หน้าแรก Election Slide ‘พริษฐ์’ ตอบช...

‘พริษฐ์’ ตอบชัดจุดยืนก้าวไกล ‘ม.112-ม.116’ ย้ำต้องเปิดพื้นที่พูดปัญหา ชง ลดโทษจำคุก

13.03.23 | 15:20 น.

‘พริษฐ์’ ตอบชัดจุดยืนก้าวไกล ‘ม.112-ม.116’ ย้ำต้องเปิดพื้นที่พูดปัญหา ชง ลดโทษจำคุกเหลือ 0-1 ปี ย้ำวิจารณ์สถาบันฯ ได้โดยสุจริต ยัน ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ต้องลดกำลังพล-สวัสดิการนายพล ดึงธุรกิจกองทัพให้รัฐบาลพลเรือนกำกับ ปิดประตูรัฐประหาร-นิรโทษกรรม

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 เวทีแรกของแคมเปญ “มติชน : เลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย” ซึ่งจัดที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) ภายใต้หัวข้อ “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง” ที่มีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองร่วมขึ้นเวทีประชันนโยบาย

ในรอบที่ 1 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล ตัวแทนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวในหัวข้อ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 พรรคก้าวไกลจะรับมือหรือคลี่คลายกรณีที่สังคมที่มีข้อเห็นต่างข้อกฎหมายอย่างไร ว่า ในมุมมองพรรคก้าวไกล ยืนยันว่ามาตราทั้งสองมาตรา เป็นเรื่องในเชิงของการบังคับใช้ และเนื้อหาสาระที่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพของการแสดงออก เราจึงเสนอว่าต้องพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาว่าจะทำอย่างไรให้กฎหมายทั้งสองมาตรานี้ได้ทบทวนแก้ไข สำหรับมาตรา 112 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง และการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

พรรคก้าวไกลมองว่ามี 3 ปัญหาที่เสนอแก้ไข คือ 1.ปัญหาการบังคับใช้ เพราะกฎหมายเขียนว่าเป็นกฎหมายการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่หลายครั้งถูกนำมาใช้ในกรณีที่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นการหมิ่นประมาท อย่างชัดเจนที่สุดคือเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว มีคนที่ถูกดำเนินคดี และตัดสินจากการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซี พรรคก้าวไกล จึงเสนอให้แก้ไขการเขียนให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต โดยเขียนว่าให้ชัดเจนว่า ถ้าเป็นการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และเป็นการติชมโดยเป็นธรรมก็สามารถกระทำได้

นายพริษฐ์กล่าวว่า 2.ปัญหาความหนักของโทษ หากเปรียบเทียบกับกฎหมายหมิ่นประมาทในประเทศอื่นที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราจะเห็นว่าโทษจำคุก 3-15 ปีในกรณีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ของไทย ถือว่าสูงกว่ามาตราฐานสากลเป็นอย่างมาก พรรคก้าวไกล จึงเสนอให้ลดโทษลดโทษจำคุก 0-1 ปี และ 3.ปัญหาเรื่องผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ปัจจุบันมาตรา 112 ที่อยู่ในหมวดความมั่นคง ทำให้ใครสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษใครก็ได้ เราจึงเกรงว่า จะทำให้เกิดปัญหาในหลายมิติ เช่น การนำมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จึงสร้างภาระในการพิสูจน์ทางกฎหมายของฝ่ายตรงข้าม และบางครั้งเมื่อนักการเมืองหรือข้าราชการทำการทุจริต นำชื่อของสถาบันฯ หรือตั้งชื่อเป็นโครงการพระราชดำริมาปกปิด เพื่อให้คนทั่วไปหวาดกลัวที่จะตรวจสอบ ถ้ามีการเปิดโปงว่าโครงการนั้นมีการทุจริต สถาบันจะเสียหาย ทั้งที่ความจริงอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นเลย พรรคก้าวไกล จึงเสนอให้จำกัดผู้มีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ให้เป็นตัวแทนของผู้เสียหายเพียงผู้เดียว คือ สำนักพระราชวัง

Advertisement

“เราเชื่อว่าถ้าเรามีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 112 ตามทั้ง 3 ข้อเสนอนี้จะทำให้เรามีกฎหมายคุ้มครองประมุขฐานหมิ่นประมาทและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนและพระมหากษัตริย์ ส่วนมาตรา 116 เป็นมาตราที่อุปสรรคต่อเสรีภาพการแสดงออกเช่นกัน ที่เขียนไว้ค่อนข้างกว้างว่าอะไรเข้าข่ายการยุยงปลุกปั่น จึงต้องทบทวนจำกัดนิยามให้แคบลง เพื่อไม่ให้ใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ผมทิ้งท้ายว่าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฉบับใดในประเทศนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ” นายพริษฐ์กล่าว

สำหรับหัวข้อคำถามที่ว่า พรรคก้าวไกลมีจุดยืนและข้อเสนอการปฏิรูปกองทัพอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคก้าวไกลมี 5 เป้าหมายในการปฏิรูปกองทัพ คือ 1.การทำให้กองทัพไม่แทรกแซงการเมือง โดยให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเมือง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเขียนข้อบัญญัติบางอย่างปิดช่องการรัฐประหาร เช่น การให้ประชาชนสามารถต่อต้านรัฐประหาร การไม่ให้ศาลรับรองการรัฐประหาร และการไม่ให้มีการนิรโทษกรรมผู้ทำรัฐประหาร นอกจากนี้ เราต้องยกเลิกกลไกพิเศษ เช่น สภากลาโหม หรือบอร์ดแต่งตั้งนายพล ที่กระทรวงกลาโหมมีอยู่ แต่กระทรวงอื่นไม่มี ทำให้ทิศทางของกองทัพถูกกำหนดโดยกองทัพมากกว่าตัวแทนของประชาชนหรือรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง จึงต้องยกเลิกกลไกพิเศษ

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า 2.กองทัพต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ คือการจัดตั้งผู้ตรวจการกองทัพ ที่ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าไปตรวจสอบกองทัพว่าใช้อำนาจไม่ชอบธรรมหรือไม่ หรือใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสหรือไม่ โดยต้องเพิ่มความโปร่งใสในธุรกิจกองทัพ เพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่ามีรายได้เท่าใด รวมถึงการดึงธุรกิจของกองทัพมาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ถ้ากำลังพลต้องการสวัสดิการอะไรก็มาขอผ่านกระบวนการปกติ 3.การทำให้กองทัพเท่าทันโลก คือการลดขนาดกองทัพลง 30-40% เพราะปัจจุบันภัยคุกคามด้านความมั่นคงเปลี่ยนรูปแบบไป ไม่สามารป้องกันได้ผ่านจำนวนกำลังพลได้อีกต่อไป และการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปิดให้ผู้ที่อยากเป็นทหารสมัครใจเข้าไปเป็นเท่านั้น ไม่มีการบังคับการเกณฑ์ผู้ที่ไม่อยากเป็นทหาร เพราะจะทำให้สูญเสียเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการเดินตามความฝันของตัวเอง ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงไม่ควรดึงคนออกจากตลาดแรงงานมากไปกว่านี้ 4.การไม่ให้ทหารถืออภิสิทธิ์เหนือประชาชน และพลเรือน เพราะปัจจุบันสวัสดิการของนายพล ยังมีหลายส่วนที่มากกว่าข้าราชการพลเรือนทั่วไป เช่น ค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่ง ที่ 70% อยู่ที่กระทรวงกลาโหม และ 30% อยู่กับข้าราชการพลเรือน ท้ายที่สุดคือการทำให้พลทหารทุกระดับชั้นปลอดภัยมั่นคงมีอนาคตไม่ถูกธำรงวินัย และให้มีสวัสดิการที่เพียงพอ มีอนาคตก้าวหน้าได้