การเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้ สำหรับหลายคนน่าจะเต็มไปด้วยความหวังว่านี่คือทางออกจากสังคมการเมืองที่เป็นอยู่ เพราะการเลือกตั้งคือสิ่งที่แสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยของประชาชน ดังนั้นการมีการเลือกตั้งย่อมดีกว่าไม่มีการเลือกตั้งอย่างแน่แท้
ผมเองไม่ได้อยากจะมาท้าทายในเชิงโค่นล้มความเชื่อเช่นนี้ เพราะมันเป็นความเชื่อที่หล่อเลี้ยงความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ทำให้พวกเขายังยอมอยู่ในกรอบกติกาที่เป็นอยู่ แม้ว่ากรอบกติกานี้จะไม่ค่อยเป็นธรรมกับเขาเท่าไหร่
พูดให้พิสดารขึ้นอีกนิดก็คือ ตามตำราการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยหลายสิบปีก่อนเชื่อว่า การที่ประชาธิปไตยได้ตั้งมั่น (consolidated) เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยอยู่รอดและยั่งยืน
หากแต่สิ่งที่เป็นจริงมาตลอดแปดปีกลับกลายเป็นว่าฝ่ายเผด็จการต่างหากที่ตั้งมั่นอำนาจและเรียกร้องแกมบังคับให้ยึดมั่นในกติกา แถมยังตั้ง ส.ว.ที่เลือกนายกฯได้ รวมทั้งเป็นต้นธารขององค์กรอิสระอีกมากมาย ที่กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทำให้กฎกติกาต่างๆ ที่บิดเบี้ยวหรือไม่เป็นธรรม ดำรงอยู่มาตลอดช่วงนี้
ประการต่อมา ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งในรอบนี้จะเพิ่มเนื้อหาความเป็นประชาธิปไตยให้กับบ้านเมืองมากกว่ารอบที่ผ่านมาเมื่อสี่ปีก่อน แม้ว่าอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบตามอุดมคติที่หลายคนใฝ่ฝันเอาไว้
อย่างน้อยเราเห็นว่าตัวคุณประยุทธ์เองที่ไม่ยอมลงมาเปื้อนมากนักในรอบที่แล้ว คือเปลี่ยนผ่านจากแค่เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ แต่ยังคงความไม่เป็นนักการเมืองเอาไว้อย่างเต็มที่ มาคราวนี้คุณประยุทธ์เองแทบจะสลัดคราบของความเป็นคนนอกวงการทางการเมือง และทหารอาชีพ (แม้ว่าการทำรัฐประหารจะเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นทหารไทยมาโดยตลอด) มาเป็น “คนวงใน” วงการการเมือง หรือนักการเมืองอย่างเต็มตัว
การลงมาเล่นในเกมที่แม้ว่าตัวเองจะมีเสียง ส.ว.อยู่ในมือถึง 250 เสียง (และอาจต้องแบ่งกับคุณประวิตรบ้าง) ก็ยังถือว่ายอมลงมาเล่นเกมกับคนอื่นมากขึ้น แต่สิ่งที่ควรระวังในรอบนี้ก็คือ การลงมาเล่นการเมืองของคุณประยุทธ์ ทำให้เราต้องมาพิจารณากันว่าคนที่ถูกคุณประยุทธ์ดึงดูดเข้ามา และคนที่ดึงดูดคุณประยุทธ์ไปร่วมด้วยนั้น เป็นคนประเภทไหนกันแน่
หมายความว่า แทนที่คุณประยุทธ์จะมีระยะห่างของตัวเองกับนักการเมืองทุกกลุ่มเหมือนเดิม และสร้างเครือข่ายกับนักธุรกิจ/ภาคธุรกิจและขุนนางนักวิชาการ (technocrat) ดังที่ผ่านมา กลายเป็นว่าถ้าคุณประยุทธ์อยู่ในอำนาจรอบหน้า คุณประยุทธ์จะต้องตอบสนองต่อความต้องการกับนักการเมืองที่แวดล้อมคุณประยุทธ์เป็นลำดับแรก มากกว่าการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา และความรับผิดชอบต่อผลงานในทุกๆ เรื่องในรอบหน้านั้นก็คงจะต้องมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการบริหารงานที่ผ่านมาที่พึ่งพาราชการป็นหลัก
นอกจากนี้แล้ว หากคุณประยุทธ์กระโจนเข้าไปในการเมืองมากเกินไป อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณประยุทธ์สามารถควบคุมกองทัพได้?
