ส่องแพคเกจ‘ประชานิยม’
กระทบโครงสร้างงบฯ?
หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีพรรคการเมืองต่างๆ ออกนโยบายหาเสียงลักษณะประชานิยม ซึ่งแต่ละโครงการที่เสนอออกมาเป็นแพคเกจต้องใช้งบประมาณมหาศาล หากพรรคเหล่านี้ชนะการเลือกตั้งและเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศจะกระทบต่อโครงสร้างงบประมาณภาพรวมของประเทศหรือไม่
อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรรมการวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ และประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์
หากทำตามนโยบายประชานิยมทุกข้อ คงไม่มีงบประมาณเพียงพอ คงต้องไปลำดับความสำคัญว่า อันไหนทำก่อน อันไหนทำภายหลังได้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แล้วต้องมาดูว่าต้องกู้เงินเพิ่มเท่าไร เก็บภาษีและหารายได้เพิ่มอย่างไร หรือ เกลี่ยงบมาจากส่วนไหนที่ไม่มีความจำเป็นเท่าไร
ความจริงแล้วเป็นเรื่องน่ายินดีที่พรรคการเมืองต่างๆ มีนโยบายสาธารณะที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและนโยบายเหล่านี้จะช่วยทำให้การแบ่งขั้วทางการเมืองลดลง ลดความขัดแย้งรุนแรงในสังคม และทำให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืน และอาจลด “ธนาธิปไตย” ได้ในระยะยาว ทว่า ยังไม่เห็นพรรคการเมืองพรรคไหนนำเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมให้เป็นระบบทุนนิยมแบบที่ทุกคนเป็นเจ้าของมากขึ้น สิ่งนี้จะช่วยให้การลดความเหลื่อมล้ำถูกแก้ไขในระดับโครงสร้างและเรายังไม่เห็นความชัดเจนว่า พรรคการเมืองต่างๆ จะสนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยผู้แทนที่มาจากประชาชนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่
เวลานี้เรายังไม่เห็นพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายตอบสนองต่อความท้าทายในอนาคต เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์และเอไอกำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจ สังคมแบ่งแยกจากความแตกต่างระหว่างรุ่นจะแก้ไขอย่างไร เราจะลดความคิดสุดโต่งทางการเมืองนำมาสู่การแบ่งขั้วในสังคมอย่างรุนแรงได้อย่างไร หรือการเข้าสู่สังคมชราภาพอย่างรวดเร็วพร้อมระดับการออมต่ำหนี้สูงจะแก้อย่างไร
พรรคการเมืองไหนมีฐานทางความคิดอุดมการณ์ พรรคการเมืองไหนเป็นพรรคเฉพาะกิจ พรรคการเมืองเน้นเพียงเพื่อให้ได้คะแนนเสียง ไม่สนใจว่า ทำจริงหรือไม่ ทำได้หรือไม่ พวกนี้ไม่ใช่พรรคการเมืองตามความหมายทางรัฐศาสตร์ เป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์ที่มาร่วมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อการเลือกตั้ง เพื่อเข้าสู่อำนาจ
หากมีความตั้งใจและมุ่งมั่นจริง เมืองไทยเป็นรัฐสวัสดิการไปแล้ว ไม่ต้องใช้นโยบายประชานิยมมาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งไม่ยั่งยืน การเป็นรัฐสวัสดิการได้ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มและต้องดูแลสวัสดิการพื้นฐานทั้งระบบ หากเราไม่มั่นใจระบบราชการไทย ระบบการเมืองไทย เราก็ต้องปล่อยกลไกตลาดทำงาน ให้ภาคเอกชน ประชาชนดูแลตัวเองมากที่สุด บทบาทรัฐลดลง รัฐเพียงกำกับดูแลและออกกฎระเบียบให้เหมาะสม ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเท่านี้ เอกชนและประชาชนก็ไปต่อได้ หากเราเชื่อในประชาชนและภาคเอกชนว่าเข้มแข็งและแข็งแรงมากพอ
