หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีพรรคการเมืองต่างๆ ประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2566 ล่าสุด พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาทมากกว่าพรรคพลังประชารัฐที่ประกาศไว้ 700 บาท นโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมและจะกระทบกับภาระการคลังของประเทศในอนาคตหรือไม่

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เ รื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นขอแยกเป็น 2 เรื่อง ในเชิงที่เป็นการเมืองเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน หรือบัตรลุงตู่ แล้วแต่ชื่อที่จะเรียก เป็นผลผลิตมาจากรัฐบาลที่อยู่ในช่วงรัฐประหาร และส่งต่อมาถึงรัฐบาลในช่วงการเลือกตั้งปี 2562 จึงกลายเป็นแบรนด์ดิ้งบางอย่างที่อยู่กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุเช่นนี้การแยกทางกันเดินระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทำให้แบรนด์ดิ้งตัวนี้จำเป็นจะต้องมีการจัดการว่าใครเป็นเจ้าของแบรนด์ ซึ่งสำคัญมาก เวลาพรรคการเมืองจะทำการหาเสียงจะมีนโยบายเต็มไปหมด แต่เวลาคนจะจำ คนไม่จำทุกนโยบายที่พรรคการเมืองทำ แต่จะจำแค่แบรนด์บางอย่างที่ถูกขับเน้นเป็นพิเศษ อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเน้น 30 บาทรักษาทุกโรค ด้วยเหตุเช่นนี้บัตรคนจนกลายมาเป็นแบรนด์ดิ้งที่ต้องมีการแย่งกันระหว่างสองพรรคการเมืองที่แยกกันเดิน สาระสำคัญจึงไม่ใช่เรื่อง 700 บาท หรือ 1,000 บาท เรื่องจำนวนเงินใครก็พูดได้ก่อนเลือกตั้ง แต่ประเด็นสำคัญมันคือการแย่งแบรนด์ดิ้ง ด้วยเหตุนี้การที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จะเป็นพรรคที่มีปัญหามากกว่าเพราะเกิดมาใหม่ นโยบายยังไม่ชัดเจน ภาพของพรรค รทสช.ก่อนหน้านี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ที่ขายเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะการปราศรัยที่ จ.นครราชสีมา ล่าสุดทำให้เห็นว่าพรรค รทสช.พยายามที่จะวิ่งเข้ามาหานโยบายแต่หนีไม่พ้นนโยบายที่มาจากพรรค พปชร.อยู่ดีในสมัยที่เคยอยู่ด้วยกัน
เพราะฉะนั้น ในทางการเมืองก็ชัดเจนว่าเป็นการบลั๊ฟกันระหว่างพรรค รทสช.และพรรค พปชร. นั่นคือปัญหาของนักการเมือง แต่ปัญหาที่แท้จริงคือนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการ การที่พรรค รทสช.กับพรรค พปชร.ซึ่งเป็นพรรคแกนนำกลุ่มอนุรักษนิยมพยายามหาเสียงด้วยการโยนตัวเลขใส่เข้าหากัน ซึ่งสร้างปัญหาต่อการมองนโยบายสังคมว่าพยายามแจกเงิน แต่จริงๆ แล้วนโยบายสังคมคือการพูดถึงการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต ทั้งการมีชีวิตที่ดี การมีสิทธิเสรีภาพ และการที่ถ้าวันใดวันหนึ่งเดินผิดพลาดจะมีโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมให้กับผู้คน เลยไม่ใช่แค่เรื่องการแจกเงิน 700 บาท หรือ 1,000 บาท แต่คือเรื่องการดูแลตั้งแต่จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน ตั้งแต่เกิดมาอุปกรณ์ที่ใช้ในการเกิดได้รับการดูแลจากภาครัฐหรือไม่ เมื่อโตขึ้นสามารถเข้าถึงการศึกษาในราคาที่ถูกที่สุดได้หรือไม่ จนไปถึงตอนทำงานจะมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกงานได้อย่างเสรี รวมไปถึงสามารถตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างเสรีหรือไม่ นี่คือภาพของนโยบายทางสังคมทั้งหมด ต้องนำเสนออย่างเป็นระบบ แต่ด้วยการที่สองพรรคนี้มาเสนออยู่เรื่องเดียวทำให้ภาพนโยบายสังคมที่ควรจะมองอย่างเป็นระบบนั้นมันจบอยู่ที่แค่ 700 บาท หรือ 1,000 บาท
จะเจอนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งออกมาบอกว่าเป็นประชานิยม ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกแบบว่า 700 บาท หรือ 1,000 บาท ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ไม่พอ และไม่ครอบคลุมประเด็นปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสังคม
ประเด็นที่สอง คือการแข่งขันเรื่องของการโยนตัวเลขเข้ามา 700 และ 1,000 บาท ส่งผลต่อการมองภาพรวมของนโยบายทางสังคมว่าประเทศเรามีปัญหาในเชิงโครงสร้างทางสังคมมากกว่านั้น การแจกเงินไม่ทำให้คนเท่ากัน แย่ไปกว่านั้นยิ่งทำให้คนต่างกันมากยิ่งขึ้น เพราะการที่จะได้เงินต้องมีการระบุตัวตนว่าคุณเป็นคนจน ไม่มีรายได้ มีปัญหาในชีวิต กลายเป็นว่าต้องเป็นคนที่อยู่ล่างที่สุดของสังคมถึงจะได้รับการช่วยเหลือของรัฐ กลายเป็นว่าไม่ได้มีนโยบายเพื่อดึงคนขึ้นมา แต่ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างประชาชนยิ่งมากขึ้นไปอีก เอาง่ายๆ คือระหว่างคนที่เข้าถึงบัตรสวัสดิการกับคนที่เข้าไม่ถึง ส่วนตัวเห็นว่าการแข่งเรื่องนโยบายเรื่องตัวเลขมันไม่ตอบโจทย์ปัญหาสังคม ถ้าทุกพรรคมาเล่นโยนตัวเลขอย่างนี้จริงๆ รัฐบาลสามารถหางบประมาณมาได้ แต่ปัญหาคือภายใต้การนำเสนอนโยบายดังกล่าวไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีเงิน แต่รัฐบาลจะมีนโยบายที่ทำให้ประชาชนสร้างเงินอย่างไร การเอาเงินไปให้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่หน้าที่ของรัฐบาลคือการสร้างบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่สามารถให้คนไปทำงาน มีรายได้ มีกฎหมายที่ดี นั่นต่างหากคือหน้าที่ของรัฐบาล แม้หลายคนจะบอกว่าการแจกเงินดังกล่าวจะทำให้มีปัญหาเรื่องของงบประมาณ แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายรัฐก็หาทางเอาเงินมาแจกได้อยู่ดี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐจะล้มละลาย แต่ปัญหาคือสภาพสังคมไม่ถูกแก้ มันคือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอยู่ดี เพราะคนยังไม่เท่าเทียมกันเหมือนเดิม และอาจจะไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นด้วยในนโยบายดังกล่าว และอาจจะส่งผลต่อทัศนคติของคนด้วย เพราะทำให้ภาพของการเลือกตั้งไม่ได้เนื้อหาสาระของปัญหาสังคม เราไม่เคยเห็นพรรค รทสช.หรือพรรค พปชร.พูดถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ มันจบอยู่แค่ 700 หรือ 1,000
ส่วนตัวไม่ได้มองว่าไม่ดีแต่ต้องทำให้มากกว่านั้น ให้มันครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เอาเรื่องนี้มาหาเสียงเพราะเห็นว่าได้คะแนนเสียง มันไม่เพียงพอ

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ขณะนี้การออกนโยบายต่างๆ เป็นการช่วงชิงโอกาส สร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองมากกว่า ประเด็นปัญหาตอนนี้อยู่ที่ว่าน้ำหนักของใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแข่งขันกันเพื่อแย่งฐานประชาชนที่จะเลือกพรรค พปชร.หรือพรรค รทสช. ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกัน ไม่มองว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่ความแตกแยกของการไม่ร่วมงานกันในอนาคต เชื่อตั้งแต่ต้นแล้วว่าหลังผลการเลือกตั้งทั้งสองพรรคไม่น่าจะร่วมกันได้ เพราะพรรค รทสช.มีลักษณะความคิดเชิงสุดโต่งคือไม่ได้สร้างพันธมิตรทางการเมืองกับใครในขณะนี้กำลังมีปัญหาสัมพันธภาพกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพราะพรรค ภท.เชื่อมาเสมอว่ากรณีที่ถูกนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เหมือนว่ากำลังได้รับสัญญาณจากผู้ใหญ่ในทำเนียบหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรค ชทพ. ยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เกรงใจใครเรื่องกรณีการฉกตัวผู้สมัคร หรือการจะตีสุพรรณบุรีเป็นเมืองขึ้น นั่นชี้ให้เห็นว่าพรรค รทสช.กำลังมีปัญหา เพราะฉะนั้น นโยบายของพรรค รทสช.แน่นอนว่ามันถูกผูกติดไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น นโยบายอะไรออกมาคนจะไม่เชื่อว่ามันจะมีผลได้จริง แตกต่างจาก พล.อ.ประวิตรที่ 700 บาท มีแนวโน้มทิศทางว่าเขาตั้งใจและมุ่งมั่นมากกว่า และขณะเดียวกันการที่พรรค พปชร.แสดงความมั่นใจหลายครั้งว่าจะเป็นรัฐบาลในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า 99.99% แนวโน้มคือพรรค พปชร.มีแต้มต่อสูงกว่าพรรค รทสช.
อยากให้ประชาชนทุกคนทำใจว่าในสิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองพยายามจะหาเสียงนั้นอาจจะทำไม่ได้หลายโครงการเลย อยู่ที่การกลั่นกรองว่าแนวโน้มพรรคการเมืองที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงอะไรที่จะเป็นประโยชน์สูงสุด อะไรที่จะลดการก่อร่างสร้างหนี้ แน่นอนว่ามันเกิดหนี้แน่ๆ อยู่แล้ว ทุกพรรคการเมืองหนีไม่พ้นนโยบายประชานิยมเพราะมีคนเดือดร้อน คนยากคนจน ทำให้พรรคการเมืองเคาะนโยบายแนวคิดแบบประชานิยม ทั้งหมดอยู่ที่ความสามารถของทีมเศรษฐกิจ หรือพรรคการเมืองที่กุมบังเหียนด้านเศรษฐกิจเพื่อจะสร้างรายได้มาอุดรอยรั่วและหนี้ นั่นคือวิธีการแก้ปัญหาแม้ว่าดูทิศทางแล้วจะเป็นหนี้มากกว่าที่จะมีรายได้เข้าประเทศมาชดเชย และแนวคิดแบบนี้เห็นได้ชัดเลยว่าประเทศเรายังต้องพึ่งพานโยบายและนักการเมือง เหมือนความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น คนจนก็ยิ่งจนมากขึ้น และรอระบบสวัสดิการ รอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่แนวคิดรวยกระจุกจนกระจายยังดำรงอยู่ต่อไปแม้ว่าในการเลือกตั้งใครจะมีนโยบายชวนฝันอะไรต่างๆ แต่ทิศทางความเป็นไปได้จริงมีแนวโน้มว่าความเหลื่อมล้ำยังดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
คิดว่าเรื่องนโยบายแนวคิดประชานิยม หรือแนวคิดของพรรคการเมืองที่พยายามจะชูแข่งขันกันนั้นพยายามมองทิศทางความเป็นไปได้และวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ และคิดว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด บางนโยบายที่เป็นลักษณะที่ไม่ได้สร้างความยั่งยืน หรือการพัฒนาอย่างตรงจุดตรงนี้อยากให้ประชาชนมองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นการกระตุ้นนักการเมืองว่าประชาชนต้องการอะไรอย่างแท้จริง ไม่ใช่หยิบยื่นอะไรมาประชาชนอยากจะได้ไปเสียหมด

ปิยณัฐ สร้อยคำ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ภ ายหลังประกาศยุบสภาและการเตรียมความพร้อมต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงกลางปี 2566 นี้ทำให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนเริ่มเดินเกม ขยับตัวเพื่อหาเสียงสร้างความนิยมให้กับตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงพื้นที่ของบรรดาผู้สมัคร แกนนำพรรคการเมือง รวมไปถึงการทุ่มงบประมาณด้านสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ทำให้เห็นสีสัน และความครึกครื้นตามวิถีประชาธิปไตย ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากการหาเสียงและการลงพื้นที่ที่เป็นที่จับตามองแล้ว นโยบายของพรรคการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ประชาชนต่างรอคอย ยิ่งพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายได้ถูกตาถูกใจประชาชน ย่อมจะได้รับความนิยมและได้รับพื้นที่สื่อในการนำนโยบายนั้นไปขยายต่อมากขึ้น เห็นได้ว่าในขณะนี้พรรคการเมืองจำนวนมากต่างเร่งทยอยนำเสนอนโยบายของตนในสื่อต่างๆ
ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่าการที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาหาเสียงชูนโยบายประชานิยม และเกทับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยนโยบายที่มากกว่านั้นเป็นเรื่องปกติของวิถีทางการเมือง เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองอยู่แล้วที่จะต้องนำเอานโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงภายหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น นโยบายต่างๆ ที่ถูกนำเสนอออกมาจึงเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่พรรคการเมืองต้องนำไปผลักดัน ในกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ที่ถูกเพ่งเล็งจากการประกาศจำนวนเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่ามีการเกทับกันหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองจะประกาศตัวเลขใดก็ตาม แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์รวมถึงผลกระทบที่ตามมาคือประชาชนอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องพิจารณาจากข้อมูลที่ตนมีว่านโยบายของพรรคใดจะมีความเหมาะสมและทำได้จริง
ในกระบวนการการจัดทำนโยบายของพรรคการเมือง ส่วนตัวเชื่อว่าก่อนจะออกมาเป็นนโยบายนั้น ผู้รับผิดชอบด้านยุทธศาสตร์และนโยบายทางการเมืองของพรรคต้องศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ รวมถึงประมาณการงบประมาณที่ใช้มาเป็นอย่างดี ก่อนที่จะนำมาประกาศใช้ดังกล่าว เพราะการที่กำหนดนโยบายอย่างไม่รอบด้าน ไม่สามารถทำได้จริง ย่อมส่งผลต่อการยอมรับนับถือของพรรคการเมืองนั้นๆ ในระยะยาวและในการเลือกตั้งครั้งถัดไป และการกำหนดนโยบายที่ใช้งบประมาณเกินกว่างบประมาณของประเทศ ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของแผ่นดินแน่นอน
หรือหากพรรคการเมืองจะมุ่งขับเคลื่อนประเทศผ่านนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง อาจจะต้องกำหนดลำดับความสำคัญโดยทุ่มงบประมาณไปยังนโยบายที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศเป็นหลัก มากกว่าภารกิจที่อาจไม่มีความจำเป็นแล้วในปัจจุบัน

