“หมอชนบท” ชี้ บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะผู้บริหารประเทศ-นักการเมือง-ข้าราชการประจำ ขาดความรู้สึกชอบชั่วดี เช่นเดียวกับการย้ายหมอสุภัทร
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพจชมรมหมอชนบท ได้โพสต์ข้อความ เกี่ยวกับเรื่องการย้ายนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ว่า การย้ายหมอสุภัทรกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ขอพูดถึงการย้ายหมอสุภัทรอีกสักครั้ง
วิชาสังคมวิทยาให้ความสนใจว่าสังคมเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และคลี่คลายเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร สังคมที่เข้มแข็งน่าอยู่นั้นควรเป็นอย่างไร และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของสังคมที่เข้มแข็งน่าอยู่ก็คือคนในสังคมจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี(conscience)” สำหรับภาษาไทยน่าจะตรงกับคำว่า “มโนธรรม” ยิ่งผู้ที่มีหน้าที่ทางสังคมมาก เช่น ผู้ปกครอง ก็ยิ่งต้องมีสิ่งนี้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว สังคมจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้เลย นี่คือมโนทัศน์ที่สำคัญประการหนึ่งของวิชาสังคมวิทยา
เมื่อ 4-5 วันที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์และตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องธรรมาภิบาลในการสั่งย้ายหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ว่า ผู้บริหารกระทรวงปฏิบัติตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมายก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่มีธรรมาภิบาล
เมื่อ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการย้ายหมอสุภัทร ซึ่งหมอสุภัทรพยายามชี้แจ้งให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องชอบธรรมในการสั่งย้ายทั้งในแง่ของความไร้เหตุผล และสร้างขั้นตอนการสั่งการสั่งย้ายแบบเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ซึ่งก็คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาล แต่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 12 (ในทางปรากฏการณ์คือผู้ลงนามย้ายหมอสุภัทร) ซึ่งเป็นตัวแทนกระทรวงมาชี้แจง เอาแต่พูดว่าปฏิบัติตามระเบียบและตนมีอำนาจสั่งย้ายได้ตามระเบียบ ซึ่งก็คือการใช้ลีลาแบบรัฐมนตรีที่อ้างว่าตนมีอำนาจตามกฎหมาย และการปฏิบัติตามกฎหมายคือการมีธรรมาภิบาล
คำถามสำคัญสำหรับผมก็คือ การปฏิบัติตามระเบียบ ตามกฎหมายเป็นเรื่องเดียวกับการมีธรรมาภิบาลอย่างนั้นหรือ
ถ้าอย่างนั้นขอถามต่อว่า ตามกฎหมายรัฐมนตรีแต่งตั้งได้เฉพาะปลัดกระทรวง ข้าราชการที่ต่ำกว่านั้นเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง แต่ว่าในทางปฏิบัติ รมต.ใช้อำนาจแต่งตั้งคนของตนเองมาเป็นปลัดกระทรวง แล้วก็บงการผ่านปลัดกระทรวงให้แต่งตั้งคนที่ยอมลงให้แก่ตนเป็นผู้บริหารตำแหน่งสำคัญๆ จนสามารถยึดกระทรวงได้แบบเบ็ดเสร็จ ทั้งหมดนี้ถูกต้องตามกฎหมาย แสดงว่าเป็นการปฏิบัติอย่างมีธรรมาภิบาลอย่างนั้นหรือ
นักการเมือง ข้าราชการ ชอบที่จะผลักดันโครงการที่มีการใช้งบประมาณขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งที่จะกลับมาถึงนักการเมืองและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง คือค่าคอมมิชชัน(เงินทอน)จำนวนมหาศาล จึงไม่แปลกที่นักการเมืองและข้าราชการที่คุมหน่วยงานที่ใช้งบประมาณสูงเมื่อพ้นจากอำนาจหน้าที่แล้วต่างมั่งคั่งร่ำรวยกันทั่วหน้า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่ผิดกฎหมาย อย่างนี้แสดงว่านักการเมืองและข้าราชดังกล่าวการะทำอย่างมีธรรมาภิบาลอย่างนั้นหรือ
