ก.ก. แต่กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหรือแฟนคลับของพรรคใด จะมีความลังเลว่าจะเลือกพรรคไหน

ผมได้ยินคนเลือกก้าวไกลกับเพื่อไทย หลายคนบอกว่า ถ้าเขตไหนพรรคไหนมีโอกาสมากกว่า ควรทำแบบนี้ไหม อย่างเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่ผ่านมา ความจริงคะแนนนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรค ก.ก.มีมากกว่านั้น แต่คนไม่กล้าเลือก เพราะกลัวว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.อิสระ จะแพ้ มันจะเกิดอีกในคราวนี้ ต้องถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การกลับสู่ประชาธิปไตยเสียที หยุดการปฏิวัติที่เคยมีให้หมดไป

ดังนั้น สิ่งที่ต้องพูดมากกว่านโยบายพรรคการเมือง คือต้องพูดคู่กัน 1.จะต้องกลับสู่ระบอบการปกครองแบบ 1 คน 1 เสียง 2.รัฐบาลเกิดจากหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจาก ส.ว. ถ้าหากพรรครวมกันได้เกินครึ่งแล้ว ส.ว.ต้องโหวตตามนั้น ต้องได้เกินครึ่งของรัฐสภา คือ 376 เสียง มี ส.ว. 250 เสียง ก็ให้ได้อีกแค่ 126 เสียง ดูแล้วไม่น่ายาก เอาพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรครัฐบาลปัจจุบันเข้ามา เผลอๆ พล.อ.ประวิตรมาร่วมด้วย ก็ได้ 126 เสียง

แต่ประเด็นคือถ้ามีเสียง ส.ส.ไม่ถึงครึ่ง อยู่ไม่ได้ เพราะว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.ต้องเสนอกับสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่เหมือนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียงของ 2 สภา ถ้าเสนอ พ.ร.บ.ในสภาผู้แทนฯ ถ้าตกก็คือตกไปเลย แต่ พ.ร.บ.ที่ตกแล้วอยู่ไม่ได้ คือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจจะคิดว่าเอาให้ใกล้ 250 เสียงที่สุด แล้วเดี๋ยวไปดูดเอาในคราวหน้า นี่เป็นข้ออันตราย บ้านเมืองจะเป็นอย่างนี้ต่อไป