หน้าแรก การเมือง หนุ่มเมืองจัน...

หนุ่มเมืองจันท์ ถามชัด ปริญญา ตอบลึก ตัวแปร จุดเปลี่ยน บนสังเวียนเลือกตั้ง’66

26.02.23 | 12:13 น.
หนุ่มเมืองจันท์ ถามชัด ปริญญา ตอบลึก ตัวแปร จุดเปลี่ยน บนสังเวียนเลือกตั้ง’66

หนุ่มเมืองจันท์ ถามชัด
ปริญญา ตอบลึก
ตัวแปร จุดเปลี่ยน บนสังเวียนเลือกตั้ง’66

นับเป็นบทสนทนาที่ออกรสอย่างยิ่งระหว่าง ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง สรกล อดุลยานนท์ หรือ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ บนเวที แถลงข่าว ‘มติชน : เลือกตั้ง’66 บทใหม่ประเทศไทย’ แคมเปญที่นำเสนอบทบาทใหม่ของ 5 สื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน ข่าวสด ประชาชาติ มติชนทีวี และมติชนสุดสัปดาห์ ที่จับมืออีก 5 พันธมิตร ได้แก่ ทีดีอาร์ไอ, สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, MFEC, และศูนย์ข้อมูลมติชน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โถงชั้น G อาคารสำนักงานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

ในช่วง Special Talk ‘วิเคราะห์เลือกตั้ง 2566 อนาคตประเทศไทย’ นับเป็นไฮไลต์ที่ผู้คนตั้งตารอ

“สวัสดีครับ ผม ปริญญา เทวานฤมิตรกุล”

“สวัสดีครับ ผม สรกล อดุลยานนท์”

Advertisement

คงเป็นประโยคแนะนำตัวปกติธรรมดาบนเวทีเสวนา ถ้าผู้กล่าวไม่ใช่อีกคน

เรียกเสียงฮาทั้งหน้าเวทีและบนโลกออนไลน์ เมื่อทั้งคู่ตั้งใจเล่นมุข ‘เธอกับฉันกับฉัน’

เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ใบหน้าและ ‘ลุค’ ที่คล้ายคลึงจึงถูกเรียกสลับด้วยความสับสนอยู่เนืองๆ

จากนั้น เข้าสู่โหมดจริงจัง ในสถานการณ์เลือกตั้ง 2566 ด้วยคำถาม-คำตอบ ต่อไปนี้

หนุ่มเมืองจันท์ : ท่านนายกฯ พูดแล้วว่าจะมีการยุบสภาแน่ๆ และเกริ่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะลงวันที่ 7 พฤษภาคม แต่ประเด็นก่อนหน้านั้นน่าสนใจ สังเกตหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ ที่เราคุยกันคือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ อาจารย์ปริญญานึกถึงอะไร

ปริญญา : คือความจริงตอนที่ผมเห็นวันที่ในการจัดงาน ก็เอ๊ะ! คนจัดงานเขาตั้งใจหรือเปล่า เพราะว่าวันนี้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว 23 กุมภาพันธ์ 2534 เกิดการรัฐประหาร โดยคณะที่ทำรัฐประหารซึ่งชื่อคล้ายกันคือ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะนั้นต้องสงบและเรียบร้อย แต่คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องเรียบร้อยมากก็ได้ ขอให้สงบจบที่ลุงตู่ เป็นสโลแกนหาเสียง

ในตอนนั้นที่ผมเป็นนักศึกษา มันเป็นช่วงที่เราพ้นจากประชาธิปไตยครึ่งใบ เดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ ซึ่ง 14 ตุลาคม 2516 คือประชาธิปไตยครึ่งใบ แล้ว 6 ตุลาคม 2519 ก็ปราบมาสู่ยุคที่เอาครึ่งๆ แล้วกัน เราพ้นมาสู่ยุคที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ มันกำลังจะเดินหน้า เกิดจุดสะดุดสำคัญคือ รัฐประหาร 2534 ซึ่งก็เป็นต้นแบบของการรัฐประหาร 22 กุมภาพันธ์ 2557

หนุ่มเมืองจันท์ : บรรยากาศคล้ายคลึงกัน คือเป็นการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ โดยน่าจะเป็นการเลือกตั้งที่คลี่คลายกว่าเดิมเพราะครั้งที่แล้วมี มาตรา 44

ปริญญา : ความจริงไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ว่าเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทำไม่สำเร็จ ซึ่งก็วางแผนทำแบบเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำ เอาง่ายๆ คนร่างรัฐธรรมนูญก็คนเดียวกัน อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ แล้วก็ทำแบบเดียวกันคือให้ ส.ว.ชุดแรก จากคณะปฏิวัติเป็นคนเลือก และตั้งใจให้ ส.ว.ชุดแรกมีอำนาจเลือกนายกฯด้วย แต่พวกนักศึกษาขณะนั้นไม่ยอมรับ ไปอดข้าวประท้วงหน้าสภา 2 วันแรกยังเสียงแข็ง วันที่ 3-4 ชักมาเยอะขึ้นจึงเริ่มถอย ร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2534 แม้ว่า ส.ว.นั้น รสช.จะเลือกมา แต่อำนาจเลือกนายกฯไม่มี นี่เป็นบทเรียนว่าทำไมร่างแรกในคราวนี้ ส.ว.ถึงไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ ถึงมาแปะเพิ่มในคำถามเพิ่มเติม ผมกำลังจะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านทำในสิ่งซึ่ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทำไม่สำเร็จเมื่อ 31 ปีที่แล้ว

หนุ่มเมืองจันท์ : ถ้าพูดถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น มองอย่างไร

ปริญญา : มองว่าเป็นจุดเปลี่ยน คนซึ่งยึดอำนาจเมื่อ 9 ปีที่แล้วจะได้เป็นนายกฯต่อไหม นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระ อำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี อำนาจเลือกองค์กรอิสระ รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะหมดไป พูดง่ายๆ ว่าที่สามารถรักษาอำนาจได้ คือผ่านองค์กรอิสระเหล่านี้ ทั้ง ส.ว.ที่เลือกนายกฯได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. นี่คือสิ่งที่ พล.อ.สุจินดาไม่เคยมี เพราะสิ่งเหล่านี้มาจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แต่ตอนนั้น ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ขณะที่ ส.ว.ชุดนี้มาจาก คสช. ก็เลยสามารถรักษาอำนาจได้ ส.ว.ชุดนี้วาระ 5 ปี ครบวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีอำนาจในการเลือกนายกฯ รวมถึงองค์กรอิสระด้วย

ข้อสำคัญคือ เลือกตั้ง 2566 ที่เราบอกว่าอยู่ที่ประชาชนว่าจะกำหนดอนาคตตัวเองอย่างไร ภายใต้การแข่งขันทางนโยบาย ผมว่าถูกครึ่งเดียว เผลอๆ ไม่ถึงครึ่งด้วย เพราะพรรคแลนด์สไลด์ของจริงคือ ส.ว. 250 นอนมาแล้ว สำคัญแค่ว่า 2 ป. เขาแตกกันไหม ไม่แน่เสมอไป แต่โอกาสสูงมาก ว่าง่ายๆ คือการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ก็เหมือนกับที่ทุกท่านเป็นประชาชน เราประกาศ TOR รับสมัครทีมงานมาบริหารบ้านเมืองให้เรา มีเงินเดือนตามนี้ มีงบประมาณแผ่นดินปีละ 3 ล้านล้านบาท มีทรัพยากรของประเทศ มีทั้งคลื่นในอากาศ ป่าไม้ แร่ธาตุ ที่ดินต่างๆ รับสมัครทีมงานมาบริหารประเทศไทย 4 ปี หรือจะยุบก่อนก็ได้ ประชาชนก็ฟังไป แต่ละพรรคก็ส่งทีมงานมาพร้อมนโยบาย ชอบพรรคไหนก็เลือกพรรคนั้น ทีมไหนมีเสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลไป คือระบบปกติ แต่มันไม่ใช่เพราะมี ส.ว.

หนุ่มเมืองจันท์ : ผมเปรียบอย่างนี้ว่า มันเหมือนการชกมวย ถ้าไทย-พม่าชกกัน กรรมการ 3 คน คนหนึ่งเป็นพม่า อีก 2 คนเป็นกลาง ความหมายคือ เป็นการแข่งขันที่ไม่แฟร์ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะ ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ 1 ใน 3

ปริญญา : ตัวอย่างต้องเป็นมวยไทยกับ กุน แขมร์ ผมเรียนว่า ในเรื่องของ ส.ว.ประเด็นสำคัญคือเสียงแตกไหม ผมคิดว่าอยู่ที่ประชาชน อยู่ที่คะแนนเสียงของแต่ละพรรค ปี 2562 เราอาจจะเข้าใจว่าเสียงก้ำกึ่ง ระหว่างคนที่จะเอา คสช.หรือไม่เอา คสช. แต่ถ้ามองจากตัวเลขคราวที่แล้วมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51 ล้านคน มาใช้สิทธิ 36 ล้านคนโดยประมาณ คนที่เลือกพรรคที่ประกาศไม่เอา คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้คะแนนรวมกัน 16.4 ล้านคะแนน ส่วนฝั่งที่เอา ได้ 8.8 ล้านคะแนน ตัวเลขต่างกันครึ่งหนึ่ง

ถ้าเกิดรวมพรรคอย่างประชาธิปัตย์ 10 วันก่อนเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประกาศว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ อีก 3.2 ล้านต้องมาเติมด้วย พูดง่ายๆ คือในวันเลือกตั้ง 23 มีนาคม 2562 ประชาชนเลือกพรรคที่ประกาศว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ รวม 20 ล้านคะแนน อีก 16 ล้านมีแค่ครึ่งเดียวที่บอกว่าเอา อีกครึ่ง พร้อมรวมทั้ง 2 ข้าง

ดังนั้น ผมไม่คิดว่าตัวเลขของฝ่ายที่ไม่เอาการยึดอำนาจ อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นต่างแค่ไหนก็จบที่หีบเลือกตั้ง มีเยอะมาก

หนุ่มเมืองจันท์ : พล.อ.ประยุทธ์ครองอำนาจมา 9 ปี ผมว่าความรู้สึกของคนเปลี่ยน เป็นเรื่องปกติที่เวลายาวนานแล้วคนจะเริ่มเบื่อ นอกจากนี้ยังมีนิวโหวตเตอร์

ปริญญา : นิวโหวตเตอร์คราวที่แล้วเยอะมาก ว่าง่ายๆ คือนิวโหวตเตอร์คราวที่แล้ว 6 ล้าน กับคราวนี้ 3 ล้าน รวมประมาณ 9 ล้านคน จะเลือกคนที่ยึดอำนาจหรือไม่ ผมว่าไม่

คราวนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มเป็น 52 ล้านคน ถ้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 75% เท่ากับปี 2554 หรือ 74% เท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จำนวนผู้ใช้สิทธิคือประมาณ 39 ล้านเสียง ผมมองว่า 3 ล้านเป็นของที่มาเติมใหม่ เพราะปี 2564 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่มีคนเกิดน้อยกว่าคนตาย 20,000 คน คนตายมี 560,000 คน เกิดใหม่ 540,000 คน ดังนั้น จึงมองว่าตัวเลขของฝ่ายที่ไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะน้อยลงไปอีกในแง่สัดส่วน เพราะ 3 ล้านเสียงนี้เข้ามาเติม สิ่งนี้จะเป็นตัวบอกได้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

เอาง่ายๆ ว่าถ้าฝั่งที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ได้เกินครึ่งของสภา และอาจจะเกินไปมากถึง 300 ส.ว.
จะกล้าไหม ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยที่คาดว่าจะมาที่ 1 แน่ ก็มีกระแสการแตกกันในพื้นที่หลายจังหวัด เพราะว่าเพื่อไทยไปเลือกบ้านใหญ่ มากกว่าคนเสื้อแดง หรือการพูดอย่างต่อเนื่องของ จตุพร พรหมพันธุ์ ผมฟังแล้วเขาไม่ได้วิจารณ์พรรคเพื่อไทย แต่วิจารณ์คุณทักษิณ ชินวัตร ถ้าพรรคเพื่อไทยเล่นเป็น คุณทักษิณเล่นเป็น อันนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค เขาวิจารณ์คุณทักษิณ

ที่ต้องหยุดพูดไม่ใช่จตุพรนะ คือคุณทักษิณต่างหาก เพราะทำให้เกิดแนวร่วมมุมกลับ ที่ว่าจะกลับบ้านแล้วรอให้อุ๊งอิ๊ง (แพทองธาร ชินวัตร) ประกาศ ผมก็งงนะว่าเขาเจตนาอะไร

ในทางกลับกันคุณทักษิณก็เป็นแนวร่วมมุมกลับให้คุณประยุทธ์ ซึ่งเดิม คนฝั่งอนุรักษนิยมอาจจะเบื่อคุณประยุทธ์ แต่ด้วยความกลัวคุณทักษิณ จากเดิมที่เสียงจะแตกไปหลายพรรคก็จะกลับมาเลือกรวมไทยสร้างชาติ ปรากฏการณ์นี้ ในภาคใต้จะเห็นชัดเจน ผมถึงไม่เข้าใจ

ผมเป็นนักกฎหมาย คิดอยู่ว่าการกลับบ้านโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ออกกฎหมาย พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยว จะเป็นอย่างไร คำถามคือคนปฏิวัติผิดกฎหมายอาญา ม.113 ผู้ใดล้มล้างรัฐธรรมนูญ อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ผู้นั้นมีความผิดฐานเป็นกบฏ ทำไมมาตรานี้ไม่ใช้กันบ้าง ทำอย่างไรให้ทหารหยุดปฏิวัติ ไม่นึกว่าเหตุการณ์ที่ทหารเอาปืนมายิงประชาชนแบบ 14 ตุลาฯ 16 ตุลาฯ จะเกิดอีก พอจบปี 2535 บอกว่าครั้งสุดท้ายก็เกิดรัฐประหารอีก 2 ครั้ง เลือกตั้งคราวนี้ ผมว่าตัวชี้ขาดคือต้องให้ ส.ว.หยุด เพราะการหยุด ส.ว.คือการหยุดการปฏิวัติ ว่าเราไม่เอาแล้ว จุดเปลี่ยนอย่าไปรอ ส.ว.ถึง 11 พฤษภาคมปีหน้า มันนานไป เอาคราวนี้เลย

หนุ่มเมืองจันท์ : ถามชัดๆ ไปเลย เพื่อไทยกับก้าวไกล การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

ปริญญา : ผมคิดว่าเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์ ด้วยข้อมูลขณะนี้และเหตุผลหลายประการ แต่ข้อสำคัญคือ มันต่างจากปี 2554 ครั้งนั้นไม่มีพรรคอื่นมาแบ่ง แต่ครั้งนี้มี และฐานของก้าวไกลกับเพื่อไทยก็มีการแยกกันพอสมควร กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแน่นแฟ้นหรือแฟนแบบถาวรของพรรคใด จะมีความลังเลว่าจะเลือกพรรคไหน

ผมได้ยินคนเลือกก้าวไกลกับเพื่อไทย หลายคนบอกว่า ถ้าเขตไหนพรรคไหนมีโอกาสมากกว่า ควรทำแบบนี้ไหม? อย่างเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่ผ่านมา ความจริงคะแนนคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร มากกว่านั้นไหม จริงๆ มากกว่านั้น แต่คนไม่กล้าเลือก เพราะกลัวว่า อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะแพ้มันจะเกิดอีกในคราวนี้

เราต้องถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การกลับสู่ประชาธิปไตยเสียที หยุดการปฏิวัติที่เคยมีให้หมดไป…

สิ่งที่ต้องพูดมากกว่านโยบายพรรคการเมือง คือต้องพูดคู่กัน เรื่องแรก 1.เราจะต้องกลับสู่ระบอบการปกครองแบบ 1 คน 1 เสียง 2.รัฐบาลเกิดจากหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจาก ส.ว. ถ้าหากพรรครวมกันได้เกินครึ่งแล้ว ส.ว.ต้องโหวตตามนั้น ต้องได้เกินครึ่งคือ 376 มี ส.ว. 250 ก็ให้ได้อีกแค่ 126 ดูแล้วไม่น่ายาก เอารวมไทยสร้างชาติ พรรครัฐบาลปัจจุบันเข้ามา เผลอๆ พล.อ.ประวิตรมาร่วมด้วย ก็ได้ 126 เสียง แต่ประเด็นคือถ้ามีเสียง ส.ส.ไม่ถึงครึ่ง อยู่ไม่ได้ เพราะว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.ต้องเสนอกับสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่เหมือนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก หรือ พ.ร.บ.ประกอบฯ ที่ต้องอาศัยการประชุมร่วมกัน + เสียง ส.ว. ทำให้เสียงข้างน้อยในสภาจะกลายเป็นเสียงข้างมากได้ ซึ่งถ้าเสนอ พ.ร.บ.ในสภาผู้แทน ถ้าตกก็คือตกไปเลย

แต่ พ.ร.บ.ที่ตกแล้วอยู่ไม่ได้ คือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เขาอาจจะคิดว่าเอาให้ใกล้ 250 เสียง
ที่สุดแล้วเดี๋ยวไปดูดเอาในคราวหน้า นี่ก็เป็นข้ออันตราย บ้านเมืองจะเป็นอย่างนี้ต่อไป

สรกล อดุลยานนท์ (ซ้าย) และปริญญา เทวานฤมิตรกุล

หนุ่มเมืองจันท์ : หลังจาก กปปส.ชูปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ผมตั้งคำถามในใจอยู่เสมอว่า นี่คือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ใช่ไหม คำว่ากล้วย คำว่างูเห่า กลายเป็นคำพูดปกติอย่างไม่อาย และ ส.ส.สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง สามารถโหวตเข้าอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างสบาย การตก ส.ส. การใช้จ่าย ถ้าคิดดูว่าการเลือกตั้ง สมมุติซื้อเสียง 30 ล้าน สู้ไปตกในสภาดีกว่า อาจถูกกว่าแล้วชัวร์กว่าด้วย รัฐธรรมนูญนี้เปิดทางให้

ปริญญา : ตอนที่เขียนรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า อาจารย์มีชัยก็คงไม่นึกว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาถึงขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นเรื่อง 8 ปี และเรื่องได้ ส.ส.ไม่ถึง 25 คน เป็นว่าที่นายกฯไม่ได้ จะเขียนไว้ทำไม

ทีนี้ 25 คน รวมไทยสร้างชาติจะได้ไหม ถ้าหากว่าได้ ส.ส.น้อยกว่าพลังประชารัฐ รทสช.จะยอมถอยหรือไม่ เอาง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตร จะมีการคุยกันหรือไม่ว่า ถ้าอีกคนได้มากกว่าอีกคนจะถอย เป็นไปได้ไหม คนก็ถามกันเยอะ ว่าแตกกันเพื่อไปรวมกันใหม่หรือไม่ ผมว่า
แตกกันจริง ส่วนจะไปรวมกันใหม่หรือไม่ อยู่ที่ผลการเลือกตั้ง

ถามว่า สูตรเพื่อไทย + พลังประชารัฐ ที่คุณจตุพรก็พูดดักคออยู่ ก็เกิดมาได้ด้วยปัญหาของระบบ ต่อให้เกินครึ่งถึง 300 ก็ไม่ได้ถ้าไม่ถึง 376 เสียง ก็เลยต้องไปนึกถึงเสียง ส.ว. ซึ่ง พล.อ.ประวิตรมี 376 ลำบากมากกับตัวเลขนี้ สิ่งที่ควรจะเป็นที่สุดคือ เราต้องย้ำว่าเลือกตั้งครั้งนี้ต้องหยุด ส.ว. ต้องเคารพเสียงข้างมากและเจตจำนงของประชาชน ถ้าแบบนี้บ้านเมืองก็จะขยับ

หนุ่มเมืองจันท์ : การที่ ส.ว.เลือก นอกจากวิธีการเลือกอีกฝั่งที่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ การงดออกเสียงก็คือการไม่เลือก เพราะกติกาคือ 376 การงดออกเสียงคือการตัดคะแนนที่จะไปโหวต

ปริญญา : คำถามที่ผมถามไว้ตอนต้น ที่นายกฯบอก เอาเลือกตั้ง 7 พฤษภาคมแล้วกัน แต่การเลือกตั้งหลังจากการยุบสภา จะต้องเลือกตั้งภายใน 60 วัน
ซึ่ง กกต.ชุดนี้คงต้องการเวลามากหน่อย

