สปท. เห็นชอบรายงานใช้กองทุนน้ำมัน-พ.ร.บ.กองทุน เพื่อเป็นเครื่องมือรักษาระดับราคาน้ำมัน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณารายงานบทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองประธาน กมธ.คนที่ 1 รายงานว่า เนื่องจากกองทุนน้ำมัน มีบทบาทมากในการกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ซึ่งยังคงมีข้อกังขาถึงความเหมาะสมการใช้กองทุนเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลยุคต่างๆ ซึ่งทาง กมธ.ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีเหตุผลคือ เพื่อการบริหารกองทุนน้ำมันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม และป้องกันการแทรกแซงการใช้กองทุนฯเกินวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะผันผวน มีผลต่อราคาขายปลีก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาระดับราคา เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชน นอกจากนี้ยังได้กำหนดมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยมีระยะเวลาและวงเงินที่ใช้ในการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างชัดเจน
จากนั้น สมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง อาทิ นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกมธ. ชี้แจงว่ากองทุนนี้ตั้งขึ้นเพราะเราประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาน้ำมันมีการผกผัน จนประชาชนชนได้รับผลกระทบ ดังนั้นกองทุนดังกล่าวมีไว้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบกับประชาชน แม้ขณะนี้ราคาน้ำมันจะถูกก็ตาม แต่เราก็ต้องเตรียมการไว้ให้พร้อม ถ้ายกเลิกกองทุนดังกล่าว รัฐก็จะไม่มีเครื่องมือจำเป็นไว้ใช้ได้ทันท่วงที ประกอบกับที่ผ่านมากองทุนนี้มีคณะกรรมการเป็นภาครัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในร่าง พ.ร.บ. นี้เปิดให้มีคณะกรรมการมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้วย ดังนั้น ในภาพรวมการทำงานของคณะกรรมการ จะช่วยให้กองทุนไม่ติดลบเหมือนอย่างบางยุค ที่ปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบเพราะมีการหาเสียง ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ถือว่าเกี่ยวข้องกับการเงินจำเป็นต้องส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับรองก่อน
จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบกับรายงานและร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวด้วยคะแนน 160 ต่อ 4 งดออกเสียง 8 คะแนน โดย กมธ.จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงก่อนเสนอให้ประธาน สปท. และ ครม.พิจารณาต่อไป

