คอลัมน์หน้า 3 : กโลบาย การเมือง แผน โดดเดี่ยว ประยุทธ์ แยกห่าง ‘ประวิตร’
การเกิดขึ้นของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ก่อให้เป็น “คำถาม” อันแหลมคมยิ่งในทางการเมือง
เป็นการเมือง “ก่อน” การเลือกตั้ง
เป็นการเมืองเนื่องแต่ “รัฐประหาร” ไม่ว่าจะเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
นั่นก็คือ คำถามที่ว่า “แตก” กันจริงหรือ
เพราะในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปสมัครเป็นสมาชิกและอยู่ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์
นั่นเท่ากับเป็นการปฏิเสธ “พลังประชารัฐ”
คำถามตั้งแต่ก่อนวันที่ 9 มกราคม กระทั่งมาถึงเดือนมีนาคม จึงเป็นคำถามเดิมๆ ที่ว่ามีความขัดแย้ง แตกแยกเกิดขึ้นจริงหรือ
ปมอยู่ที่ว่า หากไม่ขัดแย้งทำไมจึงต้อง “แยกตัว”
ในเชิงญาณวิทยา มีกระสวนที่แน่นอนดำรงอยู่ ไม่ว่าจะมองผ่าน “ความคิด” ไม่ว่าจะมองผ่าน “การเมือง”
นั่นก็คือ เมื่อมี “ความขัดแย้ง” ย่อมตามมาด้วย “ความแตกแยก”
และเมื่อความขัดแย้งกลายเป็นความแตกแยกก็จะนำไปสู่สภาวะ “แยก” และแตกตัวในทางการจัดตั้ง
กรณีของ “ประชาธิปัตย์” เป็นเช่นนี้
ไม่ว่าจะมองผ่าน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ว่าจะมองผ่านนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ไม่ว่าจะมองผ่าน นายกรณ์ จาติกวณิช
ไฉน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่เหนือ “กฎเกณฑ์”
เพียง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประกาศเป็น “นายกรัฐมนตรี คนที่ 30” ก็ชัดเจนและแจ่มแจ้ง
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการ “ไปต่อ”
จําเป็นต้องยอมรับว่า ความขัดแย้ง การแตกแยก และการแยกตัวที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
หากมองจาก “สายสัมพันธ์” เดิม
กระนั้น สถานการณ์อันปะทุขึ้นในเดือนกันยายน 2564 ก็มากด้วยความร้อนแรงและแหลมคม
จากบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ไม่ว่ามือที่อยู่ข้างหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเป็นมือจากภายในพรรคพลังประชารัฐ หรือจากพรรคเพื่อไทย
ต้องยอมรับว่า “สัมฤทธิ์” ผล
โดยพื้นฐานก็ทำให้การแข่งขันในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 มากด้วยสีสัน เจือด้วยความร้อนแรง
ชี้ชะตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากประเมินและสรุปตามสำนวนจากสหราชอาณาจักรว่าด้วย “มือที่มองไม่เห็น” ก็ต้องยอมรับในคุณูปการ
บนพื้นฐานแห่งแนวทาง “การศึกมิหน่ายเล่ห์”
เป็นเล่ห์แห่งการแตะไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นเล่ห์แห่งการเชื่อมไปยัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
โดดเดี่ยว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