ในส่วนที่สาม จากสิ่งที่ผมได้พูดไปข้างต้นเราจะเห็นทั้งพลังที่เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยเลือกตั้งในรอบนี้ และความเป็นไปได้ที่ตัวของคุณประยุทธ์ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณประยุทธ์กับคุณประวิตรจะเปราะบางขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความเป็นไปได้ในหลายๆ เรื่องในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ ในกรอบการทำความเข้าใจการเมืองประชาธิปไตย และการเมืองกับการเลือกตั้งในสมัยนี้ ไม่ได้มองง่ายๆ ว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองประเทศอย่างตรงไปตรงมา เพราะท่ามกลางระบบการเมืองแบบผสมหลากหลายรูปแบบ การเลือกตั้งอาจทำหน้าที่เป็นเพียงหน้าฉากที่ระบบการเมืองที่เป็นอยู่จะสืบสานอำนาจต่อไป ผ่านการควบคุมแทรกแซงการเลือกตั้งและจัดการฝ่ายตรงข้ามอย่างหลากหลายวิธี (อาจเรียกว่า เผด็จการจากการเลือกตั้ง)
และในอีกด้านหนึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ว่า การเลือกตั้งอาจจะมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้บ้าง หรือเพิ่มโอกาสของประชาชนในการต่อรองกับรัฐได้มากขึ้น หากแต่ว่าในกระบวนการดังกล่าวแทนที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรือการสร้างความหวาดกลัว และการใช้กลไกรัฐในการแทรกแซง ระบอบการเมืองที่ดำรงอยู่กลับใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบรรดาชนชั้นนำ และชนชั้นทางเศรษฐกิจ (คือมีทั้ง elite และ class) อาจใช้สถานการณ์ที่ตนได้เปรียบเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง ผ่านเครือข่าย การสนับสนุนด้านการเงิน และเครือข่ายอุปถัมภ์ มามีบทบาทในการเลือกตั้ง (อาจเรียกว่า ประชาธิปไตยคุณภาพต่ำ)
ในแง่นี้ผลการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นการแสดงออกของจุดยืนทางการเมือง และโอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างสันติ แต่มันอาจจะตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และ/หรือ ชนชั้นนำกับประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระนาบที่เท่าเทียมสักเท่าไหร่ ภายใต้หน้าต่างแห่งโอกาส และความเข้มข้นในการรวมตัวของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจจะก่อเกิดผู้เล่นใหม่ๆ และแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาอย่างในคราวที่แล้วก็คือการเกิดการเข้ามาของอนาคตใหม่ และการเติบโตของพลังการเมืองเยาวชนใหม่ ที่แตกต่างไปจากกลุ่มผลประโยชน์เดิม ชนชั้นแบบเดิม ขบวนการทางสังคมแบบอิงกับทางเลือกการพัฒนา และประชาสังคม
สิ่งที่ผมพยายามนำเสนอนี้หมายถึงว่า เราต้องไม่ด่วนพิจารณาว่าพรรคการเมืองนั้นแยกขาดจากประชาชนในห้วงขณะนี้ แล้วปล่อยให้พรรคการเมืองไปหาผู้สมัคร และจัดทำนโยบายมาเสนอกับประชาชนในช่วงเวลาของการเลือกตั้ง
แต่ต้องหมายถึงว่า ต้องเริ่มตรวจสอบว่าพรรคการเมืองต่างๆ ในตอนนี้ได้จรรโลงประชาธิปไตยผ่านการร่วมมือกับประชาชนในการขับเคลื่อนหาที่มาของนโยบายใหม่ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน และประชาชนเข้าไปมีส่วนในการกำหนดกระบวนการบริหารและคณะผู้บริหารได้แค่ไหนอย่างไร
เราจึงไม่ควรพิจารณาการเมืองเรื่องการเลือกตั้งแบบสูตรสำเร็จ คือตั้งต้นว่าการเมืองเรื่องการเลือกตั้งเริ่มต้นเมื่อมีการรณรงค์หาเสียง และมีการเลือกตั้งจากประชาชน จากนั้นก็คือการตั้งรัฐบาล และทำงานตามนโยบายที่ประกาศไว้
