ส่อง ‘กฎเหล็ก’ รบ.รักษาการ อะไรทำได้-ไม่ได้

28.02.23 | 05:55 น.

การเมืองไทยขณะนี้เริ่มนับถอยหลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง เนื่องด้วยในวันที่ 23 มีนาคม 2566 อายุของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 กำลังจะสิ้นสุดวาระลง

ทว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ออกมาส่งสัญญาณชัดเจน พร้อมยอมรับว่าจะประกาศยุบสภาภายในเดือนมีนาคมนี้ ก่อนสภาครบเทอมแน่นอน

ฉะนั้น ทันทีที่ “บิ๊กตู่” ประกาศกดปุ่มยุบสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบันจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็น ครม.รักษาการ ประเมินระยะเวลานับตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้ง การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. การเปิดประชุมรัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งแต่งตั้ง ครม.ชุดใหม่ เบื้องต้น ครม.ชุดปัจจุบัน อาจจะต้องอยู่รักษาการยาวประมาณ 4 เดือนครึ่งจนถึงช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2566

สำหรับบทบาทของ ครม.รักษาการ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงวันที่ ครม.ชุดใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ ขณะที่ข้าราชการการเมืองทุกตำแหน่งยังปฏิบัติหน้าที่ได้ และพ้นตำแหน่งวันเดียวกันกับ ครม. หากช่วง ครม.รักษาการ รัฐมนตรีตัดสินใจลาออกก็จะไม่เกิดผลกระทบ ครม.สามารถจัดประชุมได้ตามปกติ และช่วงรักษาการนายกรัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจปรับ ครม.ได้หากพบว่ามีความจำเป็น

ส่วนการยื่นบัญชีทรัพย์สิน คณะรัฐมนตรี จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ภายใน 60 วันนับแต่ ครม.ใหม่ถวายสัตย์ อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลยังสามารถออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ได้ ส่วนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ที่เกี่ยวกับกฎกระทรวง สามารถดำเนินการได้เช่นกัน

Advertisement

ขณะที่ การปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

การไม่อนุมัติงานหรือโครงการ ที่สร้างความผูกพันต่อ ครม.ชุดใหม่ ยกเว้นแต่เป็นเรื่องอยู่ในงบประมาณประจำปี รวมทั้งต้องไม่แต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ พนักงาน หรือมีการให้พ้นตำแหน่ง เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ขณะเดียวกัน ต้องไม่อนุมัติให้ใช้งบกลาง เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่ใช้ทรัพยากรหรือบุคลากรของรัฐกระทำการอันมีผลต่อการเลือกตั้งและไม่ฝ่าฝืนระเบียบของ กกต.

สอดคล้องกับทาง กกต.ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดจะมีผลต่อการเลือกตั้ง พ.ศ.2563 เป็นระเบียบที่วางข้อห้ามในการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ขณะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ โดยคำนึงถึงการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และคำนึงถึงความสุจริต เที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง

เป็นเงื่อนไขกำหนดห้าม ครม.รักษาการทำอะไรบ้าง ดังนี้

1.ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ โดยการกำหนดนโยบาย โครงการ แผนงาน โดยให้มีผลบังคับใช้ในทันที และมีลักษณะเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดความไม่ทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง

2.จัดให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ นอกเหนือจากการประชุมตามปกติ และมีการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐ

3.กำหนด สั่งการหรือมอบหมายให้มีการประชุม อบรม หรือสัมมนาบุคลากรของรัฐ หรือเอกชน โดยใช้เงินงบประมาณของหน่วยงานของรัฐหรือเงินของกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ โดยอาจให้มีการแจกจ่ายทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการประชุมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน

4.กำหนด สั่งการหรือมอบหมายให้มีการอนุมัติ โอนหรือเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐหรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือให้หน่วยงานของรัฐหรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ทั้งการแจกจ่ายทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดให้แก่ประชาชน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพือรักษาผลประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน

5.กำหนด สั่งการหรือมอบหมายให้มีการแจกจ่ายหรือจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้แก่บุคคลหนึ่ง บุคคลใด โดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่เป็นกรณีต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐหรือประชาชน

6.ใช้พัสดุหรือเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากหน่วยงานของรัฐ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือใช้บุคลากรของรัฐปฏิบัติงานเพื่อสร้างโอกาสให้เกิดความไม่ทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง

7.ใช้ทรัพยากรของรัฐ เช่น คลื่นความถี่ หรือเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือใช้งบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานของรัฐ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์

สดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า การรักษาการของ ครม.ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้เมื่อมีการยุบสภาหรือสภาครบวาระ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งและการใช้งบประมาณ ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี จะลงพื้นที่หาเสียง จะมีข้อบัญญัติของ กกต.กำหนดไว้ว่าต้องไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองในการหาเสียง ซึ่งรัฐมนตรีบางคนที่กลัวว่าจะมีปัญหาก็จะลาออกจากตำแหน่งเพื่อไปลงพื้นที่หาเสียงเต็มที่ แต่การลาออกจะไม่มีผลกระทบกับการทำงานของ ครม.รักษาการ

ส่วนความได้เปรียบหรือเสียเปรียบถูกกำหนดโดยกฎหมายอยู่แล้ว โดยช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ใน ครม.จะดำเนินการสิ่งใดที่เป็นผลกระทบต่อการหาเสียงไม่ได้อยู่แล้ว การหาเสียงต้องไปนอกเวลาราชการ หรือวันเสาร์-อาทิตย์

ส่วนการได้เปรียบเสียเปรียบเป็นธรรมดาอยู่แล้ว สำหรับคนที่มีตำแหน่งอาจจะได้เปรียบกว่าในเรื่องการหาเสียง แต่ทั้งหมดจะถูกบังคับโดยกฎหมายของ กกต.หรือคำสั่งของ กกต.

“ยกตัวอย่างเคยมีกรณีรัฐมนตรีคนหนึ่งยังไม่ได้ลาออก แต่ไปยืนดูการหาเสียงของพรรคของท่าน แต่ก็มีคนไปร้องเรียนกล่าวหาว่าสนับสนุนทำให้การเลือกตั้งได้ ดังนั้น ช่วงการทำงานของรัฐมนตรีช่วงยุบสภา ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง แม้จะได้เปรียบ แต่ต้องระมัดระวังว่าถ้าทำไปแล้วอาจจะเกิดความเสียหายต่อคะแนนเสียงหรือพรรคการเมืองได้ บุคคลที่มีตำแหน่งสูงยิ่งต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เชื่อว่าเวลาลงพื้นที่หาเสียงคงระมัดระวังตัวมากขึ้นเช่นกัน” อดีต กกต.กล่าวทิ้งท้าย