ถ้าใช้นโยบายประชานิยมที่มุ่งแจกเงิน จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อฐานะการคลังในอนาคตและไม่เกิดผลบวกในระยะยาว เป็นเพียงบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ ใช้โดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่หวังล่อลวงให้ประชาชนไปลงคะแนน จะสร้างความเสียหายต่อปัญหาในระยะปานกลางและระยะยาว เป็นการใช้เงินภาษีหรืองบประมาณแบบไม่มีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศและประชาชนไม่ควรกระโจนเข้าร่วมการแข่งขันด้วยวิธีดังกล่าวและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยก็มองทะลุถึงปัญหาทางเศรษฐกิจ วิกฤตการเงินการคลังที่จะติดตามมาหลังจากใช้นโยบายประชานิยม
ประชาชนเขาตัดสินเองได้ว่าใครหาเสียงเกินจริง ดูผลงานบัตรเขย่งและการคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อก็เห็นกันอยู่ว่ามีธงมาแล้วว่า ต้องการบิดเบือนเสียงประชาชน บิดเบี้ยวผลการเลือกตั้งให้ฝ่ายสืบทอดอำนาจจัดตั้งรัฐบาลแม้นแพ้การเลือกตั้งก็ตาม ไม่มีความหวังอะไรกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยิ่งเห็นระเบียบใหม่ที่ กกต.ยกเลิกรายงานผลไม่เป็นทางการแบบเรียลไทม์ เพิ่มขั้นตอนวินิจฉัยตัดสิทธิผู้สมัคร เร่งรัดขั้นตอนการยุบพรรคการเมือง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มันส่อไปในทางที่เราอาจไม่ได้มีการเลือกตั้งเสรี โปร่งใส และเป็นธรรมเท่าไร
การแข่งขันกันนำเสนอนโยบายสาธารณะ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายสวัสดิการสังคมที่มีลักษณะประชานิยมไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด และยังไม่ได้เกิดความเสียหายใดๆ ต่อประเทศ หรือส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว เพราะนโยบายประชานิยมหรือแนวทางประชานิยมก็มีหลายลักษณะ หากยังยึดถือกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ดี ยึดความมีวินัยการเงินการคลังก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องความรับผิดชอบของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ต้องนำเสนออย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่มุ่งหาเสียงหาคะแนนนิยมอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องพิจารณานโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองด้วยข้อมูลและคิดถึงประโยชน์สาธารณะโดยองค์รวมและคนรุ่นหลังด้วย ที่สำคัญที่สุด พรรคการเมืองต้องแจงที่มาแหล่งรายได้ที่จะนำมาสนับสนุนนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายเพิ่มเงินสวัสดิการ เพิ่มเงินเดือน ลดภาษีหรืออุดหนุนราคาสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพต่างๆ การประกันราคาสินค้าเกษตร การจำนำสินค้าเกษตร เป็นต้น
ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งนโยบายล่อตาล่อใจด้วยการลดแลกแจกแถม หรือยกหนี้ให้ก็ถูกขนออกมาประชันแข่งกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ป้ายหาเสียงของหลายพรรคการเมืองที่ปกติขับรถผ่านอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ก็เห็นตัวเลข 700 อย่างชัดเจนแบบเจตนาทำซ้ำเพื่อสร้างการจดจำ หรือป้ายการยกหนี้ หรือพักหนี้ในทำนองว่าไม่จ่ายเงินให้แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องชำระหนี้ หรือค่าจ้างขั้นต่ำที่ประชันตัวเลขกันอย่างไม่สนใจอัตราเงินเฟ้อหรือฝีมือแรงงาน หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยเนื้อแท้แล้วประชานิยมจะเกี่ยวกับการกระจายรายได้ ให้รายได้ลงไปถึงผู้มีรายได้น้อย ในฐานะที่ประชานิยมจะเป็นนโยบายที่มาคู่กับความเป็นประชาธิปไตย เพราะถ้าเป็นระบบอื่นจะไม่ต้องสนใจว่าประชาจะนิยมหรือไม่ ในแง่ประชากรไทยมีรายได้ไม่เท่ากันแต่ประชาธิปไตยทำให้เงินของคนรวยล้นฟ้ากระจายไปสู่ผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในสลัมได้ และหากไม่มีระบอบประชาธิปไตยความคิดเหล่านี้ก็จะไม่เกิด ดังนั้น การด่วนใส่ภาพยักษ์ภาพมารให้กับประชานิยมในฐานะผู้ร้ายทำลายประเทศก็ดูจะไม่เป็นธรรมนัก
