หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ ถึงการแสดงออกของประชาชนผู้เห็นต่างนักการเมือง และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ควรวางตัวและมีมาตรการรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ในสังคมประชาธิปไตยทุกคนมีความเห็นต่างได้ แต่ต้องเคารพความเห็นต่างอีกฝั่งหนึ่ง ความเห็นต่างนี้จะต้องเป็นไปตามสังคมการเมืองแบบอารยะ
จะต้องไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ด้อยค่า หรือไปตะโกนด่ากัน แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกคนเห็นต่างมีที่ยืนในสังคมการเมือง
พฤติกรรมที่แสดงออกในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยไม่ยอมเรียนรู้ในเรื่องนี้เลย คืออยากจะเป็นประชาธิปไตย แต่วิถีของประชาชนจำนวนมากที่เห็นต่างทางการเมือง ไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย คือ
มีความคิดว่าความเห็นของตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ใครเห็นต่างกับตัวเองถือว่าผิดไปหมดเลย และด้อยค่าคนอื่น อาทิ เรียกว่าสลิ่ม คนตกยุค ตกโลก ขบวนการเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่มีสามัญสำนึกในการเมือง
ในการแก้ไขปัญหาจะต้องให้ความรู้ทางการเมืองกับประชาชนให้ถูกต้องว่า สังคมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และจะต้องให้เกียรติความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองที่ต่างไปจากเรา แต่ต้องไม่ใช่วิธีการที่ด้อยค่า และใช้วิธีการที่รุนแรงในการที่จะเข้าแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง ต้องใช้สถาบันการศึกษา องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย แม้กระทั่ง กกต.เองก็สมควรให้ความรู้กับประชาชนด้วย เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงกลไกการเข้าสู่อำนาจ ถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้ง และมีการแสดงความเห็นต่างในลักษณะรุนแรง หรือมีพฤติกรรมในลักษณะที่กล่าวมา จะเกิดปัญหาในระยะยาว
ส่วนตำรวจ ในบทบาทและหน้าที่แล้วจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าจะให้ดีจริงๆ จะต้องอยู่ในสามัญสำนึกของคน ของประชาชนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ตำรวจเอาไว้ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย
ด้าน กกต. ซึ่งในความเป็นจริงจะต้องเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการเมืองของประชาชนด้วย รวมทั้งสถาบันการศึกษาทั้งหมด ตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย จะต้องช่วยเหลือกัน
ในการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม ในฐานะนักวิชาการมองว่า 1.การเรียนรู้ในเรื่องประชาธิปไตยในสังคมไทย จะต้องเอาจริงเอาจังตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม อุดมศึกษา จะเรียนในเรื่องเหล่านี้ ไม่เฉพาะเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น แต่เรียนในเรื่องประชาธิปไตยคืออะไร วิถีชีวิต ประชาธิปไตยคืออะไร ความเห็นต่างคืออะไร การอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องให้ความรู้ทุกคน 2.หลังจากมีความรู้แล้ว จะต้องมีเรียนวิถีปฏิบัติทางการเมือง จะต้องเอากันอย่างจริงจัง 3.ต้องมีกฎ ข้อบังคับ มีกฎหมายจะต้องกำกับอีกชั้นหนึ่งว่า ในความเห็นต่างของการเมืองแต่ละฝ่ายนั้นมีคุณค่า ไม่ใช่ไปด้อยค่า หรือไปใช้ความรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
หากมีนักการเมืองพยายามสร้างสถานการณ์ทางการเมืองและป่วนฝ่ายตรงข้าม เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายถ้าพิสูจน์ได้ ผมเสนอให้ยกเลิกสิทธิการเมืองตลอดชีวิต สาเหตุเพราะไปทำลาย สร้างความแตกแยกชุมชนทางการเมือง จึงต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเป็นพลเมืองแห่งรัฐจะต้องหายไปด้วย โดยไม่ให้สิทธิเข้าสู่เส้นทางการเมือง คือ มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
หากมองการเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2566 มีแนวโน้มความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพราะว่าการแข่งขันของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้มข้นรุนแรง ประชาชนมีความแตกแยกกันอย่างรุนแรง และมีความเห็นต่างสุดขั้วทางการเมือง
ในฐานะนักวิชาการอยากเห็นความร่วมไม้ร่วมมือความจริงใจของพรรคการเมือง นักการเมือง เพราะสามารถช่วยได้ และขอความร่วมมือกับแฟนคลับ กองเชียร์ ให้ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และอย่าใช้วิธีการที่นอกเหนือจากประชาธิปไตย ไม่ว่า ตำรวจ กกต.จะต้องช่วยกันเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ก็หวังว่าทุกฝ่ายช่วยเหลือกัน ความรุนแรงทางการเมืองก็จะไม่เกิดขึ้น

ทัศนัย เศรษฐเสรี
อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
ประเทศที่มีประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิชุมนุม ประท้วงขับไล่ผู้นำประเทศได้ ถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงออกความคิดเห็นโดยสุจริต เปิดเผย เพื่อใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น หรือผู้เห็นต่าง จนนำไปสู่การกระทบกระทั่ง อาจเป็นชนวนไปสู่ความรุนแรงได้
กรณีผู้ชุมนุมประท้วง ขับไล่ผู้นำประเทศชูป้าย ตะโกนด่า เพื่อระบายความรู้สึกนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี ดูถูก เหยียดหยาม หรือก้าวร้าวเกินไป อาจถูกฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทได้ ควรมีสติ ใช้วิจารณญาณ ไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ที่เสี่ยงต่อคดีดังกล่าว
ดังนั้นการแสดงออก เพื่อสะท้อนความคิดเห็นใดๆ ควรยึดหลักทางสายกลางให้อยู่ในความพอดี ไม่สร้างความแตกแยก เชื่อว่าประชาชนสนับสนุนมากกว่า
ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยควรมีการเจรจากลุ่มที่เห็นต่าง และกลุ่มสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อกำหนดพื้นที่ หรือโซนแสดงออก พร้อมกั้นโซนดังกล่าว ไม่ให้เผชิญหน้ากัน โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลทั้งสองฝั่ง หากมีการละเมิดข้อตกลง หรือป่วนการชุมนุม ต้องใช้วิธีเจรจาและปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม ไม่ใช้วิธีล็อกตัว ใช้มือปิดปาก จนเกิดการปะทะกัน อาจทำให้ผู้ชุมนุมประท้วงได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งประชาชนสามารถฟ้องร้องได้ เพราะใช้กำลังข่มขู่และใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ปรากฏในสายตาประชาชน และนานาชาติ ที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวไปทั่วโลก
ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความคิดเห็น ทำนองว่า ไม่โกรธคนชุมนุม ที่ชู 3 นิ้วประท้วง แต่ให้ไปหาหมอดูแลรักษานั้น สะท้อนถึงวุฒิภาวะ และพฤติกรรมผู้นำประเทศ ที่ชอบท้าทาย ไม่รับฟังความคิดเห็นใดๆ เพื่อแสดงอำนาจ ว่าอยู่เหนือประชาชนเพราะเคยชินกับอำนาจนิยม กลุ่มอนุรักษนิยมมาโดยตลอด
นอกจากนี้ เป็นการส่งสัญญาณ หรือสื่อสารไปยังเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลความสงบเรียบร้อย สามารถใช้กำลังและความรุนแรงต่อประชาชนได้ ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ควรปรามเจ้าหน้าที่ ไม่ให้กระทำการเกินกว่าเหตุ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว และขอโทษประชาชนด้วยความจริงใจ มากกว่าไปให้ท้ายเจ้าหน้าที่ หรือส่งเสริมให้กระทำผิดกฎหมายมากขึ้น อาจทำให้การชุมนุมประท้วงขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ขยายวงกว้างได้
