เดินหน้าชน : ประชานิยมรัวๆ

สภาผู้แทนราษฎรปิดประชุมสมัยสุดท้ายแบบไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่นัก ล่มแล้วก็ล่มอีก

จากนี้คงได้เห็น ส..ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส..ลงพื้นที่เข้มข้นยิ่งขึ้น 

จะได้เห็นพรรคการเมืองประดิษฐ์นโยบายสายพันธุ์ประชาชนนิยมรัวเป็นชุด ล่อ (ลวง) ใจคนรากหญ้า เกษตรกร มนุษย์เงินเดือน ฐานคะแนนใหญ่ของประเทศ

พรรคหนึ่งขายฝันผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ยยังชีพ อายุ 60 ปี รับ 3 พันบาทต่อเดือน 70 ปี 4 พันบาท และ 80 ปีขึ้นไป 5 พันบาท

Advertisement

พรรคหนึ่งจะเติมเงินสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน จาก 300 บาทต่อเดือน เป็น 700 บาท อีกพรรคเบิ้ลกลับ บอกเอาไปเลยกลมๆ 1 พันบาท

พรรคหนึ่งพุ่งเป้ากลุ่มสตรี ถ้าเธอตั้งครรภ์ตั้งแต่ 4 เดือนจนถึง 9 เดือน รัฐจ่ายให้เดือนละหมื่นบาท 5 เดือน 5 หมื่นบาท 

พรรคหนึ่งเจาะกลุ่มชาวนา 4.8 ล้านครัวเรือน ให้เงินช่วยเก็บเกี่ยวข้าวไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน จัดไปรอบละ 3 หมื่นบาท

หากแต่ละพรรคทำได้จริงตามมอตโต สโลแกน ที่โฆษณาไว้

ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ 

คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน 

ทำได้ไว ทำได้จริง 

พูดแล้วทำ 

และอีก บลา บลา บลา

ประชานิยมข้างต้นต้องใช้งบประมาณมากมายมหาศาล 

ยังไม่เห็นพรรคการเมืองไหนบอกเลยว่า เอาเงินหรือรายได้จากไหนมาโปะรายจ่ายก้อนนี้

ภาพในอนาคตอาจมองไม่ชัด คงต้องนำสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง

หนึ่งในนั้น โครงการสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ หรือบัตรคนจน ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารสัปดาห์ก่อน

มีผู้ได้รับสิทธิ รวม 14.59 ล้านคน คิดเอาตัวเลขกลมๆ 14.6 ล้านคน ภายใต้กรอบวงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี 

ใช้เงินเต็มเพดาน เท่ากับตกคนละ 4,452 บาทต่อปี

รายละเอียดแต่ละรายการ 

1.ให้ค่าใช้จ่ายการซื้อสินค้าจากร้ายธงฟ้า คนละ 300 บาทต่อเดือน หนึ่งปีใช้งบประมาณ 55,800 ล้านบาท 

2.ส่วนลดค่าใช้การเดินทางรถโดยสารสาธารณะทุกระบบ คนละ 750 บาทต่อเดือน หนึ่งปี 3,510 ล้านบาท

3.ช่วยค่าน้ำประปาครัวเรือนละไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน หนึ่งปี 264 ล้านบาท  

4.ช่วยค่าไฟฟ้าครัวเรือนละไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน หนึ่งปี 3,439 ล้านบาท 

5.ช่วยค่าก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน รวม 4 งวดในหนึ่งปี 2,400 ล้านบาท 

ข้างต้นเป็นเพียงหนึ่ง ไม่นับรวมโครงการลักษณะเดียวกันที่มีอยู่ปัจจุบัน

จริงอยู่เป็นหน้าที่ของรัฐต้องโอบอุ้ม ดูแล ช่วยเหลือกลุ่มคนด้อยโอกาส รายได้น้อย อ่อนแอ เปราะบาง  

เม็ดเงินอาจหมุนเวียนกระจายในระบบเศรษฐกิจ กลับมาเป็นภาษีเข้ารัฐบ้าง ก็คงไม่สามารถชดเชยภาระการคลังได้เท่าไรนัก

ที่สำคัญ การรักษาสมดุลระหว่างมือขวารับ มือซ้ายจ่าย ถือมีความจำเป็นเช่นกัน

ย้อนกลับดูการจัดทำงบประมาณรายจ่ายตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุล เพราะมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับ

จากขาดดุลงบประมาณปีละกว่า 2 แสนล้าน พรวดเป็น 5 แสนล้าน

ล่าสุด งบประมาณรายจ่าย 2566 ปีนี้เอง ก็ตั้งงบขาดดุลไป 7 แสนล้าน  

วงเงินที่ถูกใช้ในโครงการประชานิยมปัจจุบัน บวกสัญญาจะให้ในการหาเสียงรอบนี้ (หากได้เป็นรัฐบาล) ถามว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร 

อย่าหวังจะลดลง ตรงกันข้ามมีแต่ต้องเพิ่มขึ้นทุกปี

ภาระการคลังหนักอึ้งต่อไปเรื่อยๆ 

เปรียบเหมือนอูฐแบกรับฟางบนหลังเพิ่มขึ้นทุกวัน

ที่สุดรับไม่ไหว อูฐหลังหัก

ฐานะการคลังของประเทศ อย่างไรก็อย่างนั้น

พรรคการเมือง รัฐบาล มาแล้วก็ไป 

ตกหนัก เราต้องอยู่กับมัน

สัญญา รัตนสร้อย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image