เดินหน้าชน : เสียงใครดังกว่ากัน

13.03.23 | 13:05 น.

 การประกาศของหมอชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความฮึกเหิมปลุกกำลังใจให้เหล่าสมาชิกพรรคในการชูแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่แค่ต้องได้ ส..มากกว่า 250 ที่นั่ง ดังที่เคยลั่นวาจาไว้ประมาณ

1 ปีที่แล้ว แต่ใน พ..นี้ที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ต้องการให้ได้ ส.. 310 เสียงขึ้นไป การปิดสวิตช์ ส..ยังไม่พอ แต่ต้องแข็งกร้าวและให้ได้มากกว่าเดิม 

ตามที่หมอชลน่านบอกไว้ระบอบประยุทธ์ อันเป็นระบอบที่อันตรายมาก ทำลายโอกาสของประชาชน ดังนั้น 310 เสียงเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราต้องร่วมสู้กันต่อไป เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยและยังบอกต่อไปว่าการมุ่งปักธง 310 เสียง หมายถึงคนกาบัตรที่เลือกข้างฝั่งเดียวกันนี้ ไม่มีคำว่ารักพี่เสียดายน้อง ไม่มีแบ่งคะแนน ต้องเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งคนทั้งพรรค 

..แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊งก็ชัดเจนว่า เป้าหมายแลนด์สไลด์ 310 เสียง เพื่อเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง หวังว่าคะแนนเสียงถล่มทลายจะทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลมีนายกรัฐมนตรีจากประชาชนอย่างแท้จริง 

หากย้อนตำนานการเลือกตั้ง ส..ในประเทศไทย เมื่อปี 2548 “ทักษิณ ชินวัตรในวัย 56 ปี ขณะนั้น นำพรรคไทยรักไทยเข้าวินแบบถล่มทลาย ผลการนับคะแนน ส..แบบแบ่งเขต ไทยรักไทยได้รวม 16.5 ล้านเสียง คิดเป็น ส.. 310 เสียงจากจำนวน 400 เสียง มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งสำคัญนำโดยบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ได้มา 7.4 ล้านเสียง คิดเป็น ส.. 70 เสียง 

Advertisement

เมื่อเอาคะแนนกาบัตรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยเกือบ 19 ล้านเสียง คำนวณออกมาได้ ส..ในส่วนนี้ไปอีก 62 เสียง รวมเบ็ดเสร็จ พรรคไทยรักไทย ได้ ส..ในสภา 377 เสียง ส่วนประชาธิปัตย์ พรรคอันดับสอง คำนวณ ส..บัญชีรายชื่อได้แค่ 26 เสียง รวมมี ส.. 96 เสียง ต้องกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกครั้ง 

ถือเป็นจำนวน ส..ของไทยรักไทยทิ้งห่างประชาธิปัตย์เกือบ 4 เท่าตัว 

สำหรับการต่อสู้ของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2548 เทียบกับ ปี 2566 ที่กำลังจะมีขึ้น ได้อยู่บนเงื่อนไขและบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวบทรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กำหนด ส..ระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นมา ทำให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ผู้สมัคร ส..ต้องสังกัดพรรค และที่มาของนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เป็นการให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองใหญ่ ส่วนพรรคเล็กก็หมดความหมาย

แตกต่างจากปัจจุบัน แม้จะเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ที่มาของนายกฯ ต้องมาจากที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนกับวุฒิสภาแต่งตั้ง โดยใช้บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเสนอแคนดิเดตนายกฯ ไว้ล่วงหน้ากับ กกต. อีกทั้งพรรคที่มีสิทธิเสนอนั้นจะต้องได้ ส..ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวน ส..ทั้งหมดในสภา หรือต้องได้อย่างน้อย ส.. 25 เสียงขึ้นไป พ้นจากนี้ หากไม่สามารถเลือกจากบัญชีพรรคการเมืองได้ ก็ต้องเลือกนายกฯคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ เลยก็ได้

เท่ากับเป็นการลดความศักดิ์สิทธิ์ของพรรคการเมืองและเสียงของมหาชน

ขณะที่การเลือกตั้งในปี 2562 หรือ 4 ปีก่อน ที่มาของนายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว หลักการของการได้ ส..ระบบบัญชีรายชื่อก็คิดแบบระบบสัดส่วน ใช้สารตั้งต้นจากคะแนนรวม ส..เขต และยังมี ส.. 250 เสียง ที่ถูกมองว่าเป็นผู้กำหนดชะตาของประเทศอยากจะได้นายกฯแบบไหน

เมื่อกล่าวถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทุกพรรคการเมืองต้องใช้กติกาการเลือกตั้งเดียวกัน แต่เนื้อในกลับมีความยากง่ายในการคิดและการประเมินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พรรคการเมืองหนึ่งพยายามคิดให้ไกลกว่าเดิม หลุดพ้นจาก 250 .. ส่วนอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่ต้องคิดขนาดนั้น

การเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมนี้บนวิถีทางของรัฐธรรมนูญ จะเป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างเสียงประชาชนทั้งประเทศจะขึ้นมาผงาดเพื่อกลบเสียงตั้งต้นดังกล่าวไว้ได้หรือไม่ 

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน