ศึกชิงเสียงขั้วเดียวกัน นัยยะตกปลาบ่อเพื่อน ตกเขียวงบ-มุ่งเป้าชนะ

12.03.23 | 12:17 น.
ศึกชิงเสียงขั้วเดียวกัน นัยยะตกปลาบ่อเพื่อน ตกเขียวงบ-มุ่งเป้าชนะ

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2566 จะเป็นวันที่ 7 พฤษภาคม หรือวันที่ 14 พฤษภาคมนั้น ต้องรอความชัดเจน เมื่อมีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 5 วัน หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเลือกฤกษ์งามยามดีกดปุ่มยุบสภาวันใดนั้น อย่างไรเสียคงไม่เกินวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเป็นวันครบวาระ 4 ปีของรัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งขั้วแยกธาตุ ผ่านจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองน่าจะเหลือเพียง 2 ขั้วหลักๆคือ ขั้วอนุรักษนิยม นำโดยพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯอีกสมัย ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรค พปชร. เป็นนายกฯคนที่ 30

ส่วนขั้วประชาธิปไตยเสรีนิยม นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) รวมทั้งพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ชูกลยุทธ์ในทางการเมืองเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งตามที่แต่ละพรรคกำหนด

แน่นอนว่าฐานเสียงสนับสนุนพรรคการเมืองของแต่ละขั้วในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นแบ่งแยกกันชัดเจนว่าเป็นคนกลุ่มใด อีกทั้งฐานเสียงของแต่ละขั้วการเมืองย่อมมีความเป็นไปได้น้อยที่จะโหวตเลือกพรรคและผู้สมัครที่มีจุดยืนทางการเมืองที่ข้ามขั้วกัน

พรรคการเมืองของแต่ละขั้วจึงต้องเปิดศึกดึงทั้งผู้สมัคร ส.ส. และฐานเสียงผู้สนับสนุนภายในขั้วเดียวกันเอง ที่ชัดเจนคือ ขั้วของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เริ่มตั้งแต่ตกปลาในบ่อเพื่อน อย่างพรรครทสช.ที่ดึง ส.ส.จากพรรค พปชร. และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลายสิบคนให้ย้ายค่ายสวมเสื้อลงรับเลือกตั้งในนามพรรค รทสช. ผ่านเงื่อนไขและออปชั่นและความลงตัวของแต่ละคน นอกจากนี้ในขั้วของพรรคร่วมรัฐบาลยังเดินหน้าอนุมัติงบประมาณผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงการทำหน้าที่ปลายสมัย ในลักษณะที่แฝงการตกเขียวทางการเมืองหรือไม่ เพราะแต่ละโครงการที่ ครม.อนุมัติงบประมาณให้นั้นส่วนใหญ่มาจากงบกลางที่มาในช่วงจังหวะเวลาพอดีด้วยเหตุผลการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุไว้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการยุบสภา รัฐบาลจึงมีอำนาจเต็มทุกอย่างสำหรับการให้คำมั่นสัญญานั้นคือการแลกกับคะแนนเสียง คนที่เป็นรัฐบาลได้เปรียบตรงนี้ เพราะทำอะไรได้แนบเนียนกว่าคนที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งงบประมาณที่ ครม.อนุมัติ เรื่องที่ฮือฮาแฝงไปด้วยนัยยะการเมือง คือ การอนุมัติขึ้นค่าป่วยการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ปรับจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 2,000 บาทต่อคน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ วงเงินรวม 13,081 ล้านบาท โดยให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ตั้งคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เป็นต้นไปมา ดำเนินการ มี อสม. 1,075,163 คนและ อสส. 15,000 คน จะได้รับค่าป่วยการที่ปรับเพิ่มขึ้น

Advertisement

รวมทั้งยังมีการอนุมัติงบประมาณอีก 8,171.6 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 67 จังหวัด ดำเนินโครงการก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมถนน แหล่งกักเก็บน้ำ หรือสิ่งสาธารณประโยชน์อื่นๆ จำนวน 2,765 โครงการ

ประเด็นเรื่องการอนุมัติเพิ่มค่าป่วยการ อสม.และ อสส. ทั้งสองกลุ่ม คือเป็นคนกลุ่มใหญ่กว่า 1 ล้านคนที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพและใกล้ชิดกับทุกครัวเรือนทั่วประเทศ หากจะมองให้เชื่อมโยงกับการเป็นฐานเสียงที่มีนัยยะต่อพรรคการเมืองก็มองได้เช่นเดียวกัน เพราะภายหลังที่ ครม.มีมติอนุมัติค่าป่วยการให้กับ อสม.และ อสส. มีปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของ 3 พรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวทันที เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่คำกล่าวขอบคุณของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ทันทีที่ ครม.มีมติ รวมถึงนายอนุทินได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวพร้อมกับระบุว่า “พูดแล้วทำ” จากนั้นไม่นาน นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ครม.อนุมัติให้เพิ่มค่าตอบแทน อสม.จาก 1,000 เป็น 2,000 บาท ตามที่ สธ.เสนอ เริ่มปีงบประมาณ 67 คือ ต.ค.66” โดยระหว่างที่นายสาธิตโพสต์ เป็นช่วงเวลาที่ ครม.เพิ่งจะอนุมัติ และยังประชุมวาระอื่นไม่เสร็จสิ้น

เช่นเดียวกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ในช่วงประมาณเวลา 16.00 น. ถึงมติดังกล่าวพร้อมภาพ พล.อ.ประยุทธ์ และข้อความว่า “รัฐบาลลุงตู่ทำแล้ว ครม.ไฟเขียวเพิ่มค่าตอบแทน อสม. อสส.เดือนละ 2,000 บาทต่อคน” พร้อมสโลแกน “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ”

การช่วงชิงคะแนนเสียง และฉวยโอกาสทำแต้มต่อทางการเมืองในช่วงปลายสมัยของรัฐบาล ทุกประเด็นที่จะช่วยเพิ่มเรตติ้งและคะแนนนิยมให้แต่ละพรรคต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ทุกพรรคย่อมไม่ทิ้งโอกาสทองดังกล่าวแน่ ยิ่งฝั่งของรัฐบาลที่ถืออำนาจรัฐและงบประมาณในมือ ต้องเดินหน้าบริหารงานที่แฝงไปกับการหาเสียงอย่างแนบเนียนเต็มที่ เพราะผลเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นเดิมพันสูงของทั้งสองขั้ว

เพราะเป้าหมายที่แต่ละขั้ววางไว้ คือ ต้องชนะการเลือกตั้ง กุมความชอบธรรมในฉันทามติของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า