ประชาชนเองอาจจะต้องร่วมกันตรวจสอบและจัดวางสิ่งที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบจุดเหมือน จุดร่วมจุดต่างของนโยบายแต่ละพรรคได้ และเชื่อมโยงเครือข่ายนักการเมือง เครือข่ายอุดมการณ์ และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ หรือความพัวพันของนักการเมืองแต่ละพรรคกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองจากอดีตสู่ปัจจุบันได้
นอกจากนี้ การวิเคราะห์การเมืองในแต่ละพื้นที่ไม่ควรวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องของการเปรียบเทียบคะแนนเสียงของพรรคและตัวนักการเมืองในแต่ละพื้นที่ แล้วก็วนเวียนอยู่แต่การคาดคะแนนว่าพรรคไหนจะชนะ โดยใช้กรอบการเมืองในระดับชาติเข้าไปจับง่ายๆ ว่าแต่ละพรรคนั้นจะได้กี่เก้าอี้
สิ่งที่ควรตั้งต้นสำคัญก็คือ การพยายามพิจารณาว่า พื้นที่ที่กำลังจะวิเคราะห์การเมืองและผลการเลือกตั้งนั้น มันมีปัญหาอะไรในพื้นที่ ภาพรวมของประชาชน และโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในพื้นที่เป็นอย่างไร และบทบาทของสถาบันทางการเมืองอื่นนอกเหนือไปจากนักการเมือง เช่น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ภาคการผลิต ระดับและสาเหตุความยากจน บทบาทของระบบราชการ และตัวแสดงอื่น เช่น กองทัพมีบทบาทในพื้นที่อย่างไร
อีกทั้งทำความเข้าใจคะแนนที่ห่างกันไม่มากนักของผู้สมัครแต่ละคน
ย้ำว่าโพลในปัจจุบันพยายามจับแต่กระแสความนิยม ยังไม่สามารถวัดว่ากระแสนั้นจะกลายเป็นคะแนนเสียงในวันจริงได้อย่างไร เมื่อผ่านกระบวนการการใช้กระสุน (เงินและทรัพยากรอื่น) ซึ่งเอาเข้าจริงพฤติกรรมกระสุนก็มีได้หลายแบบ และไม่ได้เป็นการซื่อตรงเสมอไป
และเท่าที่ได้รับฟัง หากคะแนนเสียงไม่ได้ห่างกันมาก กระสุน (ทางการเมือง) ก็คือความหวังของการต่อสู้เช่นกัน
ในประการสุดท้าย การเมืองที่เน้นการเลือกตั้งยังเกี่ยวพันกับเรื่องของการเชื่อมโยงไปที่หลักการเสรีนิยมขั้นพื้นฐานที่ทำให้ประชาธิปไตยร่วมสมัยมีความหมายที่มากไปกว่าเสียงข้างมาก มาสู่หลักการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพ การคำนึงและเคารพถึงความแตกต่างหลากหลาย และความสามารถในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
เรื่องเหล่านี้จะคอยฉุดรั้งไม่ให้เสียงข้างมากเป็นเรื่องเดียวกับการทำตามอำเภอใจ และเป็นเรื่องที่เสียงข้างมากคือความถูกต้องเสมอ แต่ทำให้ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเคารพความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ประชาธิปไตยกับเสรีภาพทำงานร่วมกันได้
และในขณะเดียวกัน การพยายามแสวงหาข้อจำกัดของประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมากที่กำกับด้วยหลักการเสรีนิยม ด้วยการตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมกันและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็จะช่วยขยับทำให้สังคมการเมือง และสังคมเศรษฐกิจนั้นส่งเสริมซึ่งกันและกันในระยะยาว
การจับตาและรณรงค์ในเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยมีตำหนิแบบบ้านเราขยับเขยื้อนจากที่เป็นอยู่ ไปสู่ความหวังและความฝันที่สังคมจะดีขึ้นหลังจากการเลือกตั้งที่จะมาถึงในรอบนี้
ไม่ใช่พูดแต่ว่าการเลือกตั้งคือทางออกและความหวังในตัวของมันเองเท่านั้น