ในทางกลับกัน มีผู้เห็นต่างประท้วง ชุมนุมขับไล่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่เปิดตัวว่า ผู้สมัคร ส.ส.ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านนั้น แต่เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ได้ห้ามปราม เหมือนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ที่ จ.ราชบุรี สะท้อนถึงสองมาตรฐาน และเลือกปฏิบัติชัดเจนสร้างความไม่พอใจให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคดังกล่าว ดังนั้นต้องปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ลำเอียง หรือชี้นำใดๆ เพื่อความเป็นธรรม เท่าเทียมกัน
สุดท้าย การสนับสนุน หรือเห็นต่าง ต้องแสดงพลังไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หย่อนบัตรลงคะแนน เพื่อแสดงออก หรือเจตนารมณ์ทางการเมืองว่า ต้องการพรรค และผู้สมัครคนไหน เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และได้ผู้นำประเทศ คนที่ 30 น่าจะเป็นทางออกอย่างสันติวิธี ภายใต้กฎกติกาที่ทุกคนยอมรับได้

เอกชัย ไชยนุวัติ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
กรณีมีผู้เห็นต่างเข้าไปในพื้นที่หาเสียงของพรรคการเมืองนั้น ผมคิดว่าเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจในการทำหน้าที่ดูแลให้ทุกความคิดเห็นสามารถแสดงออกได้อย่างสันติ สงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่รับรองในรัฐธรรมนูญ หมายความว่าตำรวจในแต่ละท้องที่ควรจัดพื้นที่โดยมีขอบเขตชัดเจนในการแสดงออก
ทั้งการสนับสนุนและคัดค้านพรรคการเมืองนั้นๆ คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นทุกสถานที่
ในส่วนของพรรคการเมืองที่หาเสียงและมีกลุ่มคนมาแสดงออก อย่างแรก คือเรื่องความปลอดภัยของทุกคน ทั้งของผู้เข้าร่วมรับฟังการหาเสียงและผู้คัดค้าน โดยขอความร่วมมือจัดพื้นที่หรือขอความร่วมมือให้แสดงออกโดยไม่ใช้กำลังทางกายภาพ ต้องวางหลักว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล ทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการบาดเจ็บต่อทุกคน พรรคการเมืองก็ควรจะขอความร่วมมือผู้ที่มาคัดค้านในการกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้อารมณ์เกิดปะทุและปะทะกันเอง
กรณีมีหญิงรายหนึ่งยืนดักขบวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ระหว่างลงตรวจราชการที่ อ.บ้างโป่ง จ.ราชบุรี เพื่อแสดงออก พร้อมตะโกนด่าและตำหนิการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่กระชาก ลากตัว และปิดปาก จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมนั้น ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นสากลที่ประชาชนจะไปวิจารณ์หรือตำหนิรัฐบาล เช่น ประชาชนในสหรัฐอเมริกาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดี ตำรวจก็จะขอให้อยู่ในพื้นที่แต่ไม่สามารถไปห้ามไม่ให้แสดงออกได้เพราะเป็นสิทธิพื้นฐาน หมายความว่าถ้ามีคนเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีก็ต้องมีคนไม่เห็นด้วย
จริงๆ เหตุการณ์ที่ จ.ราชบุรี ถ้าตำรวจไม่ห้ามบุคคลดังกล่าว ก็จะเป็นเรื่องปกติในการทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้นเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยต้องมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ใช่อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะบังคับให้มีแต่ผู้เห็นด้วย แต่เจ้าหน้าที่รัฐต้องดูแลความปลอดภัยของทุกฝ่าย
