หน้าแรก การเมือง จตุพร ชี้ ศิษ...

จตุพร ชี้ ศิษย์เก่า ‘เพื่อไทย’ ย้ายกลับบ้าน หวังโหนกระแสแลนด์สไลด์ หลอกกินตับการเมือง

9.03.23 | 18:52 น.

‘จตุพร’ ชี้ศิษย์เก่า ‘เพื่อไทย’ ย้ายกลับบ้าน หวังโหนกระแสแลนด์สไลด์ หลอกกินตับการเมือง

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “สับขาหลอก” ซึ่งประเมินการยุบพรรค เชื่อมโยงเสียงแลนด์สไลด์ ผสมความมั่นใจพรรคเพื่อไทยจับมือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังเลือกตั้ง โดยเชื่อว่า ศิษย์เก่าย้ายกลับมาสังกัดพรรคเดิมเป็นการสับขาหลอกทางการเมืองเพื่อมุ่งหวังดูดเสียงแลนด์สไลด์กลับไปร่วมรัฐบาลกับกลุ่มอำนาจ 3 ป.ตามเดิม
นายจตุพรกล่าวว่า กรณีคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ส.ว. ประกาศจุดยืนการเมืองไม่เอาทั้งระบอบทักษิณและระบอบประยุทธ์ จึงถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ลงดาบงัดคดีทุจริตซื้อจีที 200 สมัยเป็น ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ขึ้นมาไต่สวน โดยคดีนี้ถูกดองไว้กว่า 10 ปี แต่เพิ่งมามีมติในช่วงนี้ ดังนั้น จึงแสดงถึงการเชือดสั่งสอนกลุ่ม ส.ว.อย่าได้คิดเป็นไทอิสระ ตีตัวออกห่างจากอำนาจ 3 ป.

อีกทั้ง กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ถูกศาล รธน. สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี แล้ว ปปช. ลงดาบซ้ำเติมอีก ด้วยการตั้งกรรมการมาไต่สวนข้อกล่าวหาไลเซนส์การบินว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่เพียงเท่านั้น ยังตามเช็กบิล กรณีมีเงินบริจาคเข้าพรรคตามศาล รธน.ที่จะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่อเข้าข่ายการยุบพรรคเข้าไปอีก ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการออกแบบการเมืองเล่นงานพรรคการเมืองที่จะตีจาก 3 ป. จึงต้องบทลงโทษซ้ำเติมให้หนักยิ่งขึ้น

“ดังนั้น อะไรที่ ส.ว.หรือกลุ่มการเมืองต้องการเอกราช อยากได้อิสระ มันต้องแลกกับความสูญเสีย และอะไรก็ตามที่ต้องแลกกับความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อทำสัญญากันแล้ว แต่ไม่ได้รับความไว้วางใจ จึงต้องสั่งสอนให้รู้ว่า ใครจะห่วงใยนายศักดิ์สยามมากที่สุด นี่เป็นสัญญาณทางการเมืองล้วนๆ”

นายจตุพรกล่าวถึงกรณีข้อหายุบพรรคเพื่อไทยว่า คำร้องของนายสนธิญา สวัสดี เป็นเพียงการเผาหลอก ส่วนเผาจริงได้เตรียมการไว้แล้ว ผ่านการไต่สวนชี้ข้อหามีมูลเป็นที่ยุติ และกำลังอยู่ในขั้นตั้งอนุกรรมการไต่สวน จากนั้นเสนอให้ กกต.ชุดใหญ่มีมติชี้มูล แล้วยื่นศาล รธน.ลงดาบข้อหายุบพรรค ซึ่งคาดว่า คงใช้เวลาไม่นานนับจากนี้

Advertisement

พร้อมย้ำว่า บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง และถูกตัดสิทธิการเมือง 10 ปี นอกจากได้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงแล้ว ยังเหลือเพียงหน้าที่เชียร์พรรคการเมืองได้อย่างเดียว โดยต้องได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” เท่านั้น

“สิ่งสำคัญ ผู้ช่วยหาเสียงมีหน้าที่เชียร์ อย่าได้ทำหน้าที่เกินเลยไปเป็นโค้ชสั่งการผู้เล่นเด็ดขาด ยิ่งกองเชียร์ยังมีสถานะคนนอกพรรค การพูด การเชียร์อะไร อย่างไร ต้องระมัดระวัง โดยให้พรรคพูดล่วงหน้าก่อน กองเชียร์ค่อยพูดตามเป็นดีที่สุด จะปลอดภัยจากการครอบงำที่สุด ผมผ่านบทบาทตรงนี้มาแล้ว ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงคนแรกของประเทศ”

นายจตุพรเสนอว่า ช่องว่างของผู้ช่วยหาเสียงมีช่องเดียวตามที่เสนอแนะมาเท่านั้น หากเดินผิดจะติดกับดักข้อหาครอบงำ ซึ่งเพื่อไทยไม่ได้มีแค่กรณีเดียว แต่รู้ว่า กกต.มีข้อมูลร่วม 20 กรณี ดังนั้นเพื่อไทยควรมีสมาธิไปรับมือข้อกล่าวหาที่อยู่ในข่ายเผาจริง ส่วนกรณีคำร้องของนายสนธิญา เป็นเพียงการเผาหลอก หรือแค่น้ำจิ้ม ไม่ใช่สาระสำคัญทางอำนาจ

ส่วนพรรคการเมืองอื่นนั้น นายจตุพรระบุว่า บางพรรค กกต.ยกคำร้องยุบพรรคไปแล้ว แต่ต้องนำกลับมาตรวจสอบใหม่ จนบางพรรคกำลังเดินเข้าสู่เงื่อนไขทางการเมือง ดังนั้น ควรใส่ใจคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บอกความในใจว่า “ไม่อยากเลือกตั้ง” ซึ่งต้องเชื่อในเรื่องนี้ เพราะเป็นคำใหญ่มาก ในยุทธการสับขาหลอก และควรตามให้ทันการออกแบบการเมืองที่ดำรงความมุ่งหมายไว้อย่างเด่นชัดที่สุด

อีกทั้ง เห็นว่า ในยุทธการสับขาหลอกกับท่าทีของ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวทักษิณ และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศยินดีต้อนรับศิษย์เก่าสองรัฐมนตรี กลุ่มสามมิตรกลับบ้านเพื่อไทย แสดงว่า ลิ้นทางการเมืองไม่มีกระดูกพูดแปรเปลี่ยนเป็นอื่นเพื่อได้ประโยชน์ได้ง่าย โดยเมื่อสองรัฐมนตรีกลับมาก็เป็นคนดี เป็นนักประชาธิปไตยฉับพลัน ลืมง่ายกับเมื่อครั้งย้ายออกไปสนับสนุนและร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“อย่าได้มองชั้นเดียว เพราะในทางการเมืองต่างรับรู้กันว่า เพื่อไทยกำลังจะโดนอะไร ดังนั้นทุกกลุ่มที่เข้ามาสังกัดรู้อยู่ว่า เพื่อไทยรอดยาก หากคิดตื้นๆ ให้คนจะเป็น ส.ส.ลาออกจากกรรมการบริหารพรรคหมด ซึ่งคิดง่าย เพราะเป็นไปตามหลักข้อกฎหมาย แต่ให้ดูกรณีหมอพรทิพย์ หรือนายศักดิ์สยามเอาไว้ว่า มันไม่ง่ายขนาดนั้น”

นายจตุพรประเมินว่า ถ้ายุบพรรคก่อนการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยสามารถแต่งตัวทันการเลือกตั้ง โดยย้ายไปอยู่พรรคอื่นแทนที่ แต่ถ้ายุบระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งสงครามเดือดระอุยากจะจบลงง่ายๆ ดังนั้น คาดว่า การยุบจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ที่คิดแบบโลกสวยจะย้ายไปอยู่พรรคสำรองไว้ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงตลาดเปิดให้ดูดรวบรวม ส.ส. เพื่อต่อรองแลกตำแหน่งรัฐมนตรี จึงเป็นช่วงแบ่งกั๊กเป็นกบฏต่อพรรคเต็มไปหมด

“ยิ่งการยุบพรรคเป็นกระแสแรงมากขึ้น แสดงว่า จะปฏิเสธการจับมือกับ พปชร. ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น และขณะเดียวกัย หากยิ่งส่งสัญญาณจับมือ พปชร. ก็เท่ากับเร่งให้ถูกยุบพรรคเวลาก็ได้นั้น ความเสื่อมก็ปรากฏทันที ไม่มีใครออกมาปกป้อง ซึ่งจะเชื่อ หรือไม่เชื่อก็ตาม”

นายจตุพรยังกล่าวว่า การออกแบบทางการเมืองกับข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่เดินไปติดกับดักในพื้นที่แบบคิลลิ่งโซนแล้ว เหลือเพียงเลือกวัน เวลา สถานที่ เหมือนกรณีหมอพรทิพย์ คดีผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว เมื่อขยับจะตีตัวออกห่าง ปปช.ก็ขุดคดีมาทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเชือด ดังนั้น เมื่อบ้านใหญ่หลายกลุ่มย้ายเข้าไป แล้วคิดง่ายๆ ถึงแลนด์สไลด์ ถ้าอ่านเกมอีกชั้นก็คือ การออกแบบยืมมือแลนด์สไลด์หลังเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ดูด ส.ส.ไปตั้งกลุ่มใหม่ต่อรองโควต้ารัฐมนตรีก็ย่อมเป็นไปได้

“กระดานการเมืองขณะนี้ ยังไม่ใช่ของจริง แต่เป็นเพียงการกำหราบ และส่งสัญญาณอำมหิตไปยังจุดต่างๆ เพื่อแสดงความมุ่งหมายในอำนาจชัดเจน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็พยายามสื่อสารผ่านจดหมายเป็นหลัก แต่ยิ่งอ่านหลายฉบับนานวันเข้า ยิ่งหาตัวตนของ พล.อ.ประวิตร ไม่เจอ กลับรับรู้ถึงแต่ความละมุนละไมทางอารมณ์ของคนเขียน”

นายจตุพรกล่าวว่า คนเขียนบททางการเมืองให้ พล.อ.ประวิตร เหมือนออกแบบแยกเสียงแบบดำ-ขาวให้ชัดเจน ไม่แข่งขันทางการตลาดคะแนนเสียงกับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือกลุ่มขัดแย้งต่อสู้ จึงเป็นความแยบยลเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง และดำรงความมุ่งหมายในอำนาจเอาไว้

อีกทั้ง เห็นว่า สิ่งสำคัญในทางการเมืองขณะนี้ พรรคเพื่อไทยพยายามปั้นเสียงแลนด์สไลด์ให้กระหึ่มเพื่อเป็นทางออกไม่ตอบคำถามจับมือกับ พปชร. โดยเอาความเชื่อมานำเสนอว่า ถ้าแลนด์สไลด์แล้วก็เป็นไปไม่ได้ในการจับมือ พปชร. แต่ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดเจ้าของพรรคจะตัดสินใจ โดยไม่สนใจด้วยว่า ใครจะคิดอย่างไร และเคยพูดอย่างไรเอาไว้ เหมือนกรณีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยเป็นกรณีศึกษาว่า เจ้าของพรรคไม่ฟังเสียงใครเลย นอกจากต้องฟังเสียงของตัวเองสั่งเท่านั้น

“แล้วเมื่อถามว่า ถ้าไม่แลนด์สไลด์จะจับมือกับ พล.อ.ประวิตร หรือไม่ ซึ่งไม่รู้เป็นอย่างไร เป็นคำถามที่เพื่อไทยตอบไม่ได้เลย จนแต้มทางการเมืองไป แล้วจะเกิดปัญหาทางการเมืองในอนาคต เพราะถ้าวันนั้น หลังเลือกตั้งมีการจับมือกันเรียบร้อย แล้วยุบพรรคโครมเข้ามาซ้ำเติม เพื่อไทยจะกลายเป็นปรากฏการณ์ไม่ต่างจากไฟไหม้สำเพ็งดีๆ นั่นเอง”

นายจตุพรย้ำว่า ภายใต้กระดานการเมืองขณะนี้ คณะ 3 ป. ยังดำรงความมุ่งหมาย ยังมีอำนาจเต็ม และใครตีตนออกห่าง โดยไม่มีพันธะสัญญาทางใจกัน ก็จะโดนอย่างที่เห็นในกรณีหมอพรทิพย์ กับนายศักดิ์สยาม อีกอย่าง เห็นว่า แม้มีนักการเมืองตีตนออกห่าง เพื่อยอมให้ไปเอากระแสแลนด์สไลด์ไว้ก่อน แล้วจะได้พากำไรมาเติมเต็มให้ฝ่ายอำนาจ 3 ป. ยิ่งขึ้น ดังนั้น นักการเมืองประเภทนี้ จึงเป็นที่ต้องการของฝ่ายเอาแต่โลภ โลกสวยด้วยแลนด์สไลด์ ย่อมทำตาโตเมื่อเห็นศิษย์เก่าจะกลับมาสังกัดใหม่ ก็ยินดีต้อนรับ

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรเชื่อว่า หากการเลือกตั้งยังไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น คือ ยังมีการเลือกตั้งอยู่ นักการเมืองกลุ่มนี้ จะไม่ถูกทำลาย เพราะไม่ได้พยศกับกลุ่มอำนาจ 3 ป. เพียงแต่แยกออกมาเกาะเสียงแลนด์สไลด์ให้ได้มาเป็น ส.ส.

“นักการเมืองกลุ่มนี้จึงมีแต่สมองคิดแปรสมบัติของคนอื่นให้เป็นประโยชน์ส่วนตัวของตนเองได้ทั้งสิ้น และคนแบบนี้ไม่มีวันจนมุมในทุกสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมือง แม้จับไปอยู่กลางเปลวแดดจ้า ก็ยังคิดตั้งหาประโยชน์กับแผงโซลาร์เซลล์เลย ดังนั้น ในสิ่งที่เห็นของสถานการณ์วันนี้ คือ หลอกกันล้วนๆ ไม่มีความจริงใจอยู่เลย เพราะคนมีอำนาจยังดำรงความมุ่งหมายทางอำนาจอยู่”