โครงการประชานิยม แปลว่าประชาชนต้องนิยมเสียก่อน อย่างเช่นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคเพื่อไทย หรือโครงการปฏิรูปการศึกษาที่พยายามทำกันอยู่ทุกรัฐบาลซึ่งใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ก็เป็นโครงการที่ยั่งยืนและมีประโยชน์ สร้างความสามารถทำให้คนมีสุขภาพที่แข็งแรง สังคมก็เข้มแข็ง
ซึ่งโครงการเหล่านี้ไม่ถือเป็นประชานิยมแต่ถือเป็นสวัสดิการสังคม แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรหากโครงการนั้นไปทำลายคนมีรายได้น้อยมากกว่าช่วยเหลือ หรือเป็นการทำลายคุณภาพเน้นการผลิตให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายโครงสร้างอันเป็นกลไกตลาดก็ต้องถือว่านโยบายนั้นมีปัญหา
ในช่วงเลือกตั้งจะมีการนำเสนอตัวเลขมาแข่งกันประชันกัน แต่ก็ต้องสแกนก่อนว่าเป็นโครงการที่เน้นจ่ายแต่ไม่ยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งโครงการที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว หรือจะสร้างหนี้สาธารณะและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและการคลังเพราะใช้เงินเกินตัวซึ่งรัฐบาลชุดนี้กำลังเข้าสู่ปัญหานี้ และเมื่อพฤติกรรมนักการเมืองเป็นเช่นนี้ รัฐบาลถัดไปหรือคนรุ่นต่อไปก็อาจต้องกู้เงินต่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ การใช้จ่ายของประชาชนก็จะต้องรัดเข็มขัด ประชาชนก็เดือดร้อน แต่พอมีเงินก็กลับมาใช้ประชานิยมลดแลกแจกแถมกันใหม่เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น ประชานิยมจึงเหมือนสเตียรอยด์ที่สร้างการเสพติดแก่ประชาชน เพราะประชานิยมได้มากอย่างง่ายดายแทบไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรแทนที่คนจะมีการศึกษาทำงานสร้างธุรกิจ เป็นนโยบายประชานิยมที่ไม่รับผิดชอบ
จากนโยบายหาเสียงที่เริ่มเปิดตัวกันออกมาก็ชี้ให้เห็นว่านักการเมืองไทยยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ยังไม่หลุดพ้นหรือมีไอเดียใหม่ที่รับผิดชอบมานำเสนอแก่ประชาชน ยังคงเห็นประชานิยมแบบไทยๆ ที่มักตั้งต้นจากวิธีคิดที่ว่าแจกเพื่อให้ได้เป็น ส.ส. โดยไม่ได้สนใจต่อวัฏจักรประชานิยม หรือการแจกแบบไม่ทั่วฟ้าอันเป็นนโยบายฐานแคบ หรือขึ้นเงินเดือนเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นฐานเสียง แต่ทิ้งคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่เสียงไม่ดังพอเอาไว้ข้างหลัง เช่น นักการเมืองจะไม่สนใจแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานประมง เพราะไม่ใช่คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น นโยบายเพื่อยกระดับชีวิตแรงงานต่างด้าวก็จะไม่มี แต่จะมีนโยบายก็ต่อเมื่อถูกกดดันจากต่างชาติที่เขาไม่ค้าขายด้วยผ่านมาตรฐานการค้า เป็นต้น
จริงๆ แล้วมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างประชานิยมกับสวัสดิการสังคม ซึ่งทั้ง 2 กรณีใช้เงินจำนวนมากเหมือนกัน แต่ประชานิยมไม่ลดความเหลื่อมล้ำได้เท่ากับสวัสดิการซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนตาย เพราะถูกรับประกันโดยรัฐบาล แต่ปัญหาต่อมาคือต้องเป็นสวัสดิการอย่างแท้จริง ทำจริงไม่ใช่เพียงแค่โฆษณา เช่น พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งก่อนที่ว่า “สวัสดิการประชารัฐขจัดความเหลือมล้ำ” แต่ท้ายที่สุดผลผลิตกับกลายเป็นเพียงแค่ประชานิยม
