‘พิธา’ หวัง กทม.เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ หวังคะแนนเพิ่ม เผยจุดเด่นพรรคคือแคนดิเดต-นโยบายที่จับต้องได้ ไม่หวั่นผลโพลชาวอุดรเลือก ก.ก.เป็นอันดับ 2 ลั่นตอนนั้นยังไม่ได้ลงพื้นที่ มอง พท.ไม่จับมือ พปชร.-รทสช. มีจุดยืนใกล้เคียงกัน ยันไม่ว่ายังไงก็ไม่ทำให้จุดยืนพรรคสับสน
เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 12 มีนาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตั้งเป้าหมายการลงพื้นที่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายพิธากล่าวว่า กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเราอยู่แล้ว ปี 2562 เราได้คะแนนมากว่า 800,000 คะแนน เป็นป๊อบปูลาร์โหวต ฉะนั้น ทั้ง 33 เขตที่เราส่งผู้สมัครลงเป็นเขตที่เราหวังผลทั้งหมด เป็นเขตที่เราหวังจะรักษาเขตเดิม และเพิ่มเติมเขตใหม่ด้วยคะแนนเก่าที่เรามีด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยแคนดิเดตที่มีทั้งความสด ความใหม่ คนที่ทำงานในพื้นที่มาโดยตลอด และเริ่มที่จะพิสูจน์ได้ว่าคำว่า “ส.ส.แบบพื้นที่ดี สภาเด่น” เป็นลักษณะแบบไหบ้าง รวมถึง ส.ก.ของเราในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประสบการณ์ในการทำงานของพวกเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับคนกรุงเทพฯได้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือการแก้ไขปัญหาที่มาจากส่วนกลาง
เมื่อถามว่า การมี ส.ส.เขตหน้าเดิมในกรุงเทพฯจะมีผลอย่างไรกับการหาเสียงของพรรคหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้พิสูจน์แล้ว และวันนี้จะได้รับฟังจาก นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. และ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.เขตบางขุนเทียน กทม.และรองเลขาธิการพรรค ก.ก. สองคนนี้เป็น ส.ส.ที่แก้ไขปัญหาในพื้นที่มาโดยตลอด ปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วม เรื่องเกี่ยวกับรถติด แต่ในขณะเดียวกันในสภาเขาก็เป็นคนอภิปรายเรื่องสุราก้าวหน้า ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องเคหะ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้ ส.ส.พื้นที่ดี สภาเด่น ก็ต้องพรรค ก.ก.เท่านั้น

เมื่อถามว่า มองว่าจุดเด่นในพื้นที่ กทม.ของพรรค ก.ก.คืออะไร นายพิธากล่าวว่า จุดเด่นก็คงเป็นแคนดิเดตและนโยบายที่จับต้องได้ อย่างที่ทุกคนอาจจะทราบดีว่าวันนี้ค่า PM2.5 อยู่ที่ 150 ก็เป็นพรรค ก.ก.และเป็น ส.ก.ของพรรคที่จะนำเสนอข้อบัญญัติในเรื่องรถเมล์ไฟฟ้าให้ภายใน 7 ปี ซึ่งก็เป็นสาเหตุต้นตอสำคัญสำหรับ PM2.5
นายพิธากล่าวว่า ส่วนปัญหาเรื่องเกี่ยวกับขยะล้น เราก็เสนอว่าให้มีการเก็บค่าขยะสำหรับห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม คิดว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2-3 ครั้งที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าพรรค ก.ก.สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
เมื่อถามถึงความคิดเห็นนิด้าโพลที่เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง “คนอุดรธานีเลือกพรรคไหน” ซึ่งพรรค ก.ก.ได้อันดับสอง นายพิธากล่าวว่า ไม่หวั่นไหว ตั้งใจทำงานต่อเต็มที่ ได้อ่านโพลแล้วเป็นช่วงวันที่ 24 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2566 เป็นช่วงที่ยังไม่ได้ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี แต่ตอนไปจ.อุดรธานี เขต 1 นั้นถึงจะไม่มีการปราศรัยใหญ่ แต่ไปช่วยว่าที่ผู้สมัครหาเสียงและลงพื้นที่กับพี่น้องไทยจีน และไปที่สวนสาธารณะ โดยพูดกันว่าที่ จ.อุดรธานี มีสวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงพอสมควร และเป็นสวนสาธารณะเปิดที่ทำให้มีการค้าขายดี

