สถานีคิดเลขที่ 12 : นโยบาย หรือ อุดมการณ์ ?
การเลือกตั้งทั่วไปกลางปี 2566 อาจไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนผู้นำประเทศ การเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือการแข่งขันกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ
แต่นี่ยังอาจเป็นเวทีของการปะทะกันระหว่างสองแนวคิดหรือสองทางเลือกใหญ่ๆ ดังที่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปัญญาชนและคอลัมนิสต์อาวุโส เพิ่งเสนอเอาไว้ในการให้สัมภาษณ์กับมติชนทีวี ว่า
“การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีสิ่งที่คุณต้องเลือกระหว่างสองอย่างด้วยกัน ที่ผมรู้สึกว่าจริงๆ ไม่ใช่สองอย่างที่ขัดแย้งกัน คือระหว่างสิ่งที่คุณเรียกว่าอุดมการณ์ กับสิ่งที่คุณเรียกว่านโยบาย ปากท้อง หรือนโยบายอะไรก็แล้วแต่
“ผมคิดว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นสองเรื่องที่มันแยกออกจากกันเด็ดขาด นโยบายปากท้องทั้งหลายมันสัมพันธ์กับอุดมการณ์ด้วย และอุดมการณ์ทั้งหลายก็สัมพันธ์กับเรื่องปากท้องด้วย คุณแยกสองอย่างออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่ได้
“แต่ประเทศไทยในปัจจุบัน มันเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ในระยะ 100 ปีที่ผ่านมา ที่คุณพบว่าเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเฉพาะตัวนโยบายเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ เปลี่ยนนโยบายในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง เปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับเรื่องตำรวจ อะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่แค่นั้นแล้ว
“มันจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างในหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน ตรงนี้ที่คุณเรียกว่าอุดมการณ์
“เพราะฉะนั้น ผมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มันมีคนจำนวนหนึ่งมากพอสมควร แต่ไม่ใช่เป็นฝ่ายเสียงข้างมาก ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้สำนึกแล้วว่า คุณจำเป็นจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับอุดมการณ์ หรือพูดอีกทีหนึ่งคือในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจ
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น”
แม้ปัญญาชนอาวุโสจะเชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงในระดับอุดมการณ์หรือโครงสร้างอาจยังไม่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งรอบนี้ แต่ระบบต่างๆ ที่ฟอนเฟะไปต่อไม่ไหวในสังคมไทย จะผลักดันให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดสำนึกร่วมกันว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ในสักวันหนึ่ง
“ระบบเก่าในทรรศนะผม ไม่ว่าจะเป็นศาล ตำรวจ ระบบราชการ อะไรก็แล้วแต่ สถาบันโน้นสถาบันนี้ รวมทั้งวิชาการด้วย แม่งพังต่อหน้ามาเห็นๆ อยู่ เวลานี้คุณยังเชื่อมหาวิทยาลัยอยู่ไหม? อาจารย์แม่งไปเที่ยวซื้องานวิจัยมาขอตำแหน่งกันบ้างมาขอรางวัลกันบ้าง มันเหลืออะไรในประเทศนี้ เข้าใจไหม?”
อาจารย์นิธิฉายภาพอาการผุพังของโครงสร้างทางสังคมแบบเก่า โดยระบุว่า ถ้าไม่มีใครแก้ไขอะไรเลย ความฟอนเฟะนานัปการจะยิ่งปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกฝ่ายตระหนักว่า พวกตนไม่สามารถดำรงอยู่ในระบบเช่นนั้นได้
“คำถามก็คือว่าถ้าเป็นเช่นนั้น สำนึกของคนไทยว่าเราต้องเปลี่ยนมากกว่าเพียงเปลี่ยนตัวนายกฯ จะเกิดขึ้นไหม? ผมว่าเกิด จะเกิดเป็นคนส่วนใหญ่ไหม? ผมว่าจะเกิดเป็นคนส่วนใหญ่ เวลานี้เกิด แต่อาจจะไม่ใช่คนส่วนใหญ่”
นี่คืออีกหนึ่งโจทย์ท้าทายของสังคมไทย ภายหลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566

