หมายเหตุ – เป็นความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกจดหมายฉบับล่าสุด เกี่ยวกับการทำงานการเมือง ระบุย้อนถึงเรื่องการทำรัฐประหารหลายครั้ง กระทั่งมีการตั้งข้อสังเกตสถานการณ์การเมืองอาจจะทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง
ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

การรัฐประหารต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เราได้ยินข่าวอยู่ทุกครั้งเวลาสถานการณ์การเมืองไม่นิ่ง ซึ่ง ณ วันนี้เกิดขึ้นจากการเมืองไทยไม่มีประชาธิปไตยตั้งมั่น เมื่อมีข่าวแบบนี้จึงทำให้คนเชื่อในทุกๆ ครั้ง มากกว่าด้วยซ้ำไป การเมืองที่สะท้อนให้เห็นสภาวะไม่ปกติ ยิ่งทำให้คนให้ความเชื่อถือกับข่าวเหล่านี้ ต่างกันกับการเมืองในภาวะปกติที่มีการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี ซึ่งก็จะไม่มีคนเชื่อข่าวแบบนี้ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ เพราะมีเรื่องของอุบัติเหตุทางการเมือง เรื่องการมีอภินิหารทางกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้คนเชื่อว่าการรัฐประหาร หรือการใช้อำนาจการเมืองนอกระบบ สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ทำให้ข่าวแบบนี้มีน้ำหนักขึ้นมาทันที
การที่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็งงกับข่าวลือดังกล่าว ถามว่ามีอะไรซับซ้อนในสายสัมพันธ์ของทั้ง 2 หรือไม่ ผมว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการปล่อยข่าวกันไป ทุกๆ ฝ่ายสามารถมีข่าวลือออกมาได้หมด แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเอง เป็นคนวงในก็ยังไม่ได้ยินข่าวเหล่านี้ เรื่องการรัฐประหาร คงจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปล่อยข่าวด้วย
ส่วนจดหมายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มีส่วนดิสเครดิต พล.อ.ประยุทธ์ว่ามาจากการรัฐประหาร เพราะเราจะเห็นได้เลยว่า เมื่อครั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจปีก่อน พล.อ.ประวิตรก็ลุกขึ้นพูดกลางสภาว่าคนทำปฏิวัติรัฐประหารอยู่ตรงนี้ แล้วก็ชี้ไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนภาพให้เห็นมาก่อนหน้านั้นแล้วว่า พล.อ.ประวิตรก็พยายามหลีกตัวหนีออกจากเรื่องการรัฐประหารอยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็คงหนีไม่พ้นในฐานะที่ท่านเองก็เป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย พล.อ.ประวิตรคงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าท่านไม่เกี่ยวกับการรัฐประหาร หรือท่านเห็นว่าเรื่องของการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะท่านเองก็อยู่ใน คสช.และร่วมรัฐบาล คสช.มาตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา
ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์เอง นับจากนี้ก็คงจะต้องวางตัวให้เป็นนักการเมืองที่ดี มากกว่าที่จะตอบโต้ เพราะไหนๆ ท่านเองก็กำลังจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองแล้ว คงจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ไปสู่ภาพของนักการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่ใช่ พล.อ.ประวิตรบอกว่าท่านเป็นคนทำปฏิวัติ แล้วท่านก็ยกมือรับด้วยความภาคภูมิใจ มันไม่ถูกต้อง
ความจริงก็เป็นไปได้ในเรื่องความเห็นต่างทางการเมือง เพราะว่า พล.อ.ประวิตรกับ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะมีมุมมอง ทัศนคติต่อการเมืองที่ต่างกัน กล่าวคือ พล.อ.ประวิตรอาจจะพูดคุยกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้ดีกว่า แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ค่อนข้างที่จะตั้งข้อรังเกียจกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วท่านก็ยังบอกด้วยว่าท่านเป็นทหารจนกระทั่งล่าสุดได้ประกาศตัวเป็นนักการเมืองแต่ก็เกือบ 8 ปีกว่าที่ท่านจะประกาศตัวเป็นนักการเมือง ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งในทัศนคติที่อาจจะต่างกัน
แต่อย่างไรก็ดี ในเชิงของการเป็นพี่เป็นน้องของ 3 ป. หรือแม้กระทั่งความเป็นระบอบ คสช. ผมไม่คิดว่าทั้ง 2 คนนี้จะตัดขาดจากกันได้ ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลด้วย อีกส่วนหนึ่งคือถ้า 3 ป.แตกกันเมื่อไหร่ ระบอบ คสช.สิ้นสุดลงทันที ทุกวันนี้ระบอบ คสช.ก็ยังอยู่ ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งปี 2562 แม้จะมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำให้ คสช.สิ้นสภาพไปหลังการเลือกตั้ง และการมีรัฐบาลเมื่อปี 2562 ก็ตาม แต่ว่าโดยสภาพความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นได้ประการหนึ่งคือ การวางยุทธศาสตร์ชาติ วาระที่ 2 ซึ่งหน้าตาเหมือนกับวาระที่ 1 เปี๊ยบ ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าระบอบ คสช.ยังอยู่ นอกจากนี้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาซึ่งกำลังจะหมดวาระ ก็มี คสช.คุมในตำแหน่งยุทธศาสตร์ทั้งนั้น อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ดูหน้าที่นายกฯ ดูแลงานด้านความมั่นคง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดูแลภายในกระทรวงมหาดไทยส่วน พล.อ.ประวิตร ดูแลเรื่องตำรวจ แม้ระยะหลังอาจจะถูก พล.อ.ประยุทธ์ดึงงานตำรวจไป แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าทั้ง 3 ท่านดูตรงนี้ทั้งหมด รวมไปถึง พล.อ.ประวิตรยังดูในเรื่องงานทางการเมือง ด้วยการมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 3 ท่านยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อาจจะมีเพียงทัศนคติที่ต่างกันบ้างในเรื่องงานเท่านั้นเอง
ผมว่าส่วนตัวแปรสำคัญของการเมืองไทยหลังจากนี้ คือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะเป็นตัวชี้ว่าตกลงแล้วใครจะได้เป็นรัฐบาล
วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.พะเยา

ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดรัฐประหารอีกครั้ง เพราะไม่มีเงื่อนไขใดที่มีน้ำหนักถ้าเทียบการก่อรัฐประหาร 2-3 ครั้งที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นข่าวที่ปล่อยออกมาเพื่อที่จะให้เกิดผลอะไรบางอย่าง หรือหวังผลให้เกิดความอ่อนไหวกับฝ่ายที่มีโอกาสจะได้คะแนนเสียงมากในการเลือกตั้ง อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) แต่ผมคิดว่าเขาคงไม่หวั่นไหวรวมทั้งประชาชนทั่วไปและนักวิชาการด้วย
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดว่ารัฐประหารเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เขาก็พูดไปตามลักษณะของผู้ที่เคยอยู่ในกระบวนการก่อการรัฐประหาร ไม่มีใครหรอกที่เวลาจะก่อแล้วบอกว่าครั้งต่อไปจะมีอีก ก็ต้องพูดแบบนี้เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี
ส่วนเรื่องโพสต์ของ พล.อ.ประวิตร ถ้าถามว่าเขาและทีมงานมีเป้าหมายคือต้องการดิสเครดิต พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่นั้น ผมคิดว่าน้ำหนักโดยรวมอาจจะไม่ได้มุ่งไปที่การดิสเครดิต เพราะอย่างน้อยตัวเองก็เป็นหนึ่งในขบวนการของพรรคพลังประชารัฐอยู่แล้ว คิดว่านัยยะของโพสต์ พล.อ.ประวิตรครั้งที่สอง น่าจะสื่อว่าขออาสาเป็นผู้ที่จะประสานฝ่ายอนุรักษนิยมและฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย โดยพยายามที่จะไม่ข้องแวะหรือเปิดช่องให้เกิดฝ่ายอำนาจนิยม ตัวเองขอใช้วิธีจะหนุนเสริมฝ่ายประชาธิปไตยและตัวเองก็ขออาสามาเป็นนักการเมืองและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง แต่ก็ยังมีนัยยะในเนื้อความตอนหนึ่งที่บอกว่าเขาจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีอิทธิพลหรือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งตรงนี้ผมก็คิดว่าทีมงาน พล.อ.ประวิตร ก็ยังไม่ระบุให้ชัดเจนว่าหมายถึงอะไร แต่พูดรวมๆ ไปว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถ อาจจะไม่ได้มีทักษะในการไปหาเสียงเหมือนนักการเมืองโดยทั่วไป คนเหล่านี้จะมีโอกาสเข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจนิยมหรือรัฐประหาร ตรงนี้ พล.อ.ประวิตรก็สื่อในโพสต์ที่สอง เขาก็คิดว่าหากได้มีโอกาสมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะนำพาคนเหล่านี้เข้ามาสู่กระบวนการในการบริหารประเทศชาติได้ ก็ต้องติดตามต่อไปว่าจะนำมาอย่างไร ผมเห็นแต่ช่องว่าจะนำมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หรือนำมาในฐานะที่จะเชิญให้เป็นรัฐมนตรี
ในเรื่องของความสัมพันธ์ของ พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ในหน้าฉากที่เราเห็นกันอยู่คือต้องขับเคลื่อนเพื่อที่จะนำพาพรรคของตนเองไปสู่ชัยชนะให้ได้ แต่เบื้องหลังก็คิดว่าเขาคงคุยกันอยู่ แต่ถามว่าสายสัมพันธ์จะแนบแน่นเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่ผมไม่แน่ใจ แต่ก็คงไม่ถึงขนาดแตกหัก ถึงที่สุดแล้วเมื่อผ่านการเลือกตั้ง พรรค พปชร.และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็อาจจะมารวมกันอีกครั้งก็ได้ คงไม่ถึงขั้นไม่มองหน้ากันเหมือนกับที่พรรค พท.ประกาศไม่รวมกับพรรค รทสช. ในส่วนของโพสต์ครั้งนี้ถือว่าดีกว่าครั้งก่อนเพราะมีความชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่ง กล่าวคือพยายามที่จะแยกแยะคำว่าอำนาจนิยมออกไป ครั้งนี้มีความชัดเจนขึ้นว่า พล.อ.ประวิตรขออาสาเป็น โซ่ข้อกลาง ที่จะนำพาประเทศชาติก้าวข้ามความขัดแย้ง ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค พปชร.ที่มีการนำเสนอนัยยะเช่นนี้ออกมาและมีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนดี และมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นจากนัยยะที่ พล.อ.ประวิตรโพสต์ขึ้นมา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นโพสต์ของทางฝั่งพรรค รทสช. ผมเลยสงสัยว่าอาจจะยังไม่มีเนื้อความใด หรือนัยยะ ที่จะมาตอบโต้สู้โพสต์ของ พล.อ.ประวิตร อาจจะเป็นไปได้ว่ากุนซือของพรรค รทสช.ใช้บทบาทนิ่งเอาไว้ก่อน ดูไปสักระยะหนึ่งก่อน
ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

หากพิจารณาจดหมาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตั้งแต่ฉบับแรก จะพบเส้นทางที่พยายามจะเดินออกจากภาพเก่าในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหาร รวมถึงความพยายามสลัดจุดยืนในซีกอนุรักษนิยม และการพยายามสลัดภาพการปฏิวัติออกจากนับเนื่องแต่การอภิปรายในสภาที่พล.อ.ประวิตรลุกขึ้นชี้แจงว่าตนไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติ และชี้ไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่านายกฯคนเดียวที่ทำการปฏิวัติ กระทั่งมาถึงจดหมายฉบับล่าสุดที่มีการโจมตีบุคคลฝ่ายอนุรักษนิยมที่หนุนการปฏิวัติรัฐประหาร หรือกระแสการยุบพรรคมันจึงเป็นเสมือนบทละครในตอนที่ว่าพล.อ.ประวิตรไม่ได้อยู่ฝ่ายเดิมแล้ว ความคิดเปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่เหมือนพล.อ.ประยุทธ์ เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้สุดโต่งไปทางซ้ายจัด หากแต่อยู่ในจุดตรงกลางที่พร้อมจะสมานฉันท์กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นความพยายามหาจุดยืนใหม่เพราะในสนามเลือกตั้งพื้นที่ของฝ่ายอนุรักษนิยมในปัจจุบันถือว่ามีผู้เล่นมากราย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือพรรคภูมิใจไทย เมื่อตัวหารมีมาก การขยับจุดยืนใหม่จึงเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพล.อ.ประวิตร แต่ครั้นจะขยับตัวมากไปฝั่งประชาธิปไตยก็จะเจอของแข็งคือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ซึ่งมีโอกาสจะแลนด์สไลด์ชนิดกินเรียบ
หากจะมองว่าพรรคพลังประชารัฐของพล.อ.ประวิตรกับพรรครวมไทยสร้างชาติของพล.อ.ประยุทธ์เหมือนกันเพียงแค่แยกกันเดิน ด้วยภาพใหม่ เพราะตราบใดที่ไม่สร้างภาพจำใหม่ก็ไม่มีประโยชน์ในแง่ยุทธศาสตร์การแยกพรรคเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง และจากจดหมายของพล.อ.ประวิตรย่อมแสดงให้เห็นความแตกต่าง หรือเพิ่มความสามารถในการจำแนกสำหรับประชาชนที่จะเข้าคูหาเลือกตั้งว่าพล.อ.ประวิตรไม่เกี่ยวกับการปฏิวัติ และไม่สนับสนุนแนวทางนี้อีกต่อไป
นอกจากนั้น หากสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเปลี่ยน ภาพการไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจทำให้ พล.อ.ประวิตรสามารถจับมือกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยได้เพราะจดหมาย ฉบับที่ 5 และฉบับถัดไปจะปูทางแปลกแยกจากพล.อ.ประยุทธ์ออกมา และหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะการร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐของพล.อ.ประวิตรก็จะง่ายขึ้น ซึ่งพล.อ.ประวิตรไม่ได้มาเฉพาะ ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่พล.อ.ประวิตรยังมากับหน่วยนับในรูปของ ส.ว.ที่สนับสนุนตนอีกส่วนหนึ่ง
และเมื่อถามว่าฝ่ายอนุรักษนิยมที่จะทำรัฐประหารในตอนนี้คือใคร หมู่บ้านกระสุนตกก็มีที่เดียวคือพล.อ.ประยุทธ์ เพราะเนื้อหาในจดหมายได้สร้างคลื่นลูกใหญ่กระทบพล.อ.ประยุทธ์ในฐานะตัวละครเดียวในภาพของตัวพ่อแห่งอนุรักษนิยมและมีอำนาจในมือ รวมถึงช่วยขุดภาพเก่าของหัวหน้าคณะปฏิวัติขึ้นมาย้ำหรือซ้ำเข้าไปที่แผลเก่าอีก เพียงแต่ผลกระทบจะไม่แรงมากนักสำหรับประชาชนที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว แต่ก็อาจสร้างปัญหาสำหรับพื้นที่ซึ่งตัวผู้สมัครคะแนนเสียงดีแต่กระแสพรรคไม่ดีก็เป็นได้
ภาพฉากหน้าตอนนี้ของสองพี่น้องดูจะมีความแปลกแยก แต่ล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าเสนาธิการด้านการเมืองกำหนดยุทธศาสตร์และเขียนบทละคร ดังนั้น ในแง่ความสัมพันธ์น่าจะไม่กระทบถึงขั้นร้าวลึก หากแต่เป็นผลกระทบจากแรงขยับจนเกิดความถ่างของสองพี่น้อง จึงย่อมมีแรงกระเพื่อมและกระทบให้แสบๆ คันๆอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดเป็นแผลลึก