นายพิธากล่าวว่า เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการทำงานของเราในพื้นที่ จ.อุดรธานี ที่แพ้ไปแค่ 3,000 คะแนน จะได้รับความนิยมและได้รับความมั่นใจจากพี่น้องชาวอุดรฯมากขึ้น เรื่องของโพลก็เป็นเรื่องสำคัญในการประกอบการตัดสินการทำงานทางการเมืองก็จริง แต่สำหรับตนแล้ว “โพลขึ้นไม่หลง โพลลงไม่ท้อ” เราทำงานเต็มที่เพื่อพี่น้องประชาชนต่อแน่นอน
เมื่อถามว่าในการลงพื้นที่ภาคกลางจะมีคนจากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ไปช่วยหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตอนนี้มี นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค และ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ส่วนของตนเองไปที่ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช 2-3 เขต และ จ.กระบี่ ส่วน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อยู่ที่ จ.ระนอง
นายพิธากล่าวว่า ตอนนี้จะเห็นว่าพรรค ก.ก.ลงพื้นที่กันอย่างเต็มที่ ทำงานกันเป็นทีม การทำงานแบบก้าวไกลคือ 1 บวก 1 เท่ากับ 3 ไม่ใช่ 1 บวก 1 เท่ากับน้อยลง เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็ทำงานเต็มที่ในทุกภาค ไม่ลืมภาคใดภาคหนึ่ง ไม่ลืมเขตใดเขตหนึ่ง ไม่ลืมประชาชน ทำงานเต็มที่เพื่อที่จะให้การเลือกตั้งนี้อย่างน้อยขอ 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขตไว้รับใช้ทุกท่านในพื้นที่ ใบที่สองเพื่อให้ก้าวไกลเข้าไปเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงรัฐบาล และให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยให้ได้

เมื่อถามถึงการที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศชัดเจนเรื่องการไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพิธากล่าวว่า นับว่าเป็นจุดยืนที่ใกล้เคียงกันกับพรรค ก.ก.แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้จุดยืนของพรรคหวั่นไหว หรือสับสนแต่อย่างใด จุดยืนของเราพูดกับสื่อมวลชนหลายครั้งมากแล้วว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านถ้าเรารวมพลังกันเป็นขั้วประชาธิปไตยสามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด และมีนโยบายที่ใกล้เคียงกันที่จะต่อสู้กับความท้าทายปัจจุบันของประเทศไทยมากที่สุด
นายพิธากล่าวยืนยันว่า พรรค ก.ก.ไม่มีวันร่วมมือกับพรรคมหาจำแลงอย่างพรรค รทสช.และพรรค พปชร.อย่างแน่นอน นี่คือจุดยืนเดิมของพรรค ก.ก.ที่พูดมาเป็นเวลานาน และวันนี้ก็ยังพูดเหมือนเดิม
เมื่อถามถึงกรณีที่วันนี้มีประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้สนับสนุนพรรคและมาชูป้ายในพื้นที่เวทีหาเสียง นายพิธากล่าวว่า ไม่มีปัญหา เป็นพื้นที่สาธารณะ และทุกคนมีสิทธิ มีเสียงในการแสดงออก แต่ว่าส่วนหนึ่งในระบบแบบประชาธิปไตยคือการใช้การพูดคุยกัน อย่างวันนี้เป็นเวทีการหาเสียงของพรรค ก.ก.ที่ตนและว่าผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนต้องการมาพูดกับพี่น้องประชาชน เชื่อว่าในวันหนึ่งพวกเขาก็จะมีเวทีและมีเวลาที่จะพูดในสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างมีวุฒิภาวะแน่นอน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ชูป้าย ‘ใกล้กาว’ บุกเวทีก้าวไกล ‘ช่อ’ รุดถามรู้ความหมายไหม เจอตอบ ‘อ่านไม่ออก’
- โพลนิด้าชี้ คนอุดรฯ เลือก ‘เพื่อไทย’ ตามด้วย ‘ก้าวไกล-รวมไทยสร้างชาติ’

