‘จุรินทร์’กางแผนสู้เลือกตั้ง
มั่นใจนำ‘ปชป.คัมแบ๊ก’
หมายเหตุ – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมและเป้าหมายในการนำพรรค ปชป.ลงเลือกตั้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้
⦁ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ถึงวันนี้มีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งอย่างไร
ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป.ถึงตอนนี้ มีความพร้อมเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งคน ผู้สมัคร นโยบาย ตลอดจนระบบการบริหารจัดการของพรรค รอเพียงแค่ว่าวันเลือกตั้งจะมาถึงเมื่อใด ถ้ามีการยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อใด
⦁ยังมีจุดอ่อนเรื่องใดที่พรรค ปชป.จะต้องปรับอีกหรือไม่
ที่ผ่านมาเราก็เตรียมความพร้อมมาอยู่ตลอด พรรค ปชป.เป็นพรรคแรกๆ ที่เตรียมความพร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.มาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ช่วงเวลานั้นคนอาจไม่สนใจเพราะยังไม่เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ที่จริงพรรคทยอยเปิดตัวผู้สมัครมาจังหวัดละ 5 คน 10 คน บ้าง ตามความพร้อมมาโดยตลอด ถึงตอนนี้ถือว่าเกือบครบหมดแล้ว อย่างพื้นที่ กทม.ถือว่าได้ผู้สมัครครบทั้ง 33 เขตแล้ว โดยจะเปิดตัวในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ขณะที่ภาคใต้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ครบแล้วทั้ง 58 เขต ที่ จ.นครศรีธรรมราช
ภาคเหนือเปิดตัวไปแล้ว 61 เขต แต่ไม่ได้หมายความจะมีเพียงเท่านี้ พรรคจะทยอยเปิดตัวจนครบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปิดตัวไปแล้ว 99 เขต เหลืออีก 33 เขตก็จะเปิดตัวให้ครบ
ส่วนนโยบายก็อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ โดยตัวนโยบายก็ประกาศไปแล้วบางส่วน เช่น สร้างเงิน ก็มีนโยบายย่อย 8 นโยบาย ตามมาด้วยนโยบายสร้างเงิน และนโยบายสร้างชาติ ก็จะมีนโยบายย่อยตามมาอีกต่อไป รวมทั้งจะมีนโยบายในแต่ละพื้นที่ที่จำเป็นที่เหมาะสมในแต่ละภาคด้วย เช่น ภาคอีสาน คือ อีสานเชื่อมโลก ภาคเหนือ คือ เหนือเชื่อมโลก คิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญในการสร้างเงิน สร้างอนาคตให้กับคน สร้างความร่ำรวยให้กับคนภาคอีสานและคนภาคเหนือขึ้นมาได้
⦁เป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค ปชป.ต้องได้เสียง ส.ส.มากกว่าปี 2562
มั่นใจว่าเราจะได้ ส.ส.มากขึ้นกว่าเดิม จากการลงพื้นที่เราประเมินจากความเป็นจริงที่ได้พบเจอมาทั้งในฐานะรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน มั่นใจว่าเสียงตอบรับของพรรค ปชป.ดีขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
⦁พื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรค ปชป.อย่าง กทม.กับภาคใต้ มั่นใจว่าจะได้เสียง ส.ส.กลับมามากขึ้น
อย่างภาคใต้ มั่นใจว่าได้เสียงมากกว่าเดิมแน่ เพราะการเลือกตั้งคราวที่แล้ว มี 50 ที่นั่ง พรรค ปชป.ได้มา 22 ที่นั่ง แต่ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ 22 ที่นั่ง แต่มั่นใจว่าจะได้มากถึง 40 ที่นั่ง เท่าที่ได้ประเมินและนั่งนับนิ้วกันทุกวัน เพราะฉะนั้นด้วยสัญญาณต่างๆ ก็มั่นใจว่าเสียงตอบรับของพรรคดีขึ้น อย่างการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทั้งที่ จ.สงขลา จ.ชุมพร จ.ราชบุรี พรรค ปชป.ก็ชนะ ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ มั่นใจว่าเสียงตอบรับดีขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรค ปชป.ไม่ได้เลยสักที่นั่ง ก่อนที่ผมจะมาเป็นหัวหน้าพรรค พื้นที่กรุงเทพฯถือว่าเป็นศูนย์ แต่จากสัญญาณที่ผ่านมาบอกว่ากระแสพรรคเริ่มดีขึ้น ทั้งจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แม้พรรค ปชป.จะไม่ชนะที่หนึ่ง แต่ก็ได้ที่สอง ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) พรรค ปชป.ได้มา 9 ที่นั่ง ได้คะแนนมาเป็นที่สอง 7 ที่นั่ง อีกทั้งเสียงตอบรับจากการที่ลงพื้นที่ต่อเนื่อง ก็พอประเมินได้จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ได้สัมผัส อย่างผมก็เป็น ส.ส.มา 11 สมัย ก็พอประเมินได้ว่าสิ่งที่เราพบเห็นถือว่าดีขึ้นหรือเลวลง ผมได้ประเมินร่วมกับรองหัวหน้าพรรค กับผู้สมัครของพรรค ก็ประเมินตรงกัน ซึ่งผู้สมัครแต่ละพื้นที่ก็มีทั้งอดีต ส.ส.และคนรุ่นใหม่เข้ามาผสมผสาน
⦁ฝากถึงแฟนคลับพรรค ปชป.ที่เคยเลือกพรรคที่มีฐานเสียงเดียวกัน ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
ผมคิดว่าบริบททางการเมืองในวันนี้เปลี่ยนไปพอสมควร เปลี่ยนไปจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แยกเป็น 2 ขั้วชัดเจน คือ เอาตู่ กับ ไม่เอาตู่ เอาทักษิณ ไม่เอาทักษิณ พอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ประกาศว่ายังมีอีกหนึ่งขั้วคนก็ยังคิดว่ามีแค่ 2 ขั้ว เพราะฉะนั้นแฟนคลับพรรค ปชป.จึงตัดสินใจไปเลือกขั้วใดขั้วหนึ่งแทน แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของนายอภิสิทธิ์ เพราะสถานการณ์ในครั้งนั้นอดีตหัวหน้าพรรคก็ตัดสินใจได้ดีที่สุดแล้วสำหรับพรรค แต่เมื่อประชาชนเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างนั้น เราก็ยอมรับ ไม่โทษใครทั้งสิ้น
ส่วนการเลือกตั้งที่จะมาถึงครั้งนี้คิดว่าบรรยากาศการแบ่งขั้วนั้นเริ่มเบาลง ไม่รุนแรงเหมือนเมื่อการเลือกตั้งในปี 2562
การเมืองของไทยกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ในระบอบของรัฐสภาปกติ คือ เป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมืองกับพรรคการเมือง จุดนี้ผมคิดว่าประชาชนจะเข้าใจ อย่างการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแบบบัตร 2 ใบ ประชาชนก็เคยเลือกตั้งกันมาแล้ว คือ เลือกคน 1 ใบ เลือกพรรค 1 ใบ เลือกพรรคเพื่อไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เลือกคนเขตไหนใครชนะก็ได้เป็น ส.ส.เขต รวม 400 เขต ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตามปกติ ตามกลไกของรัฐสภาปกติ
หลังการเลือกตั้งใครรวมเสียงข้างมากได้ก็เป็นรัฐบาล ใครมีเสียงข้างน้อยก็เป็นฝ่ายค้าน พรรค ปชป.ก็เตรียมพร้อมในการลงแข่งขันตามกติกาแบบนี้ สะท้อนความเป็นเรา ความเป็นพรรค ปชป. นอกจากหวังว่าจะได้คนใหม่ๆ ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ก็หวังว่าคนเก่าๆ ของพรรคก็ยังคงอยู่ รวมทั้งคนที่เคยขอเวลาจากพรรค ปชป.ไปในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็จะกลับมาเช่นเดียวกัน
หลายคนพูดกับผมระหว่างลงพื้นที่ว่า ครั้งที่แล้วไม่ได้เลือก แต่ครั้งนี้จะกลับมาเลือกพรรค ปชป.เหมือนเดิม
⦁คิดว่าจุดแข็งของพรรคคือความเป็นสถาบัน กับการทำการบ้านมาเกือบ 4 ปี จะช่วยให้พรรค ปชป.กลับมาได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
สำหรับจุดแข็งของพรรคที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ เรายืนยันในหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อุดมการณ์แห่งความซื่อสัตย์สุจริต ผมคิดว่านี่คือจุดแข็งที่สุดของพรรค ปชป. ที่หลายพรรคอาจจะไม่มีก็ได้ แต่ไม่ได้อยากปรามาสหรือวิจารณ์ใคร และทำไมต้องซื่อสัตย์สุจริต เพราะซื่อสัตย์ก็จะช่วยประหยัดเงินแผ่นดินได้มาก เอางบประมาณไปสร้างและพัฒนาประเทศได้อีกเยอะ
รวมทั้งผลงานตลอด 4 ปี ของพรรค ปชป.ที่ได้ทำมาเป็นจำนวนมากว่าพรรคได้ทำอะไรให้กับประชาชนไปบ้าง ทั้งนโยบายประกันรายได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การส่งออก การดูแลคนเปราะบาง ตลอดจนอุดมการณ์ของพรรคที่ยังเข้มแข็ง ผู้สมัคร ส.ส.มีศักยภาพ ก็มั่นใจว่าพรรค ปชป.จะกลับมาในการเลือกตั้งครั้งนี้

