สถานีคิดเลขที่ 12 : ซับซ้อน/สับสน
ประเด็นหัวใจของการเมืองไทยระยะนี้ หนีไม่พ้นเรื่องเลือกตั้ง
รัฐสภาปิดประชุมไปแล้วอย่างทุลักทุเล ตอนนี้นับถอยหลังไปสู่วันสิ้นวาระของสภา คือ 23 มี.ค.2566
ก่อน 23 มี.ค. คงมีการยุบสภาเกิดขึ้น เพื่อผลทางด้านวันเวลาในการสังกัดพรรคของนักการเมืองที่ย้ายพรรค
การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. หรืออาทิตย์ถัดๆ ไป จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญของการเมืองไทย ซึ่งว่ากันว่า เข้าใจยาก คาดเดายาก หรือภาษาการเมืองเรียกว่า อ่านยากอ่านเย็น
และกลายเป็น “ความซับซ้อน”
เพราะการเมืองไทย มีลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะบางอย่างที่ “ดีไซน์” มาเป็นพิเศษมากมาย
แล้วพยายามเรียกกันว่า เป็นการเมืองแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ
แรกๆ ก็ฟังดูเหมือนจะดี ที่เราเอาระบบจากต่างประเทศมาดัดแปลงให้สอดคล้องกับสภาพบางอย่างของประเทศเราเอง
พยายามอวยกันอยู่ระยะหนึ่ง แต่นานๆ ไป หลายๆ ครั้งเข้า เกิดเลือดตกยางออก หรือเกิดการสูญเสียพังทลายบ่อยครั้ง
ความหมายทางลบ เริ่มมากกว่าบวก
กติกาของประชาธิปไตยที่ใช้กันทั่วโลก คือ ระบบที่ใช้เสียงข้างมากกำหนด
ภายใต้กติกาที่แฟร์ มีการกำกับอำนวยการเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ใครชนะเลือกตั้ง ประชาชนเลือกเข้ามามากที่สุด ก็ได้เป็นรัฐบาล บริหารประเทศตามนโยบาย ในวาระ 4 ปี
แต่กติกาแบบนี้ ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้แถวๆ นี้
ถ้ามีเสียงข้างมากเทคะแนนให้ใคร ยังมีเงื่อนไขตามมาว่า แล้ว “ใคร” ล่ะที่ชนะเลือกตั้ง
นักวิชาการบางสายยังส่งเสียงมาว่า เสียงข้างมากไร้คุณภาพ โดนหลอกโดนซื้อ จะเอามากำหนดความเป็นไปในบ้านเมืองได้อย่างไร
1 เสียงจากคนจบปริญญากับ 1 เสียงที่ไม่จบปริญญาไม่ควรจะเท่ากัน
ก็เลยเกิดสภาพ ของการโหมรณรงค์ “แลนด์สไลด์” ของบางพรรค จะเอา 300 ที่นั่ง ส.ส.
ขณะที่บางพรรค พยายามต่อสู้ให้ได้ 25-30 เสียง เพื่อจะเสนอชื่อนายกฯ ให้ ส.ส.กับ ส.ว.ช่วยกันโหวต
การเมืองระยะนี้ เป็นเวลาที่เหมาะมาก ที่จะพูดกันว่า นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายทางสังคมแล้ว
นโยบายทางการเมือง ควรจะทำกันยังไง
ให้การเมืองไทย ซับซ้อนน้อยลง
ประเทศไทยต้องการการเมืองแบบตรงไปตรงมา ใครชนะเลือกตั้งก็บริหารประเทศไป 4 ปี
แพ้เลือกตั้งก็กลับไปทำการบ้านมาใหม่ แล้วกลับมาสู้ตามกฎกติกา
ทำงานไม่ดี ก็ต้องถูกสังคมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ให้สภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ทุกองค์กรต้องทำงานตรงไปตรงมา ที่มาที่ไปต้องเป็นไปตามหลักการ
ต้องผ่านการเลือกตั้งก็ต้องเลือกตั้ง หรือคัดสรรอย่างเป็นธรรม อย่าไปพกพาความเกลียดชัง หรือวาระซ่อนเร้นอื่นๆ เข้ามา
ตัดอคติ ความเกลียดชังออกไปจากกฎกติกาของการเมือง ตัดสิทธิพิเศษบางอย่างออกไป
ความซับซ้อนของการเมือง ที่ทำให้คนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์พิเศษมายาวนาน จะได้หมดไปเสียที

