หน้าแรก การเมือง จตุพร แซะ เศร...

จตุพร แซะ เศรษฐีเล่นการเมือง ลุยทุ่งนา เข้าสลัม แนะ อย่าขายจินตนาการ ‘ลับๆล่อๆ’

12.03.23 | 11:42 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “ลับ ลับ ล่อ ล่อ” โดยกล่าวในตอนหนึ่งว่า เศรษฐีลงเล่นการเมืองควรมีความชัดเจน จริงใจ เที่ยงตรงกับประชาชน ควรละทิ้งการแสดงช่วงหาเสียง ลงทุนเข้าสลัมแออัดคุยกับคนยากไร้ แล้วยังลุยทุ่งนา กินข้าวคำโตกับชาวนา ล้วนเป็นอาการของนักการเมืองแสดงพฤติกรรม ลับๆ ล่อๆ ขาดความเป็นธรรมชาติ

นายจตุพรกล่าวว่า ในทางการเมืองมีพฤติกรรม ลับๆ ล่อๆ ปรากฏขึ้นเป็นปกติ เป็นพฤติกรรมที่ยังหาความจริงเชิงประจักษ์ชัดไม่ได้ ยิ่งถ้านำตัวเลขแต่ละพรรคประกาศว่า จะได้รับเลือกตั้งนั้นจะเกิดหนึ่งพันของสภาที่ต้องการ ส.ส.เพียง 500 เสียงไปแล้ว ดังนั้น ตัวเลขการเมือง การเลือกตั้งจึงเป็นความต้องการไม่ได้ แต่ทุกพรรคต้องประกาศตามเป้าหมายของความอยากให้ได้ทั้งสิ้น

อีกทั้ง เห็นว่า งบประมาณที่แต่ละพรรคประกาศนโยบายหาเสียง เมื่อนำมารวมกันแล้วจะต้องใช้งบประมาณประเทศถึง 3-5 ปีไม่รู้ว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของทุกพรรครวมกันใช้ในคราวเดียวหรือไม่ หรือต้องกู้หนี้ยืมสินกันทุกปี

“ผมมักพูดอยู่เสมอว่า ทุกเรื่องราว ประชาชนต้องอยู่ในฐานะผู้ตรวจสอบ และประชาชนต้องคิดตลอดเวลาว่า คนที่มาปกครองนั้นเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของประชาชน ไม่ได้มาเป็นนายของประชาชน วัฒนธรรมที่ว่าก่อนเลือกตั้งประชาชนยิ่งใหญ่จนทำให้นักการเมืองไหว้ก่อนประชาชน แต่ทันทีที่เลือกตั้งเสร็จประชาชนต้องไหว้นักการเมืองก่อนทุกครั้งไป เพราะอำนาจที่ได้มาจากการซื้อขายเสียง ผูกพันกันแค่ถึงวันเสร็จสิ้นเลือกตั้งแล้ว ดังนั้น ประเทศจึงข้ามพ้นวงจรอุบาทว์ไม่ได้ เนื่องจากนักการเมืองเมื่อซื้อเสียงก็ต้องถอนทุน”

นายจตุพรกล่าวว่า ในอดีตการเลือกตั้งมีความน่ากลัวน้อยมาก แต่วันนี้ระดมทุนเลือกตั้งใช้หนัก และทุนวางแผนปล้นชาติกันอย่างเป็นระบบ โดยการซื้ออำนาจผ่านพรรคการเมือง ถึงขั้นลงขันเพื่อจ้องกระทรวง โดยให้คนของนายทุนมานั่งบริหาร แล้วอำนวยประโยชน์ให้ทุนเป็นหลัก อีกทั้งรัฐมนตรียังรับเงินเดือนจากประชาชน แต่น้อยกว่าเงินที่นายทุนให้ใช้อีกจำนวนมาก

Advertisement

“บรรยากาศแบบนายทุนลงขันให้พรรคการเมืองเพื่อยึดประเทศจึงน่ากลัวที่สุด ดังนั้น อะไรที่เป็นผลประโยชน์ประชาชนที่ไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุน จึงไม่มีผลประโยชน์ของประชาชน และเพื่อประชาชนอยู่จริง พรรคการเมืองวันนี้ประชาชนเป็นเจ้าของกันจริงหรือไม่ เพราะทุกพรรคการเมืองมีคนเป็นเจ้าของทั้งสิ้น โดยแบ่งบทให้ประชาชนเป็นนอมินี และอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยตามเสียงข้างมากส่วนใหญ่ที่ลงมติตามใจเจ้าของพรรคต้องการให้เป็น ดังนั้น ทุกอย่างจึงเป็นเรื่องพิธีการสมประโยชน์กับเจ้าของพรรคทั้งสิ้น ความเป็นประชาธิปไตยมีแค่เปลือกห่อหุ้มไว้เท่านั้น

เปลือกประชาธิปไตยเป็นเพียงขั้นตอนต้องแสดง เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกระเบียบพรรคการเมืองใช้งบประมาณได้เท่าไร เฉพาะตัวได้เท่าไร ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริงตามระเบียบการใช้เงินตามที่ กกต.กำหนดทั้งสิ้น” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.กำหนดให้ผู้เลือกตั้งใช้เงินได้คนละ 1.9 ล้านบาท และในระบบพรรคใช้ได้ 44 ล้านบาท ทางปฏิบัติการทำบัญชีของพรรคก็เป็นการหลอกลวงกันโดยเฉพาะพรรคใด หรือผู้สมัครคนใดใช้มากกว่า แต่หลอกเป็นก็ไม่เกิดปัญหา ไม่มีความผิดใดๆ

