หน้าแรก การเมือง พระประวัติ กร...

พระประวัติ กรมหลวงราชบุรีฯที่ ‘ตะวัน-แบม’ ขอย้ายปักหลักหน้าพระรูป ทรง ‘ปฏิรูปการศาล’ เลิกเฆี่ยนตีสืบพยาน

27.02.23 | 16:10 น.

สืบเนื่องกรณี วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่หน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ ‘บุ้ง’ เป็นตัวแทนของ นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และ นางสาวอรวรรณ ภู่พงษ์ หรือแบม ในการยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขออนุญาตเข้าไปปักหลักอดอาหารภายในรั้วศาลฎีกา บริเวณหน้าพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดย วานนี้ (26 กุมภาพันธ์) นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวในตอนหนึ่งขณะแถลงต่อสื่อมวลชนถึงเหตุผลที่ขอความอนุเคราะห์ใช้พื้นที่หน้าพระรูปฯ นั้น เนื่องจากเป็นอนุสรณ์แห่งการต่อสู้ของเยาวชนที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยกระบวนการยุติธรรมจากอำนาจเผด็จการเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2515

(อ่านข่าว บุ้ง ยื่นหนังสือแทน ตะวัน-แบม ถึง ปธ.ศาลฎีกา ขอย้ายปักหลักหน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ในรั้วศาล)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงเป็นพระบิดาแห่งกฎหมายไทย ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง ระบุในบทความ ‘พระบิดากฎหมายไทย’ ในมติชนรายวัน ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2562 ความตอนหนึ่งว่า พระบิดาหรือองค์บิดากฎหมายไทยเป็นสมัญญานามที่เกิดขึ้นในงานรำลึกบุคคลผู้มีคุณูปการแก่วงการกฎหมายไทย จัดโดยเนติบัณฑิตยสภา เมื่อ พ.ศ.2497 จากนั้น พ.ศ.2505 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดวันรพีขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2505 ถึง พ.ศ.2507 จึงมีการสร้างอนุสาวรีย์รูปเหมือนของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หน้าศาลยุติธรรม (ศาลฎีกาที่สนามหลวงในปัจจุบัน)

ภาพจากเวปไซต์ ศาลปกครอง

พระราชประวัติส่วนพระองค์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ จุลศักราช 1236 ตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2417 เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และทรงเป็นลำดับที่ 2 ของเจ้าจอมมารดาตลับ

Advertisement

เมื่อทรงเจริญวัยขึ้น ได้ทรงศึกษาอักขระภาษาไทยเบื้องต้นกับพระยาศรีสุนทรโวหาร จบแล้วทรงศึกษาภาษาอังกฤษชั้นต้นที่สำนักของครูบาบู รามซามี พ.ศ.2427 เข้าเรียนที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และ พ.ศ.2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้พระราชโอรสไปศึกษาวิชาความรู้ยังต่างประเทศ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์เสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ โดยมีพระยาไชยสุรินทร์ (หม่อมราชวงศ์เทวหนึ่ง ศิริวงศ์) หม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ และเจ้าพระยายมราช (ขุนวิจิตรวรสาสน์) เป็นผู้พาไปส่งยังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ อัครราชทูตสยามประจำกรุงลอนดอน

การศึกษาที่ประเทศอังกฤษ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงศึกษาวิชาภาษาละติน ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ 2 ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2434 ขณะที่มีพระชันษาได้ 17 ปี ทรงสอบความรู้ผ่านเข้าเรียนวิชากฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Christchurch College) ทรงใช้เวลาศึกษาวิชากฎหมายเพียง 3 ปีก็สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญา Bachelor of Arts.Hons. (B.A.) เกียรตินิยม

เสด็จกลับถึงประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2437 ได้เริ่มเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ และทรงค้นคว้ากฎหมายอย่างจริงจังจากตำรากฎหมาย และคำพิพากษาฎีกา ทำให้มีความเชี่ยวชาญทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ภาพจาก ‘ศิลปวัฒนธรรม’)

ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมาย-ปฏิรูปการศาล

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจให้กับวงการกฎหมายอย่างอเนกอนันต์ คือ โรงเรียนกฎหมาย และการปฏิรูปการศาล

การตั้งโรงเรียนกฎหมายมีขึ้นเป็นครั้งแรกในสยามหลังจากพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ.2440 โดยมีเจ้าพระยาอภัยราชา (มองซิเออร์ กุสตาฟ โรแลง ยัคแมงส์) เนติบัณฑิตชาวเบลเยียม เป็นผู้ให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือ โรงเรียนกฎหมายนี้ทรงเป็นอาจารย์สอนด้วยพระองค์เอง

สืบเนื่องจากโรงเรียนกฎหมายได้มีการจัดสอบเนติบัณฑิตในปีนั้น ปรากฏว่ามีผู้สอบได้เป็นเนติบัณฑิตชั้นหนึ่ง 4 คน และเนติบัณฑิตชั้นสอง 5 คน ซึ่งการสอบเป็นเนติบัณฑิตไทยยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงปฏิรูปการศาลไทยที่สำคัญ คือ

1.ระบบศาลและเขตอำนาจศาล ทรงปรับปรุงประเภทและจำนวนศาลที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับภารกิจจำนวน 14 ศาล และมีระบบศาลพิเศษอีก 2 ระบบ คือ ระบบทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และระบบศาลรับสั่งพิเศษ

2.ด้านการพิจารณาความ ทรงยกเลิกจารีตนครบาลที่ถือว่าใครเป็นผู้ต้องหาต้องเป็นผู้ร้าย มีการเฆี่ยนตีในการสืบพยาน และยกเลิกวิธีจับญาติพี่น้องผู้ต้องหามาเป็นตัวจำนำ

3.ความล่าช้าในการพิจารณาคดี ทรงปรับปรุงระบบการฎีกาให้มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เรื่องใดควรฎีกาหรือไม่ควรฎีกา และเร่งรัดการพิจารณาคดีในศาลทุกระดับชั้นให้รวดเร็วขึ้น

4.ความทุจริตของคู่ความและผู้พิพากษา เนื่องจากข้าราชการในสมัยนั้นไม่มีเงินเดือน รับแต่เบี้ยหวัด ซึ่งจ่ายเพียงปีละครั้ง และมีจำนวนน้อยไม่พอเลี้ยงตนเองกับครอบครัว ทรงปรับปรุงให้ข้าราชการและผู้พิพากษาได้รับเงินเดือนและสวัสดิการที่ดีขึ้น ทำให้แก้ไขปัญหาความทุจริตได้

5.ความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี แต่เดิมอำนาจตุลาการ และอำนาจฝ่ายบริหารยังมิได้แยกกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นปัญหาความเป็นอิสระของการพิจารณาคดี โดยทรงปฏิรูปการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาให้เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และการพิจารณาคดีมีความสะดวกยิ่งขึ้น

6.เอกราชทางการศาล จากข้อกล่าวหาของต่างชาติที่อ้างว่ารัฐบาลไทยใช้การกดขี่ ขาดความเที่ยงธรรมในการตัดสินคดี จึงไม่ยอมขึ้นศาลไทย เรียกว่า “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

ต่อมาพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงปรับปรุงระบบกฎหมายและระบบการพิจารณาของศาลให้เป็นสากล สามารถแก้ไขและยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ในที่สุด

โรงเรียนกฎหมาย พ.ศ.2469 (ภาพจาก เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์)

ฎีการาชบุรี

นอกจากพระราชประวัติของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ที่ปรากฏในงานวิชาการด้านกฎหมายทั่วไปแล้ว ยังมีผลงานสำคัญของพระองค์อีกประการหนึ่ง คือการเขียนคำพิพากษา คือ “ฎีการาชบุรี” ซึ่งในแต่ละปีทรงเป็นเจ้าของสำนวนและทรงเป็นองค์คณะในคำพิพากษารวมหลายร้อยคดี

ตัวอย่างคำพิพากษาที่กรมหลวงราชบุรีทรงเป็นเจ้าของสำนวน

คำพิพากษาที่ 10 ปี ร.ศ.117

คดีระหว่าง เล็ก โป๋ แฉ่ง โจทก์ คล้าย จำเลย คดีนี้กรมหลวงราชบุรีทรงวางหลักกฎหมาย เรื่องอายุความมรดกว่า “กำหนดเวลา 1 ปี ในมรดกกินความถึงระยะเวลาที่ยังเป็นเด็กในเวลาที่บิดามารดาถึงแก่กรรม และถ้าหาได้ละทิ้งที่มรดกไม่ ถึงเกินกำหนด 1 ปี ก็ฟ้องแบ่งได้”

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม มิใช่ยึดบทบัญญัติในกฎหมายเพียงสถานเดียว

คำพิพากษาที่ 156 ปี ร.ศ.118

คดีนี้ทรงวางหลักกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเกี่ยวกับองค์คณะผู้พิพากษาไว้ กล่าวคือ คดีดังกล่าวพระยาราชพงษานุรักษ์และนายเต็กเป็นผู้พิพากษา แต่หลวงสมัครลงชื่อแทนพระยาราชพงษนุรักษ์ข้าหลวงพิเศษ กรมหลวงราชบุรีทรงวินิจฉัย “หน้าที่ตุลาการไม่เหมือนหน้าที่อื่น เมื่อพระยาราชพงษานุรักษ์นั่งพิจารณาไม่ได้จะหาผู้อื่นมาทำหน้าที่แทนไม่ได้เหมือนกัน เพราะดังนี้ความที่ได้ชำระมาก็เหมือนกับนายเต็กผู้เดียวได้พิจารณา จำเลยจึงไม่มีอำนาจฎีกาอยู่เอง ให้ส่งสำนวนลงไปยังศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษพิจารณาต่อไป”

คำพิพากษานี้สอดคล้องกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 26 และ 29 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ องค์คณะของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน และการทำคำพิพากษาจะมอบให้ผู้อื่นทำแทนไม่ได้

คำพิพากษาที่ 214 ปี ร.ศ.118

คดีระหว่าง อำแดงท้อ อำแดงเชย อำแดงอุ่ม โจทก์ จีนคูอาน จำเลย กรมหลวงราชบุรีทรงวินิจฉัยว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบคำที่ใช้ในคำพิพากษา (ของศาลแพ่งผู้เขียน) นั้น เพราะยกสัญญาขึ้นเป็นข้อบังคับใหญ่โตเกินไป คือยกสัญญานั้นขึ้นเป็นข้อบังคับชั่วกัลปาวสาน ไม่มีทางใดที่จะแก้ไขข้อความฤาทำลายข้อสัญญานั้นได้เลย ผิดกับความประสงค์ของการที่เป็นไปทุกวัน สัญญานี้ใช้ได้แต่ในระหว่างผู้ที่ลงชื่อด้วยกันเท่านั้นเองจะมัดลูกหลานเหลนต่อไปไม่ได้ เพราะเหตุฉะนี้ในระหว่างโจทก์แลจำเลยที่ไม่ได้เป็นผู้ลงชื่อฝ่ายใด จะขอให้อ้างข้อความในสัญญานี้เป็นข้อบังคับไม่ได้”

แนววินิจฉัยนี้ พ.ศ.2540 ได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมซึ่งสอดคล้องต้องกันในการให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน

จากตัวอย่างคำพิพากษาทั้งสามนี้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและทรงมีปัญญาลึกล้ำในการคิดวิเคราะห์อย่างสมเหตุสมผล อันเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกฎหมายในทุกภาคส่วน

7 สิงหาคม ‘วันรพี’

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันรำลึกถึงวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เรียกว่า “วันรพี” นักกฎหมายและผู้ที่อยู่ในวงการกฎหมาย ต่างร่วมจัดกิจกรรมวางพวงมาลาหน้าพระรูปของพระองค์ท่านที่ศาลจังหวัด ซึ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนติบัณฑิตยสภาชวนเชิญร่วมวางพวงมาลา หน้าพระรูปกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ณ ศาลฎีกา สนามหลวง