หน้าแรก การเมือง ย้อนตำนาน &#8...

ย้อนตำนาน ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ ก่อนวันดาบหล่นใส่ท้องแขน ‘บิ๊กตู่’ เกี่ยวเนื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ

6.03.23 | 16:33 น.

ย้อนตำนาน ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ ก่อนวันดาบหล่นใส่ท้องแขน ‘บิ๊กตู่’ เกี่ยวเนื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ

เตรียมออกจากโรงพยาบาลแล้วในเย็นวันนี้ สำหรับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังเข้ารักษาอาการมือขวาอักเสบมาตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ณ รพ.พระมงกุฎเกล้า (ผอ.รพ.พระมงกุฎเกล้า เผย ‘บิ๊กตู่’ อาการดีขึ้น เตรียมออกจากโรงพยาบาลเย็นนี้)

ย้อนไปเมื่อ 3 มีนาคมที่ผ่านมา บิ๊กตู่ ลงพื้นที่อยุธยา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดใหญ่ชัยมงคล อาทิ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ และสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้น

เกิดเหตุการณ์ ‘ดาบหล่น’ ใส่ท้องแขน ขณะเจ้าหน้าที่ยกแท่นวางดาบที่อยู่ในฝัก เพื่อให้นายกฯนำไปถวายพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรฯ (อ่านข่าว บิ๊กตู่ ลุยอยุธยา เอาฤกษ์เอาชัยไหว้เจดีย์วัดใหญ่ แฟนคลับตามเชียร์)

‘มติชนออนไลน์’ ค้นข้อมูลจากหนังสือ ‘การอนุรักษ์เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2522’ โดย กรมศิลปากร ซึ่งในขณะนั้น นายเดโช สวนานนท์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ระบุในคำนำว่า ‘พระเจดีย์ชัยมงคล’ เป็นพระเจดีย์ใหญ่กว่าพระเจดีย์ใดๆ ในกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะประมวลความสำคัญทุกด้านไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม หรือศิลปกรรม เป็นพระเจดีย์ที่เป็นเกียรติยศของชาติอย่างสูง เพราะเป็นอนุสรณ์สถานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจ้าในการยุทธหัตถีที่ทรงมีชัยเหนืออริราชศัตรู

Advertisement

สำหรับประวัติของวัดใหญ่ชัยมงคล หนังสือเล่มดังกล่าวระบุว่า ตำนานกล่าวว่า เมื่อจุลศักราช 719 ปีระกา นพศก พ.ศ.1900 สมเด็จรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ขุดศพ ‘เจ้าแก้ว-เจ้าไทย’ ซึ่งตายด้วยอหิวาตกโรคขึ้นเผา ที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอาราม แล้วพระราชทานนามว่า ‘วัดป่าแก้ว’ โปรดให้ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ที่ไปบวชเรียนมาแต่สำนักวันรัตนมหาเถรในลังกาทวีป เรียกนามว่า ‘คณะป่าแก้ว’ ปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระ คือ บำเพ็ญภาวนาเป็นสำคัญ

ต่อมา วัดป่าแก้ว ได้ชื่อว่า ‘วัดเจ้าพระยาไทย’ ด้วย โดยหมายความว่า วัดของอธิบดีสงฆ์ หรือสังฆราช (โบราณเรียกพระสงฆ์ว่า เจ้าไทย)

เนื่องจากวัดนี้พื้นที่กว้างขวาง อีกทั้งเคยเป็นพระอารามหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านจึงเรียกว่า ‘วัดใหญ่’ ประกอบกับมีเจดีย์ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงสร้าง เรียกว่า ‘พระเจดีย์ชัยมงคล’ จึงเรียกว่า ‘วัดใหญ่ชัยมงคล’ อีกชื่อหนึ่ง

วัดแห่งนี้ ปรากฏในพงศาวดารหลายตอน สำหรับตอนที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนเรศวร คือ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงให้ราชโอรสผู้เป็นมหาอุปราชา ยกทัพเข้ามาเมื่อ พ.ศ.2135 สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพออกไปต่อสู้ข้าศึกถึงได้ชนช้างกับพระมหาอุปราชาที่ตำบลหนองสาหร่าย สุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรทรงมีชัย ฟันคอพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์บนคอช้าง

มูลเหตุการสร้างเจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคลนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเชื่อเค้ามูลใน พงศาวดารเหนือ ที่ว่า เป็นการพนันสร้างวัดแข่งกันระหว่างพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา กับหงสาฯ ซึ่งสอดคล้องกับเสภาขุนช้างขุนแผน ที่ว่า

….กรุงจีนเอาแก้วอันแพรวพราย  มาถวายพระเจ้ากรุงอยุธยา

ให้ใส่ยอดพระเจดีย์ใหญ่   สร้างไว้แต่ครั้งเมืองหงสา

เรียกวัดเจ้าพระยาไทยแต่ไรมา….

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงทรงสันนิษฐานต่อไปว่า เมื่อชนะศึกแล้ว สมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงทรงปรารถนารื้อเจดีย์ภูเขาทองที่พม่าสร้างไว้เมื่อตีกรุงศรีอยุธยาได้ แต่สมเด็จพระวันรัตนคงทัดทานว่าเป็นบาปกรรม น่าจะสร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่ดีกว่า จึงทรงสร้างเจดีย์ที่หนองสาหร่าย แห่งหนึ่ง และสร้างพระเจดีย์ใหญ่ที่วัดเจ้าพระยาไทยอีกองค์หนึ่ง คู่กับภูเขาทองซึ่งพระเจ้าหงสาวดีสร้างไว้

เจดีย์องค์ดังกล่าว คือ พระเจดีย์ชัยมงคล นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มีผู้คัดค้านว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะในช่วงศึกสงคราม การสร้างพระเจดีย์ต้องใช้กำลังคนและเวลามาก แต่เมื่อพิจารณารูปแบบด้านศิลปกรรมพบว่ามีความเป็นไปได้ โดยอาจเป็นการปฏิสังขรณ์ทับพระเจดีย์องค์เดิมสมัยพระเจ้าอู่ทองก็ได้