“เราอยู่ในสังคมหลอกลวงลับๆล่อๆอย่างนี้กันมาตลอด เมื่อ กกต.ควบคุมไม่ได้ก็ให้ใช้กันไป ใครซื้อก็แจกใบเสร็จมาด้วย อย่างน้อยได้ลดหย่อนภาษีได้ …. การปกครองแบบประชาธิปไตยจึงไม่เคยมีอยู่จริง และประชาชนก็ไม่เคยเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอยู่จริงเลย” นายจตุพรประชด กกต.บกพร่องการทำหน้าที่ตรวจสอบการเลือกตั้ง

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า มาครั้งนี้ก็เช่นกัน การเลือกตั้งมักมีเศรษฐีทำลับๆล่อๆ ไปทุ่งนากินข้าวกับชาวนา แล้วไปลงสลัมคลองเตยก็กลายเป็นภาพใหญ่โต สิ่งที่สงสัยว่า ทำไมจึงไม่ควานหาคนที่เข้าใจชาวนาที่แท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องไปแสดง ขอให้เป็นธรรมชาติกับการอยู่กับชาวนาและชาวสลัมแออัดได้ การเป็นผู้ปกครองต้องศึกษามาก่อน ถ้าออกแบบดี ชาวนาไม่ต้องลำบากเลย อีกทั้งหากบริหารจัดการและกำหนดโซนนิ่งของพืชต่างๆ และไม่ต้องคิดปล้นคนจน โดยอาชีพที่หากินกับตลาดคนรวยทำได้อยู่แล้ว ดังนั้น อะไรที่เป็นตลาดคนจน เป็นความหวังเดียวก็ควรปล่อยให้ประชาชน ขอนักการเมืองอย่ามาปล้นคนจน ชาวนา ชาวสวน และเกษตรกรคนยากไร้ในประเทศ แล้วแสดงลงไปสัมผัสช่วงหาเสียง

“ถ้ารัฐอาจริงเอาจังกับเกษตรกร วางแผนออกแบบกันจริง ประเทศเราจะเจริญที่สุด แต่ส่วนแบ่งกำไรถูกแยกไปอยู่ส่วนอื่นกันมาก ทั้งชาวนา โรงปุ๋ย โรงสี พ่อค้าส่งออก โดยการแบ่งกำไรเป็นไปตามจากบนลงล่างกำหนดด้วยสัดส่วนที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น จึงทำให้ชาวนาได้กำไรน้อยที่สุด จึงทำให้ชาวนาอยู่ไม่ได้ และยังไม่มีนักการเมืองคนไหนแก้ไขอย่างจริงจัง ด้วยการดึงส่วนแบ่งกำไรจากคนรวยมาให้ชาวนาได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช้อุดหนุนหรือประกันราคาข้าวแบบลับๆล่อๆ”

นายจตุพรกล่าวว่า ตนยังไม่เห็นอนาคตทางการเมืองขณะนี้ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องการแสดง ซึ่งไม่รู้จะฝากอนาคตไว้กับใคร เมื่อเศรษฐีนักการเมืองได้ไปพบชาวนาแล้ว ไปพบชาวสลัมแออัดด้วย ราวกับไปครั้งเดียวรู้ซึ้งปัญหาต้องแก้ไขชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญไม่มีใครเป็นคนเก่งที่สุดเลยกับประเทศนี้ ควรต้องซึมซับความทุกข์อย่างที่เข้าใจให้มากที่สุด และกล้าเอาคนเก่งๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหา เหมือนเด็กได้รางวัลโอลิมปิกโลกหายไปไหนหมด รัฐไม่นำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับประเทศ แต่กลับถูกเอกชนคว้าตัวไปหมด ส่วนรัฐมุ่งแต่ให้เด็กฝากเข้าทำงานจนล้นกระทรวง

นายจตุพรกล่าวว่า วันนี้เราต้องการการเมืองที่ตรงไปตรงมากับประชาชน ไม่ใช่ลับๆล่อๆ ซึ่งไม่ชัดเจน จริงใจ และให้ประชาชนได้เห็นภาพจริงของคนต้องการมาแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่เอาแต่ขายจินตนาการให้คนเชื่อว่า เป็นเรื่องจริง จึงทำให้ประชาชนไม่รู้อนาคตของตัวเอง

“ก่อนการเลือกตั้งประชาชนควรได้รับความเป็นจริง และชัยชนะโดยการหลอกประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรกัน และวันนี้เราต้องการผู้ปกครองตรงไปตรงมา โดยสังคมไทยได้เห็นวิสัยทัศน์บนพื้นฐานความเข้าใจปัญหาชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง อีกทั้งไม่ใช่ร่างทรงของใคร จะเป็นร่างทรงได้เฉพาะประชาชนเท่านั้น แต่ถ้ามาจากประชาชนแล้วไปฟังคนเดียวประเทศจะไปรอดได้อย่างไร”