หัวหน้าพรรคการเมืองคนหนึ่ง เป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวงสำคัญๆมาหลายสมัย เคยถูกลูกพรรคที่ขัดแย้งกันออกมาเปิดโปงว่า หัวหน้าพรรคดังกล่าวสอนวิธีหาผลประโยชน์จากผู้รับเหมา ผู้รับสัมปทาน ผู้ซื้อขายกับกระทรวง ฯลฯ ว่าอย่าพูดตัวเลขที่ต้องการเรียกร้องออกมา เพราะอาจจะถูกอัดเทป ให้เขียนตัวเลขที่ต้องการใส่กระดาษขนาดเล็กไว้แล้วคลี่ให้คู่เจรจาเห็นโดยไม่ต้องพูดอะไร รัฐมนตรีท่านนี้เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่มามากมาย แต่กฎหมายไม่เคยกล่าวหาหรือเอาผิดรัฐมนตรีท่านนี้ได้เลย หรือถ้ากล่าวตามสำนวนของรัฐมนตรีประเภทนี้ก็คือทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย อย่างนี้ก็เรียกว่าดำเนินการอย่างมีธรรมาภิบาลอย่างนั้นหรือ
หากจะยกตัวอย่างเพิ่มเติมคงมีอีกมากมาย ยกมาเท่าไรก็คงไม่หมด
เป็นเวรกรรมของประเทศหรืออะไรไม่ทราบได้ ที่มีนักการเมืองและข้าราชการประเภทนี้มาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่พวกที่เป็นหมอที่สังคมยกย่องว่าเป็นคนฉลาด ก็ยังมีที่วนเวียนอยู่ในวงจรอันชั่วร้ายนี้ บ้านเมืองจึงเดินหน้าสู่ความมืดมน สังคมเดินหน้าสู่ความโกลาหลและล่มสลาย ประชาชนเดินหน้าสู้ความทุกข์ยากและความขัดแย้ง
เพราะว่าไม่ต้องอ้างถึงหลักวิชาการอะไรมาก ใช้แค่สามัญสำนึกของผู้รู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือมีมโนธรรมก็คงรู้ว่าการพูดของรัฐมนตรีและตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าไปชี้แจงในกรรมาธิการเป็นอย่างไร ฟังได้หรือไม่ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น
ที่จริงความคิดเรื่องธรรมาภิบาลเป็นความคิดในกลุ่มเดียวกับคุณธรรม ซึ่งอยู่เหนือกฎหมาย ผู้ปกครองที่ดีต้องสร้างกฎหมายและใช้กฎหมายภายใต้หลักหลักธรรมมาภิบาลหรือหลักคุณธรรม คือการคำนึงถึงความดีงาม การบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน .ให้ความสำคัญต่อเสียงและการมีส่วนร่วมของประชาชน
จะรู้ได้อย่างไรว่าขณะนั้นปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาลแล้ว ง่ายๆเลยก็ดูได้จากเสียงยกย่องสรรเสริญของประชาชน ไม่ใช่มีแต่เสียงก่นด่าอย่างปัจจุบัน
ดูได้จากความร่มเย็น ความสงบสุขของบ้านเมือง ไม่มีใครถูกเหยียบย่ำ หรือถูกกระทำเหมือนเขาไม่ใช่คนที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่น หากคนในสังคมมีเรื่องอะไรที่ไม่เข้าใจกันก็มีผู้เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุกันเพื่อหาทางอออกอย่างเหมาะสม
ลองดูบ้านเราทุกวันนี้ว่าเป็นอย่างไร
เห็นได้ชัดเจนว่าตรงกันข้ามกับตัวบ่งชี้ดังกล่าวทั้งสิ้น ไม่ใช่ตรงกันข้ามเพียงเล็กน้อย แต่ตรงกันข้ามแบบสุดกู่
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ ผู้บริหารประเทศทั้งที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการประจำไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความรูสึกผิดชอบชั่วดี เมื่อไม่มีสิ่งนี้เสียแล้วแรงจูงใจที่ทำให้เขาอยากเป็นผู้บริหารระดับสูง อยากเข้ามามีอำนาจบริหารบ้านเมืองก็คือผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เมื่อประชาชนคัดค้านต่อต้านผู้ปกครองพวกนี้ก็จะปราบอย่างรุนแรง ซึ่งก็จะอ้างว่าทำตามกฎหมาย
ดังนั้นกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาและถูกใช้โดยปราศจากหลักธรรมภิบาลหรือหลักคุณธรรมเสียแล้ว กฎหมายดังกล่าวก็เป็นเพียงเครื่องมือของทรราชเท่านั้น การอ้างว่าปฏิบัติตามระเบียบ ตามกฎหมาย จึงไม่เกี่ยวอะไรกับธรรมาภิบาลเลย
ผมไม่ทราบว่าคนที่เป็นแพทย์ประเภทนี้เคยเห็นคำขวัญของ ม.สงขลานครินทร์บ้างไหม คือคำขวัญที่ว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์ “
นี่คือพระราชดำรัสของผู้ได้รับยกย่องว่าเป็น “องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย”
นี่คือคำเตือนอันทรงคุณค่าว่าคุณสมบัติเบื้องต้นที่สำคัญของผู้เป็นแพทย์ คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ความไม่ชอบพากลในการย้ายหมอสุภัทร จึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างหมอสุภัทรกับผู้บริหารกระทรวง แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ช่วยสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังถูกควบคุมโดยกลุ่มคนเช่นไร และงานสาธารณสุขไทยจะเป็นอย่างไรในอนาคต

