สถานีคิดเลขที่ 12 : ซับซ้อน/สับสน

2.03.23 | 08:45 น.

สถานีคิดเลขที่ 12 : ซับซ้อน/สับสน

ประเด็นหัวใจของการเมืองไทยระยะนี้ หนีไม่พ้นเรื่องเลือกตั้ง

รัฐสภาปิดประชุมไปแล้วอย่างทุลักทุเล ตอนนี้นับถอยหลังไปสู่วันสิ้นวาระของสภา คือ 23 มี.ค.2566

ก่อน 23 มี.ค. คงมีการยุบสภาเกิดขึ้น เพื่อผลทางด้านวันเวลาในการสังกัดพรรคของนักการเมืองที่ย้ายพรรค

การเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. หรืออาทิตย์ถัดๆ ไป จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่

Advertisement

ตรงนี้เป็นจุดสำคัญของการเมืองไทย ซึ่งว่ากันว่า เข้าใจยาก คาดเดายาก หรือภาษาการเมืองเรียกว่า อ่านยากอ่านเย็น

และกลายเป็น “ความซับซ้อน”

เพราะการเมืองไทย มีลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะบางอย่างที่ “ดีไซน์” มาเป็นพิเศษมากมาย

แล้วพยายามเรียกกันว่า เป็นการเมืองแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยแบบไทยๆ

แรกๆ ก็ฟังดูเหมือนจะดี ที่เราเอาระบบจากต่างประเทศมาดัดแปลงให้สอดคล้องกับสภาพบางอย่างของประเทศเราเอง

พยายามอวยกันอยู่ระยะหนึ่ง แต่นานๆ ไป หลายๆ ครั้งเข้า เกิดเลือดตกยางออก หรือเกิดการสูญเสียพังทลายบ่อยครั้ง

ความหมายทางลบ เริ่มมากกว่าบวก

กติกาของประชาธิปไตยที่ใช้กันทั่วโลก คือ ระบบที่ใช้เสียงข้างมากกำหนด

ภายใต้กติกาที่แฟร์ มีการกำกับอำนวยการเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ใครชนะเลือกตั้ง ประชาชนเลือกเข้ามามากที่สุด ก็ได้เป็นรัฐบาล บริหารประเทศตามนโยบาย ในวาระ 4 ปี

แต่กติกาแบบนี้ ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้แถวๆ นี้

ถ้ามีเสียงข้างมากเทคะแนนให้ใคร ยังมีเงื่อนไขตามมาว่า แล้ว “ใคร” ล่ะที่ชนะเลือกตั้ง

นักวิชาการบางสายยังส่งเสียงมาว่า เสียงข้างมากไร้คุณภาพ โดนหลอกโดนซื้อ จะเอามากำหนดความเป็นไปในบ้านเมืองได้อย่างไร

1 เสียงจากคนจบปริญญากับ 1 เสียงที่ไม่จบปริญญาไม่ควรจะเท่ากัน

ก็เลยเกิดสภาพ ของการโหมรณรงค์ “แลนด์สไลด์” ของบางพรรค จะเอา 300 ที่นั่ง ส.ส.

ขณะที่บางพรรค พยายามต่อสู้ให้ได้ 25-30 เสียง เพื่อจะเสนอชื่อนายกฯ ให้ ส.ส.กับ ส.ว.ช่วยกันโหวต

การเมืองระยะนี้ เป็นเวลาที่เหมาะมาก ที่จะพูดกันว่า นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายทางสังคมแล้ว

นโยบายทางการเมือง ควรจะทำกันยังไง

ให้การเมืองไทย ซับซ้อนน้อยลง

ประเทศไทยต้องการการเมืองแบบตรงไปตรงมา ใครชนะเลือกตั้งก็บริหารประเทศไป 4 ปี

แพ้เลือกตั้งก็กลับไปทำการบ้านมาใหม่ แล้วกลับมาสู้ตามกฎกติกา

ทำงานไม่ดี ก็ต้องถูกสังคมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ ให้สภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทุกองค์กรต้องทำงานตรงไปตรงมา ที่มาที่ไปต้องเป็นไปตามหลักการ

ต้องผ่านการเลือกตั้งก็ต้องเลือกตั้ง หรือคัดสรรอย่างเป็นธรรม อย่าไปพกพาความเกลียดชัง หรือวาระซ่อนเร้นอื่นๆ เข้ามา

ตัดอคติ ความเกลียดชังออกไปจากกฎกติกาของการเมือง ตัดสิทธิพิเศษบางอย่างออกไป

ความซับซ้อนของการเมือง ที่ทำให้คนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์พิเศษมายาวนาน จะได้หมดไปเสียที