อย่างไรก็ตาม หากพรรคการเมืองต้องการประกาศนโยบายแบบประชานิยมแบบไม่ยั่งยืนฐานแคบและเป็นภาระทางการคลังก็ควรประกาศในป้ายหาเสียงให้ชัดว่าจะทำให้โครงการเป็นจริงได้อย่างไร จะใช้เงินจำนวนมากมายมหาศาลเพียงใดและหาเงินมาจากที่ใดเพื่อมาใช้จ่ายในโครงการดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจแบบครบมิติ
เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา
นโยบายประชานิยม ที่พรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า เป็นเรื่องปกติ เพราะทุกพรรคสามารถใช้นโยบายประชานิยมหาเสียงได้ โดยเฉพาะเลือกตั้งบัตร 2 ใบ ที่เลือกพรรคและผู้สมัคร ส.ส.เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเลือกทั้งคนทั้งพรรค หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามความพอใจตัวเอง ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้ นโยบายดังกล่าวถือส่งผลกระทบเลือกตั้งโดยตรง ว่าโดนใจหรือตอบโจทย์ประชาชนมากน้อยแค่ไหน
นโยบายประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ ต้องคำนึงสถานะการเงิน และการคลังประเทศมั่นคงแค่ไหน ไม่ใช่นโยบายที่กู้เงินต่างประเทศ หรือก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินมาใช้ในโครงการดังกล่าว ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประชาชนต้องแบกรับภาระใช้หนี้ในอนาคตได้ อีกมุมหนึ่งต้องยอมรับว่า นโยบายประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ อาทิ บัตรคนจน 700 บาทของพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้ผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคน บัตรเติมเงิน 1,000 บาทของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รสทช.) บำนาญประชาชน 3,000 บาทของพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าและกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น เชื่อว่าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าไปใช้ในโครงการอื่น และคุ้มค่าการลงทุน เพราะประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง
ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ค่าจ้าง 600 บาท ปริญญาตรี 25,000 บาท ภายในปี 2570 พรรคเพื่อไทย (พท.) ประกันราคาผลผลิต พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้องดูเศรษฐกิจโลก และการส่งออกว่าสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าค่าจ้างสูงทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 10-20% ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงตามไปด้วย ที่สำคัญผู้ประกอบการ อาจนำเครื่องจักร เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ มาใช้ผลิตแทนมนุษย์ เพื่อลดการจ้างงาน และลดต้นทุนผลิตไปพร้อมกัน ดังนั้นต้องใช้เวทีไตรภาคี นายจ้าง ลูกจ้าง หน่วยงานรัฐ พูดคุยเจรจา หาทางออกร่วมมือกัน ไม่เกิดปัญหาหรือความขัดแย้งภายหลังได้
ภาพรวมนโยบายประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว เพราะนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อน ถ้ารัฐบาลไม่สามารถหารายได้เข้าประเทศเพิ่มได้ อาจต้องทำงบประมาณขาดดุลทุกปี โดยกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่ม เพราะรัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ซึ่งใช้วิธีเกลี่ยงบประมาณจากกระทรวง ทบวง กรม มาเป็นงบกลางใช้ตามนโยบายดังกล่าวแทน เพื่อรักษาฐานะการเงิน การคลังประเทศ ให้ขับเคลื่อนและเดินหน้าพัฒนาประเทศไปข้างหน้าแบบสมดุลได้