โดยกำหนดพื้นที่ให้แสดงออกได้อย่างเท่าเทียมกัน ส่วนกรณีที่มีกลุ่มคนถือป้ายใกล้กับเวทีหาเสียงของพรรคก้าวไกล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เข้าไปพูดคุย ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เห็นด้วยที่ น.ส.พรรณิการ์ มีการห้ามคนที่จะไปด่าทอกลุ่มคนดังกล่าว และต่อไปในช่วงการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคการเมืองคิดว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน
ดังนั้นจึงขอให้ตำรวจดูแลความปลอดภัยของผู้เห็นด้วยและเห็นต่างให้เท่าเทียมกัน ตำรวจไม่มีอำนาจไปห้ามคนเห็นต่าง แต่มีอำนาจที่ต้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ดูเสมือนว่าเหตุการณ์ที่ราชบุรีกับกรณีก้าวไกลในกรุงเทพมหานคร จะมีความคล้ายกันในแง่ที่มีผู้เห็นต่างทางการเมือง ออกมาแสดงท่าทีต่อต้าน หรืออาจมองว่าเป็นการป่วน ระหว่างลงพื้นที่ทำกิจกรรมหาเสียง
แน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านี้จำต้องวางกรอบความคิดต่อฝ่ายต่างๆ นับเนื่องแต่นักการเมือง ตำรวจ ไปจนถึงประชาชนว่าขอบเขตอยู่ตรงไหนอย่างไร
จากเหตุการณ์นี้สิ่งที่แตกต่างกันในแง่ตัวนักการเมือง คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล
พล.อ.ประยุทธ์ หากมองในเชิงตำแหน่งหน้าที่ก็ดี อายุก็ดี น่าจะต้องมีความสุขุมคัมภีรภาพมากกว่าทางฝั่งพรรคก้าวไกล แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงออกมาคือการโต้ตอบอย่างมีอารมณ์ชนิดยอมไม่ได้ และต่อเนื่องไปพูดบนเวทีและให้สัมภาษณ์อีก
สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความนิ่งไม่พอ ยิ่งให้สัมภาษณ์ต่อว่ายิ่งสร้างภาพเชิงลบแก่ พล.อ.ประยุทธ์ ในแง่ของการใช้ความรุนแรง เพราะเสมือนเป็นการรองรับว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่นั้นชอบแล้ว
เมื่อหันกลับไปทางพรรคก้าวไกล ภาพหรือท่วงทีเข้าจัดการที่สุขุมเยือกเย็น โดยระมัดระวังต่อภาพลักษณ์ที่จะถูกสื่อสารออกไป ด้วยการเจรจาพูดคุยกับผู้เห็นต่าง เมื่อนำมาเทียบกัน ย่อมสะท้อนว่าพรรคก้าวไกลมีความเข้าใจต่อประชาธิปไตยมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์
แน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะยังคงมีขึ้นไปจนถึงวันเลือกตั้งถ้าตราบใดการกระทำไม่ได้ล้ำเส้นของกฎหมาย การวิพากษ์วิจารณ์ หรือท่าทีที่แสดงออกย่อมอยู่บนพื้นฐานที่สามารถทำได้
นักการเมืองเองต้องสร้างภูมิคุ้มกันและต้องมองให้เป็นเหตุการณ์ปกติ ต้องอดทนในระดับที่มากกว่าคนทั่วไป ต้องเลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรง หรือดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นพฤติกรรมยืมมือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาทำลายผู้เห็นต่าง
ในมุมของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะชั้นผู้น้อยต้องระมัดระวังให้มาก พยายามใช้หลักรัฐศาสตร์นำนิติศาสตร์ อย่าตึงจนเกิดความวิตกจริตทางกฎหมาย
ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมไทยเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยน่าห่วง ต่างจากเจ้าหน้าที่ระดับ “บิ๊ก” ที่เรื่องต่างๆ จะเงียบหายไปเอง
ในแง่ของประชาชนหรือโหวตเตอร์ก็มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ เพียงแต่เส้นบางๆ ระหว่างการทำผิดกฎหมายกับเสรีภาพทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย ภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่ถอดบทเรียนได้จากประเทศพัฒนาแล้ว
คือความเป็นพลเมือง ที่แปลว่ากำลังของเมือง ตรงกันข้ามกับคำว่าภาระของเมือง ซึ่งความเป็นพลเมืองจะต้องมองว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติเหมือนดอกไม้หลากสีย่อมสวยงามกว่าดอกไม้สีเดียวทั้งสวน ความแตกต่างและอยู่ร่วมกันได้มีให้เห็นมากมายในสังคมอเมริกา
แต่ความเป็นพลเมืองสอนให้เคารพแม้ตนไม่เข้าใจสิ่งนั้นก็ตาม!

