การเมืองไม่มีมิตรแท้ นัยยะผ่านศึกเลือกตั้ง ผล‘แพ้-ชนะ’เดิมพันสูง

5.03.23 | 12:30 น.

การเมืองไม่มีมิตรแท้ นัยยะผ่านศึกเลือกตั้ง ผล‘แพ้-ชนะ’เดิมพันสูง

การเมืองเข้าสู่ช่วงนับถอยหลังของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะครบวาระ 4 ปี ใน
วันที่ 23 มีนาคมนี้ จังหวะนี้รอเพียงแค่ ผู้มีอำนาจจะยึดฤกษ์พานาที

เลือกวันใดยุบสภา เพื่อปลดล็อกให้กับบรรดา ส.ส.ที่ตัดสินย้ายค่าย มาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้คลายความกังวลมีคุณสมบัติสังกัดพรรค ครบตามกรอบเวลา 30 วัน

ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ตามไทม์ไลน์ วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ แม้จะมีปัจจัยแทรกซ้อนเข้ามาให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเคลียร์ประเด็นร้อนในการแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดให้เรียบร้อย ตามคำร้องที่ กกต.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจในการประกาศจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 86 คิดคำนวณจำนวน ส.ส.โดยนำจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่สำนักทะเบียนกลางประกาศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 มาใช้คิดคำนวณ ส.ส.แบบแบ่งเขตของแต่ละจังหวัด

โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ระบุว่า การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 86 (1) ที่กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งนั้น คำว่า “ราษฎร” ไม่หมายความรวมถึงผู้ไม่ได้สัญชาติไทย

Advertisement

ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว ระบุว่า ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่งและวรรคสาม และไม่มีผลย้อนหลังไปถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา

นั่นเท่ากับว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ กกต.ได้ดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดโดยคำนวณนำราษฎรที่มิได้มีสัญชาติไทยมาเป็นสัดส่วน ส.ส.ของบางจังหวัดไม่เป็นการโมฆะ เฉพาะหน้าที่ กกต.ต้องเร่งแก้ไขการแบ่งเขตใหม่ ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง จะส่งผลให้ 8 จังหวัดต้องมีการคำนวณสัดส่วน ส.ส.ใหม่ แบ่งเป็น 4 จังหวัดที่มีจำนวน ส.ส.ลดลง โดยเชียงรายจะมี ส.ส. 7 คน เชียงใหม่จะมี ส.ส. 10 คน ตากจะมี ส.ส. 3 คน และสมุทรสาคร จะมี ส.ส. 3 คน ส่วนจังหวัดที่จำนวน ส.ส.เพิ่ม คือ อุดรธานีจะมี ส.ส.10 คน ลพบุรีจะมี ส.ส. 5 คน นครศรีธรรมราชจะมี ส.ส. 10 คน และปัตตานี จะมี ส.ส. 5 คน จากการคำนวณ โดยนำเฉพาะจำนวนราษฎรสัญชาติไทย ทั้งชายและหญิงทั่วประเทศ 65,106,481 หารด้วย400 เขต จะมีค่าเฉลี่ยประชากรต่อ 1 เขต คือ 162,766 ซึ่งเดิมค่าเฉลี่ยรวมราษฎรที่นับบุคคลไม่มีสัญชาติไทยด้วยคือ 165,226 คนต่อเขต

จากนี้จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ในการแบ่งเขตและเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 8 จังหวัดข้างต้น รวมทั้งให้ทุกพรรคจัดทำไพรมารีโหวตคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละเขตให้ทันตามไทม์ไลน์วันกาบัตรเลือกตั้ง คือ 7 พฤษภาคมนี้ ขณะที่ฝั่งของผู้มีอำนาจอย่างนายกฯ คงรอดูความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งของ กกต.เป็นหลัก จึงจะประกาศยุบสภา

ส่วนการเมืองช่วงปลายสมัยของรัฐบาล โฟกัสที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ผ่านดัชนีชี้วัดเรื่อง “ความเกรงอกเกรงใจ” ดูจะลดน้อยถอยลงตามอายุของรัฐบาล ที่เห็นได้ชัด คือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เจ้าของมอตโต “พูดแล้วทำ” ที่ “เฮียชู” ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรครักประเทศไทย เดินหน้าปล่อยหมัดฮุกใส่ ทั้งคัดค้านนโยบายกัญชาเสรี ถึงขั้นประกาศว่า หากใครไม่ชอบนโยบายกัญชาเสรี ก็ไม่ต้องเลือกพรรค ภท. รวมไปถึงเดินหน้าตรวจสอบการบริหารงานของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะโครงการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทางรวม 35.9 กม. วงเงินโครงการรวม 142,000 ล้านบาท ซึ่ง “ศักดิ์สยาม” พร้อมดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยให้ชูวิทย์ส่งข้อมูลหลักฐานมาให้ภายใน 15 วัน

ขณะที่เลขาธิการพรรค ภท.ยังมีมรสุมเข้ามาอีกเรื่อง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้ตรวจสอบกรณี นายศักดิ์สยามยังถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งจะมีผลต่อคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ พร้อมกันนี้ยังมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ส่วนผลของคำวินิจฉัยจะออกมาในแนวทางใดย่อมไม่สามารถก้าวล่วงได้

แต่ที่ระดับนำไปจนถึงสมาชิกพรรค ภท. ข้องใจและอดที่จะถามกลับไปยังหลายฝ่ายพุ่งเป้ามาวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงตรวจสอบพรรค ภท.ในช่วงนี้ว่ามีเรื่อง “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ผู้ที่ถูกพาดพิงถึงย่อมจะตอบตามทรงออกมาตามฉากหน้า คือ ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเบื้องหลังจะมีผู้ใดร่วมแสดงอยู่ด้วยนั้น ระดับนำของพรรค ภท.ย่อมรู้ได้ไม่ยาก

เพียงแต่จังหวะเวลาที่เกิดขึ้นดันมาในช่วงที่แต่ละพรรค ต่างเร่งลงพื้นที่ทำคะแนนนิยมเพื่อให้มีผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ผลแพ้-ชนะ ถือเป็นเดิมพันสูงของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อถึงเวลาลงสนามสูศึกเลือกตั้ง

ในทางการเมืองจึงไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร