รายงานหน้า2 : เสียงสะท้อนภาคธุรกิจ ขอใช้เลือกตั้ง-ปรับเส้นทางประเทศ
วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
สถานการณ์การเมืองที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้ง (วันที่ 14 พฤษภาคม หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลประกาศยุบสภาในวันที่ 20 มีนาคมนี้) สำหรับภาคเอกชนในช่วงระหว่างเกิดการเลือกตั้งเพื่อสับเปลี่ยนรัฐบาล รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเอกชนโดยที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนมีนาคม ได้พิจารณาไทม์ไลน์สถานการณ์ทางการเมืองของไทยว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเดือนสิงหาคม 2566
รัฐบาลรักษาการจะทำหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของรัฐจะยังคงนิ่งอยู่ เป็นเรื่องที่เอกชนต้องรับมือกับเรื่องการทำธุรกิจ ในส่วนของการค้าขายเป็นไปตามเทรนด์ของเศรษฐกิจ ซึ่งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องอย่างภาคการส่งออก ถึงแม้จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้างในบางเดือนแต่เป็นการประเมิน และวิเคราะห์เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่การส่งออกขยายตัวสูงมากและดีที่สุดหลังเผชิญกับวิกฤตการณ์แพร่ระบาดโควิด เพราะหลายประเทศได้กลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงมองว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไป เนื่องจากภายใต้รัฐบาลรักษาการจะมีข้าราชการประจำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออกคงดำเนินการทางเศรษฐกิจ รวมถึงมีการทำธุรกิจของภาคเอกชนต่อไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ธุรกิจจึงไม่มีการหยุดนิ่งในส่วนนี้ โดยปกติและจะไม่มีช่องว่างที่ทำให้ภาพเศรษฐกิจหยุดชะงัก เนื่องจากข้าราชการประจำมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนัก
ขณะเดียวกัน ก็มีข้อกังวลที่อยากให้ข้าราชการประจำที่ดำเนินการอยู่ให้ติดตามเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ และติดตามข้อมูลและอัพเดตต่อเนื่อง เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มกฎเกณฑ์ต่อการค้าขาย เป็นต้น เพื่อหาวิธีการส่งออกสินค้าให้สะดวกมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเสี่ยงจะชะลอตัว หากมีมาตรการใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวกำหนด หรือขีดกฎเกณฑ์มากขึ้นจะทำให้ข้อจำกัดการส่งออกของไทยมีมากขึ้นตาม ซึ่งอยู่ในขอบข่ายการทำงานของข้าราชการประจำที่สามารถดำเนินการต่อได้
สิ่งที่รอในหมวดของการเมืองในแง่มุมนี้คงเป็นเรื่องการนำนโยบายใหม่ๆ ที่ไปตอบโจทย์ในเรื่องของนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศต่างๆ โดยที่ประเทศไทยได้ชูนโยบายโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG) หรือโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยระหว่างนี้จะมีกฎเกณฑ์ที่สอดแทรกเข้ามาใหม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม คือเรื่องของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ซึ่งสินค้าหลักของไทย อาทิ ยางพารา ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนการส่งสินค้าและควรเตรียมการเรื่องการได้มาของสินค้า
โดยเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกที่ไม่ได้เกิดการรุกป่า ซึ่งกฎเกณฑ์ตอบโจทย์ผู้นำเข้า เพราะมาตรการนี้ผู้นำเข้าที่ประเทศปลายทางในฝั่งยุโรปจะถูกกำหนดและควบคุมโดยกฎระเบียบใหม่ ซึ่งกฎระเบียบนี้ยังไม่มีประกาศชัดเจน แต่ขณะนี้ความคืบหน้าคือได้เริ่มทำในรูปแบบร่างกฎหมายใหม่ที่จะต้องผ่านรัฐสภาสมาชิกสหภาพยุโรปในเดือนมิถุนายนนี้ อาจจะไม่ได้บังคับใช้ทันที หรืออาจมีการขยับกรอบการบังคับใช้ออกไป แต่คาดว่าช่วงเวลาจะสอดคล้องกับที่ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่ จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ทำต่อเนื่อง และเกิดความสัมพันธ์เพื่อเป็นรอยต่อระหว่างรัฐบาล
นอกจากนี้ อยากให้มีนโยบายพิจารณาถึงมาตรการซีแบม (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป คือการกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป European Union (EU) แม้ไทยจะได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะสินค้าหลักจะถูกจำกัดกฎเกณฑ์ หลังออกกฎเกณฑ์ภายใน 4 ปี จะอยู่ในหมวดอุตสาหกรรมหนักที่ทำให้เกิดมลพิษสูง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม อาจได้รับผล กระทบกับการส่งออกไทย
ขณะที่นโยบายปัจจุบันที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งก็เป็นปัจจัยสำคัญเชื่อมโยงกับการเดินหน้าเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ อีกทั้งการหาเสียงในนโยบายต่างๆ มีการชูประเด็นการให้สวัสดิการในจำนวนมากขึ้น ซึ่งพรรคการเมืองใช้เพียงคำโฆษณาสั้นๆ แต่ไม่มีการอธิบายรายละเอียดการได้มาซึ่งงบประมาณในการจัดทำ
ดังนั้น จึงเป็นข้อสงสัยต่อการทำนโยบายว่าจะใช้วิธีการใดในการทำให้คำโฆษณาของนโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง โดยที่ไม่เป็นภาระในระยะยาวต่อสภาพคล่องเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน หลายพรรคให้การสนับสนุนเรื่องนโยบายเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ หากมองในแง่ของธุรกิจ การชูนโยบายค่าแรงงานที่ให้อัตราสูงขึ้น แม้จะดำเนินการในกรอบระยะเวลา 4-5 ปี มองว่าเป็นสิ่งที่สร้างการรับรู้ของนักลงทุนว่าค่าแรงงานของไทยมีทิศทางที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการทำนโยบายที่แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่การรับรู้และการพิจารณาเลือกลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ รวมถึงของไทยจะเลือกไปในประเทศที่ต้นทุนธุรกิจต่ำกว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ในเรื่องสวัสดิการที่เป็นนโยบายให้เงินมากขึ้นแก่ผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่ดีสามารถทำได้ แต่พรรคต่างๆ ต้องมีแผนการเพิ่มเงิน หรือการนำงบส่วนใดมาใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ขณะนี้ยังไม่เห็นแผนที่ชัดเจน ส่งผลให้ในอนาคตประชาชนจะมีความกังวลว่าการชูนโยบายนั้นๆ จะไม่เป็นผลดีเท่าที่ควร เพราะการใช้งบประมาณเพื่อเดินหน้าทำนโยบายต้องใช้เงิน และเงินอาจมาจากการเสียภาษีที่มากขึ้น หรือการตัดงบประมาณส่วนอื่นใดมาใช้ โดยที่ประชาชนเสียประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้น นโยบายการให้เงินของรัฐบาลต้องมีแผนที่สอดคล้องกับการเดินหน้าประเทศอย่างแท้จริง หากจะให้เงินมากขึ้น ต้องมีมาตรการเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชนในประเทศมีอาชีพ และมีเงินยังชีพเป็นของตัวเองที่สามารถทำงานได้ในหลายช่วงวัย เพราะนอกจากประชาชนจะมีรายได้แล้วยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย
ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการรองรับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงการทำธุรกิจโดยที่รัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วย
สุดท้ายนี้ คาดหวังสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนเส้นทางของประเทศให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น และอยากเห็นความโปร่งใสเกิดขึ้น เพราะสิ่งแรกที่นานาประเทศจะสนับสนุนคือหัวเรือใหญ่และความโปร่งใสที่สะท้อนมาจากการเลือกตั้งที่แท้จริง
พัลลภ แซ่จิว
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
รัฐบาลเตรียมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เป็นไปตามโรดแมปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนด หากยุบสภาก่อนครบวาระวันที่ 23 มีนาคม ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ซึ่งพรรคการเมืองได้หาเสียงล่วงหน้ามากว่า 1 ปีแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนโยบายเชิงเศรษฐกิจ ประชานิยม รัฐสวัสดิการ เพื่อตอบสนอง หรือตอบโจทย์ประชาชน ที่เป็นเกษตรกร หรือผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ ส่วนนโยบายที่ตอบสนองผู้ประกอบการด้าน การค้า ลงทุนท่องเที่ยวยังไม่ชัดเจนมากนัก
ส่วนใหญ่พรรคการเมืองและทีมงานกฎหมายมักสอบถามและขอข้อมูลผู้ประกอบการว่า ต้องการขอความช่วยเหลือหรือสนับสนุนด้านใดบ้าง แต่ไม่มีพรรคไหนประกาศนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนท่องเที่ยวที่เป็นรูปธรรม บางพรรครับปากแก้ปัญหากฎหมายระเบียบที่เป็นอุปสรรคท่องเที่ยว โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ และอุทยานแห่งชาติ เพื่อการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมรับฟังปัญหาด้านต่างๆ หลังประสบโควิดมากว่า 3 ปีแล้ว
สิ่งที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรียกร้องขอให้กระทรวงมหาดไทยปลดล็อกการใช้งบประมาณท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และการปกครองรูปแบบพิเศษ เพื่อส่งเสริมและทำตลาดในต่างประเทศได้ โดยนำร่องพื้นที่เมืองหลักก่อน อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยาและสมุย โดยออกโรดโชว์ เพื่อดึงดูดต่างชาติเข้ามาค้าขาย ลงทุน ท่องเที่ยวมากขึ้นมีเป้าหมายเพื่อสร้างงาน อาชีพ รายได้สู่ท้องถิ่น ไม่ใช่อ้างแต่ระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจังหวัด ไม่สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัด ไปสู่เป้าหมายได้
นอกจากนี้พรรคการเมืองต้องมีนโยบายใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐมากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาส ทางเลือกอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สิทธิครอบครอง (ส.ค.) ต้องนำมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรรมเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม หรือไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น เพื่อเป็นต้นทุนประกอบกิจการและทุนหมุนเวียนในอนาคตด้วย
หลายพรรคการเมืองชูนโยบายให้เชียงใหม่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ไม่ได้บอกว่าเป็นรูปแบบใด ดังนั้นอยากให้ส่งเสริมการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะด่านหลัก อ.เวียงแหง ด่านกิ่วผาวอก อ.เชียงดาว ที่เป็นด่านชั่วคราว ยกฐานะเป็นด่านถาวร เหมือนด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด่านแม่สอด จ.ตาก เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว จากเดิมปีละ 100 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท เชื่อว่ามีการสร้างงานและจ้างแรงงานในพื้นที่กว่า 10,000 คน
ส่วนนโยบายประชานิยมและรัฐสวัสดิการพรรคการเมือง ถือว่าตอบโจทย์ประชาชนรากหญ้า แต่ไม่ยั่งยืน ไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการมากนัก เพราะไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ ท่องเที่ยวแท้จริง ถ้ามีการค้า ลงทุนเพิ่ม การท่องเที่ยวตามมา เพราะมีโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ที่ท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลัก มีมูลค่าสูงกว่าภาคเกษตร 4-5 เท่า
ที่สำคัญพรรคการเมืองต้องมีนโยบายส่งเสริมใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพื่อลดต้นทุนผลิต มีมาตรฐานบริการมากขึ้น อาจลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือให้สิทธิพิเศษด้านลงทุนแก่ชาวต่างชาติพร้อมมีกฎหมาย และหน่วยงาน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติจากทุนสีเทาโดยตรง เพื่อสกัดการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วย

