สูตรไม่รวม ‘ต่างด้าว’ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำว่าราษฎรไม่นับรวมถึงต่างด้าว ทำให้ กกต.ต้องคำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละจังหวัดและแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ 8 จังหวัด
ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ในแง่ของการส่งผลกระทบคือส่งผลแน่นอนโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) มีฐานเสียงอยู่ในภาคเหนือ มีจังหวัดที่จำนวน ส.ส.ลดลง และในขณะเดียวกันจังหวัดในภาคกลางก็มีบางส่วนลดลงไปบ้าง แต่ก็มีจังหวัดในภาคใต้ได้ ส.ส.
เพิ่มขึ้นอย่างจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เป็นโอกาสของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพลังประชารัฐ (พปชร.)
ขณะที่พื้นที่จังหวัดปัตตานีน่าจะเป็นโอกาสของพรรคประชาชาติเป็นหลัก ถามว่าส่งผลบวกลบมากหรือไม่ ก็ไม่ได้มาก เพราะเพิ่มแค่จังหวัดละ
1 ที่เท่านั้น แต่สำหรับพรรคเล็กถ้าเขาได้เพิ่มสัก
1 ที่ก็ถือว่ามีความหมายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือไม่ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น
เพ ราะกระจายตัวทั้งบวกทั้งลบอยู่ในหลายภูมิภาคเหมือนกัน
แต่ที่แน่ๆ คือส่งผลต่อเรื่องความขัดแย้งภายในของแต่ละพรรคอยู่พอสมควรเลยทีเดียว เพราะ ส.ส.ในเขตเลือกตั้งเหล่านี้หลายคนลงพื้นที่มาเป็นปีแล้ว และเตรียมพร้อมทั้งในแง่ของฐานทางการเมืองและกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เอาไว้ในพื้นที่อยู่ไม่น้อย เมื่อต้องมีจำนวน ส.ส.ลดลง แน่นอนว่าจะเกิดประเด็นปัญหากับผู้สมัครเหล่านี้ ขณะเดียวกันผู้สมัครเหล่านี้ก็ต้องมีที่อยู่ที่ยืนใหม่ อาจจะจับให้ลงในส่วนของบัญชีรายชื่อ แน่นอนว่าในบัญชีรายชื่อก็จะมีคนได้รับผลกระทบตรงนี้ด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้บางพรรคเกิดความขัดแย้งได้เช่นเดียวกัน ในพื้นที่ 4 จังหวัดได้ ส.ส.เพิ่มคงไม่มีปัญหา แต่พื้นที่ 4 จังหวัดที่ ส.ส.ลดลงต้องไปบริหารจัดการ
การที่ต้องตีความเรื่องการนับจำนวนประชากรนั้น สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการหยิบจับเอาเรื่องของอุดมการณ์มาเป็นจุดหลักในการต่อสู้ เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องการแข่งขันเข้มข้น มีส่วนหยิบยกทั้งเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร เรื่องกติกาการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือระเบียบประกาศของ กกต. หลังจากนี้ไปเราจะได้เห็นการต่อสู้เหล่านั้นเข้มข้นมากขึ้น สุดท้ายปลายทางอาจเห็นการยุบพรรค เพราะวันนี้มีการแก้ไขระเบียบยุบพรรคของ กกต. เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการใช้เทคนิคทางการเมืองเหล่านี้มากมาย
จริงๆ แล้วเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งโดยยึดจำนวนราษฎรนั้น มีการยึดหลักในลักษณะที่ กกต.ทำมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนในเรื่องของการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญให้คิดคำนวณแบบใหม่ แน่นอนว่าส่งผลทางการเมืองและหลังจากนี้ไปก็ต้องยึดบรรทัดฐานตรงนี้ ดังนั้นในแง่ของกติกาการเลือกตั้งก็ควรต้องนิ่ง เพราะหากเปลี่ยนไปมา เรื่องของผลได้ผลเสียทางการเมือง หรือผลกระทบจะเกิดขึ้นกับทั้งพรรคการเมือง ความสับสนของพี่น้องประชาชน หรือแม้กระทั่งการสะท้อนถึงความเป็นตัวแทนอย่างแท้จริงจะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นบรรทัดฐานหลายๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็ต้องมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพพอสมควรในการวินิจฉัยและใช้กฎหมายเหล่านี้
วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เรื่องนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่สิ่งที่กระทบจริงๆ คือบทบาทขององค์กรอิสระต่อการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยสภาพของปัญหาก็หนีไม่พ้นตัวของผู้จัดการเลือกตั้ง นั่นก็คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยหลักการในการแบ่งเขตครั้งนี้ เราไม่ทราบว่าในปี 2562 กับ 2566 มีความแตกต่างกันอย่างไร และครั้งนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการนับจำนวนประชากรที่แต่ละเขตห่างกันเกิน 10% อาจจะไม่สอดคล้องกับระเบียบของ กกต.เอง ปัญหาในเชิงกติกาเรื่องการแบ่งเขต ตรงนี้เป็นปัญหาทำให้คนตั้งข้อสงสัยกับการเลือกตั้งได้ ทั้งในครั้งนี้และครั้งที่แล้วว่าถ้าครั้งนี้มีปัญหา ครั้งที่แล้วมีปัญหาแบบนี้หรือไม่ ถ้าส่งผลได้ผลเสียบางเขตมี ส.ส.เพิ่มขึ้นหรือน้อยลง แบบนี้ กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร
แต่อีกทางหนึ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือ ความไว้วางใจต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะในหลักการทางรัฐศาสตร์ มองว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งส่งผลได้ผลเสียต่อการได้ตำแหน่งในเขตนั้นๆ เช่น ในบางเขตกำลังแข่งกันสูสี คนแบ่งเขตสามารถทำให้บางพรรคการเมืองได้เปรียบ โดยการนำพรรคการเมืองที่ได้เสียงมากแยกออกจากกัน และนำพรรคการเมืองเสียงน้อยมารวมเขตกันก็ได้ ลักษณะดังกล่าวในทางรัฐศาสตร์เรียกว่า การทุจริตการเลือกตั้งผ่านการแบ่งเบต (Gerrymandering)
ทำให้คนตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งจะมีความชอบธรรมมากเพียงใด ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า กกต.ไทยจะทุจริต แต่ทำให้ประชาชนคิดว่าแค่กติกาในการแบ่งเขตควรเป็นกติกาพื้นฐาน ยังต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แบบนี้กระบวนการอื่นๆ ในการเลือกตั้งที่ กกต.เป็นคนจัด ไม่ว่าจะเป็นการรายงานผลคะแนน การติดตามการเลือกตั้ง รวมไปถึงการประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการจะได้รับความน่าเชื่อถือด้วยหรือไม่
การต้องพิจารณาเรื่องการนับจำนวนประชากร แน่นอนว่าหลักการพื้นฐานในการมองสังคม คือคนทุกคนควรจะเท่ากันในสิทธิทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว ควรมีสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ได้รับการดูแลจากรัฐเหมือนๆ
กัน ถ้าสิทธิในทางสังคมการจะนับรวมเราต้องนับรวมคนทุกคน แต่ถ้าเป็นสิทธิทางการเมือง จะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับบุคคลที่เป็นพลเมืองของรัฐนั้นๆ เพราะฉะนั้นนี่เป็นหลักการรัฐศาสตร์เบื้องต้น เมื่อพูดถึงสิทธิทางการเมืองก็ต้องเป็นบุคคลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นราษฎรไทย มีบัตรประชาชนและเลขประจำตัว 13 หลักชัดเจน นี่คือหลักการพื้นฐาน
ก็น่าแปลกใจว่า กกต.ไม่น่าพลาดกับประเด็นแบบนี้ได้ การพลาดครั้งนี้กลายเป็นว่าการตัดสินใจ
ของ กกต.ในการแบ่งเขตต้องอาศัยองค์กรอิสระอื่นมาช่วยคอนเฟิร์ม ทำให้คนมองว่าแบบนี้ กกต.ทำงานได้มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน แล้ว
กติกาอื่นๆ อย่างการหาเสียง นำเอาดาราหรือศิลปินมาช่วยหาเสียงเราจะไว้ใจกับกติกาการเลือกตั้งดังกล่าวได้หรือไม่ หรือว่าสุดท้ายแล้วต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกในทุกๆ เรื่อง
ไม่แน่ใจว่า กกต.มีปัญหาหรือประเด็นอะไรหรือไม่ เช่น การประกาศคะแนนหรือการออกกติกาต่างๆ บอกว่าถ้ายุบสภากติกาดังกล่าวจะไม่นับจะเริ่มใหม่หมด ตรงนี้ทำให้บรรทัดฐานในการแข่งขันในการเลือกตั้งไม่ชัดเจน มาจนถึงปัจจุบันเรายังไม่รู้เลยว่า กกต.จะรายงานผลคะแนนเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะ กกต.ไม่ได้บอกว่าไม่รายงาน แต่บอกว่ากำลังตัดสินใจอยู่ กลายเป็นว่าทุกอย่างคือความไม่แน่นอนไปหมด ประชาชนจะไปใช้สิทธิเพื่อให้ประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ หรือตั้งใจทิ้งกับดักไว้ให้หลังเลือกตั้งมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือทำให้การเลือกตั้งหมดความหมายไปแบบในอดีต เพราะฉะนั้น กกต.ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้ทำแบบนั้นจริง
ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทะเบียนราษฎร ไม่รวมถึงต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศ ไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้ให้บุคคลที่ไม่มีสถานะ หรือต่างด้าว ถือบัตรสีชมพู สามารถมีชื่อในทะเบียนบ้านได้ เพื่อควบคุมจัดระเบียบต่างด้าวดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับรวมเป็นประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้ง จึงไม่ตรงกับ ข้อเท็จจริง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นคนไทยที่มีบัตรประชาชน
เท่านั้น
ประเด็นดังกล่าว กกต.ต้องไปแก้กฎหมาย คำว่าราษฎรคือ ผู้มีสถานะสัญชาติไทย ถือบัตรประชาชน เลข 13 หลัก ไม่ใช่ราษฎรถือบัตรสีชมพู เพื่อความชัดเจน ไม่สับสนอีก ส่งผลให้การแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.คลาดเคลื่อน ไม่ตรงข้อเท็จจริง มีต่างด้าวถือบัตรดังกล่าวอยู่ในทะเบียนบ้านกว่า 400,000-500,000 คนทั่วประเทศ ทำให้ กกต.ต้องแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ตามจำนวนประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งแท้จริง ไม่รวมประชากรแฝงอีก
จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญส่งผลให้เชียงใหม่ เชียงราย ตาก สมุทรสาคร มี ส.ส.ลดลง จังหวัดละ 1 คน ส่วนอุดรธานี ลพบุรี ปัตตานี นครศรีธรรมราช มี ส.ส.เพิ่มจังหวัดละ 1 คน
เช่นกัน ทำให้ 8 จังหวัด ต้องแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเชียงใหม่ เดิมแบ่ง 11 เขตเหลือ 10 เขตเท่านั้น ตามฐานประชากรเฉลี่ย เขตละ 162,000 คน การแบ่งเขตดังกล่าว ถือว่าไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เป็นธรรมทุกฝ่าย
หาก กกต.แบ่งเขตใหม่ เฉพาะ 8 จังหวัด เชื่อว่าพรรคการเมืองและว่าที่ผู้สมัครไม่คัดค้าน เพราะไม่มีผลต่อเลือกตั้งมากนัก เนื่องจากทุกจังหวัดเป็นฐานและเครือข่ายพรรคการเมืองอยู่แล้ว จึงไม่ต้องปรับกลยุทธ์และนโยบายหาเสียงมากนัก สามารถกำหนดยุทธศาสตร์หาเสียง ให้เข้ากับบริบทพื้นที่ได้ทันที และลงพื้นที่พบปะประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนการกำหนดเขตเลือกตั้ง 3 แบบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นพรรคการเมือง ว่าที่ผู้สมัครและผู้เกี่ยวข้อง วันที่ 4-13 มีนาคมนี้นั้น เพื่อเป็นไปตามระเบียบกฎหมายเท่านั้น ส่วนใหญ่เลือกแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือโมเดล รูปแบบที่ 1 เพราะตอบสนอง หรือตอบโจทย์พรรคการเมือง และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. มากที่สุด ที่สำคัญไม่ส่งผล
กระทบต่อการหาเสียง และเลือกตั้งมากนัก
ภาพรวมการแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่ว่าเป็นรูปแบบใด เชื่อว่าพรรคและว่าที่ผู้สมัครพร้อมเลือกตั้ง เพราะเตรียมตัวมากว่า 1 ปีแล้ว ส่งผลให้พรรคพันธมิตรฝ่ายค้านมั่นใจได้ ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์ 300 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง สะท้อนว่าได้ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านนานแล้ว ตัวเลข 300 ที่นั่ง จึงมีความเป็นไปได้ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลหาเสียงแบบตัวใครตัวมัน ตามรูปแบบไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ทำให้เข้าทางพันธมิตรฝ่ายค้านมากขึ้น
ขณะที่ฝั่งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อาจตกที่นั่งลำบาก เพราะยุทธศาสตร์และนโยบายยังไม่โดนใจประชาชน ที่ผ่านมาไม่ทำตามนโยบาย แม้มีอำนาจ กลไกรัฐ กระสุนสู้ศึกเลือกตั้ง แต่อาจพ่ายแพ้กระแสฝั่งประชาธิปไตยได้ เพราะประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลง

