ไทม์ไลน์รัฐบาลยุบสภา ผ่านการเมืองบัตรคนจน ชิงแต้มต่อผลการเลือกตั้ง
การยุบสภาเพื่อเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั่วไป ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศให้ได้รู้ถึงไทม์ไลน์ กรอบเวลา อย่างไรก็ตาม ย่อมไม่เกินวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ครบวาระ 4 ปี การคืนอำนาจให้กับประชาชนและวันเปิดคูหาเลือกตั้งตามกติกา หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้
คือ วันที่ 7 พฤษภาคมนี้
ซึ่งนอกจากเงื่อนไขกรอบเวลาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เหตุผลน่าเชื่ออีกประการที่ทำให้นายกฯ
ยืนยันกรอบเวลา คงเป็นเรื่องความพร้อมของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรครวมไทยสร้างชาติ (รสทช.) ดังเห็นได้จากข้อมูลของ กกต.เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีการจัดระบบภายในด้วยการประชุมจัดตั้งสาขาพรรคประจำแต่ละจังหวัดได้ครบทั้ง 77 จังหวัด
ทำให้เป็นเพียงไม่กี่พรรคในวันนี้ ที่สามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.แข่งขันได้ครบ 400 เขตทั่วประเทศ
เมื่อรวมไทยสร้างชาติเร่งแต่งตัวพร้อมลงสนามได้ทัน กรอบเวลาการเลือกตั้งจึงชัดเจน นอกจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง เรายังได้เห็นอีกภาพของงานในสายบริหาร ซึ่งในทางการเมืองอาจกล่าวได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือ มีการจัดปฏิทิน ที่จะให้สิทธิบัตรคนจนกับประชาชนประมาณ 14 ล้านคนในวันที่ 1 มีนาคม และโอนเงินเข้าบัตรให้จับจ่ายได้ ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในห้วงของการเลือกตั้งทั่วไปพอดี
เรื่องนี้ ไม่น่าเป็นเหตุบังเอิญ หากแต่คงมีการวางแผนกันมา ไม่มากก็น้อย บัตรคนจนเป็นอีกโครงการประชานิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีคนพูดถึง และเป็นภาพจำ อย่างเป็นรูปธรรมของรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงโครงการคนละครึ่ง ที่รัฐบาลภูมิใจว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากประชาชน
ฉะนั้น การเข็นบัตรคนจนออกมาจึงสอดคล้องกับที่ข้อมูลวงใน แนะให้จับตาก่อนหน้านี้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการคลอดมาตรการนี้ นั่นหมายถึงว่าวันเวลาเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว
รัฐบาลคาดหวังจากคะแนนเสียงในมาตรการช่วยเหลือคนยากคนจนเหล่านี้ จะส่งผลต่อความนิยมในการเลือกตั้ง การกำหนดกรอบเวลาเลือกตั้ง และการแจกบัตรคนจน จึงถูกมองว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างมิพักต้องสงสัย โดยเฉพาะล็อตสุดท้ายนี้ ย่อมหวังผลต่อการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคมนี้ ภาพใหญ่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าผู้ท้าชิง กับขั้วรัฐบาล โดยตรงหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้หมายมั่นปั้นมือกลับมาเป็นนายกฯสมัยที่สามนั่นเอง
ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทยนั้น มีฐานเสียงกว้างขวางกระจายทั่วทุกภูมิภาค ได้รับการคาดหมายว่าจะชนะเลือกตั้ง เพียงแต่จะได้ ส.ส.จำนวนมากถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อชิงความชอบธรรมกลับมาเป็นรัฐบาลได้หรือไม่เท่านั้น
แต่ก็มีข้อด้อย เสียเปรียบ เป็นข้อเสียเปรียบโดยระบบ ที่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็ตาม ได้เปรียบในการแข่งขัน ดังที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ก็เคยพูดยืนยันไว้ว่า การเป็นฝ่ายรัฐบาลนั้นเป็นข้อได้เปรียบในการเลือกตั้ง แม้แต่อยู่เฉยๆ ก็ได้เปรียบ แน่นอนว่าความได้เปรียบนั้น อาจหมายถึงการหาเสียงแฝงไปกับงานบริหาร มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ มีกลไกเครือข่ายราชการ อะไรต่อมิอะไร
ข้อได้เปรียบอีกประการก็คือ การมี ส.ว. ซึ่งแสดงท่าทีสนับสนุนขั้วอำนาจเดิมอีกครั้งตั้งแต่การเลือกตั้งยังไม่เริ่มต้น แต่ข้ออ่อนด้อยก็ใช่ว่าจะไม่มี คนไทยเบื่อง่าย ปกติเป็นรัฐบาลย่างเข้าสู่ปี 3 ก็อาจเปลี่ยนไปทั้งความนิยมชมชอบ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่มาแล้วรวมกันกว่า 8 ปี เป็น 8 ปีที่รัฐบาลโฆษณาว่ามีผลงาน บัตรคนจนก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น
แต่เทียบกับช่วงเวลา 8 ปีกับผลงาน ที่ผู้คนจดจำได้อย่างเป็นรูปธรรม ในการลงหลักปักฐานการพัฒนา ยกระดับประเทศ ผ่านการปฏิรูปด้านต่างๆ นั้น
ข้อได้เปรียบที่ฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐที่คิดว่าจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ บางครั้งก็อาจไม่ได้เปรียบเสมอไป การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจ ว่าประชาชนจะตัดสินใจครั้งสำคัญบนพื้นฐานใด
คำตอบที่ได้ น่าเชื่อได้ว่า จะมีผลต่อการตัดสินใจ โหวตเลือกนายกฯในสองสภาไม่มากก็น้อย
แต่จะมากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าย่อมขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง ตัวเลข ส.ส.ที่จะออกมาภายหลังการเลือกตั้ง จะเป็นนัยสำคัญ สะท้อนความต้องการและฉันทามติของประชาชน
คณิตศาสตร์การเมือง ผ่านที่นั่ง ส.ส.ภายหลังการเลือกตั้งจะเป็นทั้งปัจจัยและเงื่อนไขสำคัญให้ผู้มีอำนาจ ทั้งจากพรรคการเมือง และ ส.ว.250 คน ต้องพิจารณาในการร่วมกันโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 ตลอดจนฟอร์มเสียงจัดตั้งรัฐบาลอย่างรอบคอบ ยึดหลักเคารพฉันทามติของประชาชน โดยการไม่ดึงดันโหวตเลือกนายกฯ รวมทั้งจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นมาแข่ง ทั้งที่รู้จุดจบในเบื้องหน้าอยู่แล้วว่าการฝืนฉันทามติของประชาชนไม่ต่างอะไรกับการไม่เคารพกติกาอันจะนำมาซึ่งความวุ่นวายที่ไม่ควรจะเป็น
ทั้งที่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียง เลือกใครเข้ามาทำหน้าที่ ก็ควรให้บุคคลดังกล่าวได้โชว์ฝีมือกันตามวาระ ดีหรือไม่ อีก 4 ปีก็มาตัดสินกันใหม่ผ่านการเลือกตั้ง
ที่ไม่ต้องพยายามไปคิดแทนประชาชน

