หน้าแรก การเมือง พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การซื้อเสียงจากฝ่ายรัฐบาล : ข้อควรพิจารณา

14.03.23 | 12:28 น.
การซื้อเสียงจากฝ่ายรัฐบาล : ข้อควรพิจารณา ผมค่อนข้างงงใจว่า ทำไมคนที่วิพากษ์สังคม

ผมค่อนข้างงงใจว่า ทำไมคนที่วิพากษ์สังคมทั้งเป็นนักวิชาการและที่ไม่ใช่นักวิชาจะต้องหันไปตั้งคำถามกับความเป็นประชานิยมของกระแสการหาเสียงกันตอนนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย

ราวกับว่ามีแนวทางนโยบายที่อยู่ตรงข้ามกับประชานิยมอย่างชัดเจน

แนวว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น คือ การตั้งต้นของหายนะ และน่าจะมีโทนของการที่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่อาจจะดีกว่าเหรอ?

แล้วถ้ามันมีนโยบายที่ดีกว่าประชานิยมที่ชัดเจน คำถามคือ ทำไมไม่ถามว่า รัฐบาลที่อยู่มาแปดปีนี้ทำไหม ทำไม ไม่ทำ?

สำหรับผมส่วนที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าปักธงว่าทุกพรรคเป็นประชานิยม จะนำสังคมไปสู่ความฉิบหาย ผมคิดว่าน่าจะมีสองเรื่องที่น่าอภิปรายกัน

Advertisement

ประเด็นแรกคือ อะไรอยู่บนข้อเสนอทางนโยบายของแต่ละพรรคในวันนี้

เรื่องนี้ไม่ได้สำคัญในแง่ของตัวเลข และความเป็นจริงว่าจะทำได้ไหม

แต่สำคัญในแง่ที่ว่าในช่วงนี้ได้กระทำหน้าที่สามอย่างหรือไม่

หนึ่งคือ การสะท้อนความใฝ่ฝัน และปัญหาของสังคม อาทิ เรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอ ความไร้ประสิทธิภาพของระบบ การขาดแคลนสวัสดิการ รวมทั้งเรื่องจุดยืนอุดมการณ์ต่างๆ

สองคือ สะท้อนว่าแต่ละพรรคนั้นแสดงวิสัยทัศน์ชี้ให้เห็นปัญหาที่ไม่เคยมีการพูดถึงมาก่อนได้ไหม

สามคือ แต่ละพรรคอธิบายได้ไหมว่าจะพาสังคมไปยังสภาวะที่ใฝ่ฝัน และแก้ปัญหาที่คนอื่นนึกไม่ถึงได้อย่างไร

เอาเข้าจริงสิ่งที่ประเทศนี้กำลังขาดก็คือ การที่จะมีกลุ่มคน หรือสถาบันที่เป็นกลางระดับหนึ่ง หรือสื่อที่มีคุณภาพและเครือข่ายเพียงพอ ในการไล่ประเมินผลงานของรัฐบาลที่เป็นอยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนป้ายหาเสียงนั้น กับสิ่งที่รัฐบาลนั้นทำไปแล้ว หรือละเลย หรือทำผิดพลาดไปนั้น มันเป็นอย่างไร

เรื่องนี้สำคัญ เพราะฝ่ายรัฐบาลเองก็ลงมาหาเสียงเช่นกัน แถมก็นำเสนอนโยบายแบบลดแลกแจกแถมเช่นกัน

ประการที่สองคือ เราสนใจแต่จะคาดการณ์กันว่าการซื้อเสียงจะรุนแรงแค่ไหน หรือพยายามอธิบายว่าการเมืองเต็มไปด้วยนักการเมืองที่ไร้คุณภาพ และพร้อมจะซื้อเสียงเพื่อให้ตนเข้ามาเป็นรัฐบาล

คำถามก็คือ ในวันนี้รัฐบาลมีคุณภาพเพียงพอไหม
และไม่ได้ซื้อเสียงเหรอ

เส้นแบ่งที่บางมากในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองก็คือ สิ่งที่รัฐบาลนั้นทำอยู่ กับสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ เพื่อใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อธิบายง่ายๆ ได้ว่า เรื่องบางเรื่องรัฐบาลนั้นก็ทำมาตั้งแต่วันแรก และบางเรื่องทำไมเพิ่งจะมาทำ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณทั้งที่นี่ก็โค้งสุดท้ายในการบริหารแล้ว และเป็นโค้งแรกของการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เราคงไม่สามารถแยกแยะได้อย่างเด็ดขาดว่า อะไรที่รัฐบาลทำแล้วไม่ใช่การหาเสียง กับอะไรที่เป็นการหาเสียง แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่าบางเรื่องทำไมไม่ทำมาในช่วงแปดปี แต่คราวนี้เพิ่งจะมาพูดและอนุมัติงบประมาณเอาท้ายสมัยการบริหาร

สิ่งที่เราควรตั้งข้อสงสัยนั้นมีความเป็นไปได้จริงอยู่ และส่วนหนึ่งที่จะพัวพันกับสิ่งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องออกมาโวยวายว่า รัฐบาลทำทุกเรื่องเพื่อเป็นการหาเสียง เพราะนั่นคือความได้เปรียบของเขาอยู่แล้ว เพราะเขาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระดับหนึ่งให้เข้ามาบริหารประเทศ

สิ่งที่ต้องตั้งสงสัยอาจจะเป็นเรื่องทางวิชาการเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย ในแง่ที่ว่า เราต้องตั้งหลักอยู่บางประเด็น

หนึ่ง การบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการและงบประมาณนั้นทำลงไปในพื้นที่เพื่อให้รัฐบาลนั้นได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง หรือเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นว่าจะเป็นระดับของรัฐบาล แต่ต้องไปดูความสามารถของ ส.ส. แต่ละคนว่ามีความสามารถเพียงพอไหมในการดึงเอางบประมาณและโครงการต่างๆ ลงไปในพื้นที่ของตน

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน

สอง อะไรคือโครงการและการอนุมัติงบประมาณที่มีความโจ่งแจ้งมากๆ ว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะแสวงหาการสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป มันเป็นโครงการแบบใด ในช่วงเวลาไหน เช่น โครงการและอุดหนุนรัฐบาลท้องถิ่น โครงการเพื่อการศึกษา

สาม การอนุมัติโครงการและงบประมาณเหล่านี้มีลักษณะถ้วนทั่ว หรือให้ในบางพื้นที่เท่านั้น

สี่ ในการอนุมัติงบประมาณไปตามพื้นที่ต่างๆ นั้น นอกจากสามประเด็นที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับฐานเสียงสนับสนุนในพื้นที่นั้นอย่างไร เช่น ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ฝ่ายต่อต้าน/ค้าน และฝ่ายที่เป็นคะแนนที่อาจเปลี่ยนขั้วได้ (swing vote)

ข้อค้นพบหนึ่งในสวีเดนเมื่อสักยี่สิบปีก่อนก็คือ รัฐบาลมุ่งหวังเอาอกเอาใจคะแนนเสียงส่วนที่สามารถเปลี่ยนขั้วข้างได้ แม้ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นรัฐบาลจากพรรคสังคมนิยมก็ตาม

(บางส่วนพัฒนามาจาก M.Dahlberg and E.Johansson. 2002. On the Vote-Purchasing Behavior of Incumbent Governments. The American Political Science Review. 96:1 (March) 27-40)

เมื่อพิจารณาในสังคมไทยในปัจจุบัน ผมคิดว่าเรื่องราวที่ได้นำเสนอไปมีความน่าสนใจ และทำให้เราได้เปิดมุมมองใหม่ๆ และพัฒนาแนวคิดในเรื่องการซื้อเสียงโดยรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าเรื่องนี้อาจเอาผิดได้ยากในกรอบกฎหมายที่เป็นอยู่ และหลายเรื่องอาจจะไม่จำเป็นต้องเอาผิด แต่สามารถตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์ได้