ก็ต้องยุบสภาอย่างเร็วสุดคือ 8 มีนาคม ถึงจะเลือกตั้ง 7 พฤษภาคมได้ ถ้ายุบสภาก่อน 8 มีนาคมก็ต้องเลือกตั้งก่อนหน้านั้น หรือ 30 เมษายน ซึ่งคงไม่ใช่ ผมอ่านเกมว่าการยุบสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเร็วสุดคือ 8 มีนาคม

หนุ่มเมืองจันท์ : ประเด็นที่ กกต.ไม่มีการรายงานผลสด ทำให้สื่อต้องมารวมกันเพื่อทำสิ่งเหล่านี้ ผมอยากเรียกร้องภาคธุรกิจทั้งหลายที่อยากเห็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ช่วยกันลงขัน ผมว่าใช้เงินไม่เยอะมาก และเชื่อว่าทุกคนภาคภูมิใจที่จะลงขัน ความโปร่งใสจะเกิดทันที

ปริญญา : ความจริงคราวนี้ก็ดีขึ้นเยอะ ผมมีโอกาสคุยกับท่านเลขาธิการสำนักงาน กกต. (แสวง บุญมี) และชวนทีมที่จะสังเกตการณ์การเลือกตั้ง อย่าง iLaw เข้าไปนั่งพูดคุยกัน ซึ่งท่านก็ยืนยันว่า ในการเลือกตั้งคราวนี้กติกาเดิมที่ห้ามถ่ายรูปตอนนี้เลิกไปแล้ว ประชาชนสามารถถ่ายภาพกระดานคะแนนได้

มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้ กกต.แก้โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว คือคราวที่แล้วในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ มีตัวแทนของพรรคการเมืองไปสังเกตการณ์น้อยมาก เพราะ กกต.ไปนับรวมว่าค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินให้กับคนสังเกตการณ์ คือค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองจึงไม่จ่ายเพราะเดี๋ยวเงินหาเสียงจริงๆ จะไม่มี จริงๆ แค่ตัดรายการนี้ออกมาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก็จริง แต่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหาเสียง แยกต่างหากไป และทุกพรรคก็จะส่งคนเข้าไปในพื้นที่ กกต. แก้แค่นี้ก็จะเกิดหลักความโปร่งใสขึ้นมา

ส่วนแนวโน้มวันเลือกตั้งถ้าอิงตามที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด คือวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งคราวนี้ควรจะเป็นการกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเห็นต่างกันได้โดยจบที่หีบบัตรเลือกตั้ง และรัฐบาลก็มาจากหีบบัตรเลือกตั้ง การแข่งขันทางนโยบายก็แข่งกันเต็มที่ไม่ใช่มี ส.ว.มาคอยเลือกนายกฯ ดังนั้น คิดว่าข้อแรกคือหยุด ส.ว. ข้อ 2 คือเมื่อถึงวันที่ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระแล้วประตูแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปิดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม เราจะมีสภาเดือนกรกฎาคม ก็แปลว่าอยู่ไปอีกประมาณ 10 เดือน ส.ว.ชุดนี้ก็จะหมดวาระแล้ว

เพราะฉะนั้น เตรียมการแก้รัฐธรรมนูญได้เลย ทำอย่างไรให้เรากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบ 1 คน 1 เสียง และมีระบบเลือกตั้งที่สะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด พร้อมกับเป็นรูปแบบที่เราจะแก้ความเห็นต่าง ความขัดแย้ง แล้วจบที่บัตรเลือกตั้งได้อย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับ และต้องมีกลไกในการควบคุมและความโปร่งใสกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง

ผมว่าแบบนี้เราก็คงสถานะของการเป็นเจ้าของประเทศและรัฐบาลคือผู้ที่เราเลือกเข้ามาให้บริหารแทนเรา แต่ต้องถูกเราควบคุม ร่างรัฐธรรมนูญแบบนั้นขึ้นมา ซึ่งเราทำได้เมื่อ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระ

อธิษฐาน จันทร์กลม – พรสุดา คำมุงคุณ