พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งแจ้งต่อที่ประชุม ครม. เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เตรียมประกาศยุบสภาในเดือนมีนาคมนี้ หรือเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลหมดอายุในวันที่ 23 มีนาคม 2566 ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปตามไทม์ไลน์ กกต.ระบุเป็นวันที่ 7 พฤษภาคม 2566
เมื่อนับนิ้วการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่านายกฯคนอื่นๆ ในประเทศไทย รวมแล้ว 8 ปี กับอีก 186 วัน (นับถึง 27 ก.พ.66) พอหลังกดปุ่มยุบสภา ก็จะทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ไปอีกประมาณ 4 เดือนครึ่ง หรือจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 66 และหากได้เสียงโหวตกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ก็จะนั่งได้อีก 2 ปี หลังจากนั้นก็ยังสามารถทำงานการเมืองอื่นๆ ต่อไปได้
หลายคนอยากรู้ล่วงหน้าว่า หลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว คนไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นใคร หรือคนเดิม หรือจะเป็นนารีขี่ม้าขาว ยกทัพชนะศึกใหญ่ชนิดแลนด์สไลด์
เข้ามา หรือจะได้นายกฯคนใหม่ที่สามารถรวบรวมเป็นฝ่ายเสียงข้างมากอย่างน้อย 376 เสียงขึ้นไปจาก 750 เสียงของที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยปิดสวิตช์เสียง ส.ว.
อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แม้แต่อายุการทำงานของ ส.ว. กำลังเข้าปีที่ 5 ที่เริ่มมีสารตั้งต้นแล้วว่า ส.ว.สามารถเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้นายกฯทำหน้าที่ได้มากกว่า 8 ปี
ถ้าได้ติดตามสโลแกนหาเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็จะมองเห็นความสอดคล้องที่ พล.อ.ประยุทธ์ คิดคำว่า “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” สื่อให้เห็นตัวตน ความตั้งใจที่จะเป็นนายกฯอีก โดยได้พูดถึงสโลแกนดังกล่าวต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ลุงตู่บอกพี่น้องชาวแหลมสิงห์ว่า “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ เป็นการต่อเติมที่มีอยู่แล้ว” มีความหมายชัดเจนในตัว หรือจะตีความว่าตลอดเวลาที่บริหารบ้านเมืองมากว่า 8 ปี มีงานที่ทำเสร็จไปแล้ว และเหลืองานที่ยังค้างอยู่ก็พร้อมลุยให้จบ รวมถึงงานที่จะมีต่อในอนาคต
ในเบื้องต้น พรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องได้ ส.ส.รวมอย่างน้อย 25 คน เพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น
แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็ไม่ยากจะได้เสียง ส.ว.ช่วยหนุน ยังไม่นับพรรคพันธมิตรที่จะเข้ารวมคะแนนเสียงอีก
อย่างไรก็ตาม ย้อนไปเมื่อ 2 มกราคมที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็น หวังจะให้ ส.ว.ฟังเสียงประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ หากจะพิจารณาสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ด้วยการยกหลักการว่า พรรคไหนควรจะได้จัดตั้งรัฐบาล ต้องขึ้นอยู่กับจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคการเมืองรวบรวมได้ว่าจะเกินกึ่งหนึ่ง หรือจำนวน 251 เสียงจาก 500 เสียงหรือไม่
“ซึ่งเราต้องเชื่อการตัดสินใจของประชาชน ต้องให้เกียรติประชาชนเป็นสำคัญ และมองว่าในระบอบประชาธิปไตย มันก็เป็นหลักการที่แฟร์ๆ กับประชาธิปไตย รัฐบาลต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งถึงจะเป็นรัฐบาล และทำงานได้และมั่นคง”
อนุทินพูดอีกว่า “ผมมั่นใจว่า ส.ว.ก็ต้องมีกระบวนการความคิดว่าเขาจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน เขาคงต้องทำตามความต้องการของประชาชน นี่เป็นหลักที่คนที่เป็นนักการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับงานการเมืองต้องยึดถืออยู่แล้ว”
หากได้ไล่เรียงแคนดิเดตนายกฯที่มาจากมติของคณะกรรมการบริหารของแต่ละพรรคจะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, พรรคพลังประชารัฐเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พรรคชาติไทยพัฒนาเสนอ วราวุธ ศิลปอาชา หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่คณะกรรมการบริหารพรรคเสรีรวมไทยเสนอขึ้นมา และพรรคก้าวไกลเสนอ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากจำนวน 3 ชื่อ
ขณะที่ ส.ว.บางคนออกมาด่วนตั้งธงแล้วว่า ไม่อยากสนับสนุนใคร แม้ว่าพรรคนั้นจะได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม การแสดงออกในสถานการณ์เช่นนี้ ควรจะเก็บไว้ในใจ อย่าต้องให้สิ่งที่วงเสวนาบางวงตั้งข้อสังเกตแล้วเป็นจริงที่ว่า “ไม่เคยเห็นที่ไหนให้อำนาจ ส.ว. ออกมาตรวจสอบฝ่ายค้าน ออกมาปกป้องรัฐบาลได้มากเท่านี้มาก่อน”
เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