ข้อสังเกตประการแรกก็คือ ในสังคมไทยนั้นยังเป็นสังคมที่รวมศูนย์อำนาจอยู่มาก ดังนั้น การที่รัฐบาลกลางจะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ลงไปในพื้นที่นั้นก็กระทำได้ง่ายกว่าการอนุมัติงบผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ประสิทธิภาพและประสิทธิผลอาจจะเป็นคนละเรื่อง)

แต่กระนั้นก็ตาม คงต้องไปดูด้วยว่าแม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่นักการเมืองที่ทรงบารมีก็อาจจะสามารถวิ่งเต้นโครงการและงบประมาณมาลงในพื้นที่ได้เช่นกันและในเรื่องนี้ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเป็นรัฐบาล

ในอีกส่วนหนึ่งก็คือ นักการเมืองในระดับท้องถิ่นเองก็จะต้องบริหารความสัมพันธ์และความภักดีในการเมืองที่อิงกับการเลือกตั้ง ประการแรก เขาอาจสังกัดบ้านใหญ่ หรือเป็นหัวคะแนน แต่เขาเองก็จะต้องวิ่งเต้นในหลายระดับเพื่อให้มีงบประมาณเข้ามาในพื้นที่

ข้อสังเกตประการที่สอง ก็คือ สังคมไทยในปัจจุบันเข้าสู่สภาพสองขั้วหลายกลุ่ม ดังนั้นย่อมจะมีความเป็นไปได้ที่ (ฝ่าย) รัฐบาลจะหาเสียงผ่านการผลักดันงบประมาณและโครงการทั้งในแบบตั้งแต่วันแรก และในช่วงโค้งสุดท้าย

ประเด็นจึงอยู่ที่อันไหนคือ ความพยายามของประยุทธ์ในโค้งสุดท้าย เพราะส่วนมากประยุทธ์นั้นอยู่มาโดยไม่ได้แคร์เรื่องนี้มาก่อน และปล่อยให้ระบบราชการทำงานไป

และอะไรเป็นความพยายามของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล เขาทำโครงการอะไรจริง และเขาผลักดันได้มากแค่ไหน

อีกทั้งเขานำโครงการและอนุมัติงบประมาณไปยังพื้นที่ไหน ระหว่างพื้นที่ฐานเสียงของเขา พื้นที่ที่ไม่เอาเขา และพื้นที่ของพวกสะวิงที่เปลี่ยนขั้วข้างได้

เรื่องเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจการเมืองไทยเพิ่มเติมไปจากข้อถกเถียงเรื่องระบบอุปถัมภ์ และการมองว่าการเมืองนั้นพ้นจากระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่นเข้าสู่ระบบพรรคที่เน้นโครงการระดับประเทศที่นำโครงการลงในพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อแสวงหาคะแนนเสียง แล้วผลตอบรับในแต่ละพื้นที่นั้นเป็นเช่นนั้นจริงไหม

มาสู่การศึกษาความเป็นจริงในการผสมผสานตัวแบบอุปถัมภ์ที่นักการเมืองวิ่งเต้นงบและโครงการได้ มาเข้าใจว่าพรรคต่างๆ เอาโครงการใหญ่ลงที่ไหน และมีโครงการย่อยมาลงในบางพื้นที่หรือไม่ และพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของฝ่ายไหน

เพราะในประเทศไทยนั้น การย้ายพรรคไปมา และมีพรรคหลายพรรคอาจจะให้มีความเป็นไปได้ว่าเราต้องพัฒนากรอบคิดที่ซับซ้อนขึ้นในการทำความเข้าใจเส้นทางของโครงการและงบประมาณต่างๆ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และชาติในแต่ละช่วงเวลา