เกาะกระแสจับขั้ว-ผูกมิตร ดีลการเมืองรับเลือกตั้ง

17.03.23 | 12:05 น.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการประเมินความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคการเมือง เริ่มส่งสัญญาณความร่วมมือสะท้อนทิศทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว  

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สัญญาณการจับมือล่วงหน้าในขณะนี้ จากกรณี พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นัดรับประทานอาหารกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มองดูแล้วพรรคภูมิใจไทยกำลังวางยุทธศาตร์เพิ่มอำนาจการต่อรอง เนื่องจากการเลือกตั้งสมัยหน้าทุกพรรคพยายามเตรียมการให้ได้ ส..เข้าสภามากที่สุด ในรูปแบบของการดูด โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยดูดพรรคพลังประชารัฐอย่างเต็มที่ 

Advertisement

ขณะเดียวกันพรรครวมไทยสร้างชาติก็ดูดพรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มที่เช่นกัน ทั้งสองฝั่งประเมินว่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่กลไกในการขับเคลื่อนต่อไป จำเป็นต้องพึ่งพาพรรคการเมืองทางเลือกที่ 3 พรรคที่จะไปได้กับทั้งคู่ คือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย คิดว่าการจับมือกัน ทานข้าวร่วมกันเป็นการส่งสัญญาณชัดเจน พรรคพลังประชารัฐซึ่งต้องปรับตัว เพราะขณะนี้ได้รับผลกระทบหนักมาก จากการที่พรรคเพื่อไทยดูด ส..ไปเป็นจำนวนมาก แม้แต่พรรคภูมิใจไทยก็โดนหนักเหมือนกัน จากประเด็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทำให้ทั้ง 2 พรรคต้องร่วมมือในการสร้างอำนาจการต่อรอง 

เช่นเดียวกันขณะที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็หวังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะแลนด์สไลด์เหมือนกัน แต่ลำพังพรรคเดียวไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ต้องพึ่งพาพรรคการเมืองที่จะสามารถร่วมมือกันได้คือ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเชื่อว่ายังมีไมตรีกันอยู่ ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องพึ่งพาพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย เมื่อจับมือกับภูมิใจไทยและพลังประชารัฐก็จะมีพลังขึ้นมาทันที

กรณี พล..ประยุทธ์ส่งการ์ดอวยพรนาย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองแล้วต่างฝ่ายต่างพยายามจะประสานความร่วมมือกัน เพราะการจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าต้องเป็นพรรคร่วม

กรณีนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน และนาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกจากพลังประชารัฐเข้าพรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมือง แต่พรรคเพื่อไทยจะต้องตอบคำถามเพราะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ผู้ที่แวดล้อมพรรคเพื่อไทยเป็นนั่งร้านของ พล..ประยุทธ์ และ พล..ประวิตรทั้งนั้น และปัญหาที่จะตามมาคือความแตกแยกภายในพรรค

เพื่อไทยระยะยาว เนื่องจากมี ส..จำนวนมากทำงานให้กับพรรคมายาวนาน เมื่อนายสมศักดิ์เข้ามาก็ต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรี รวมทั้ง ส..ที่ทำงานให้กับพรรคมานานแต่ไม่ได้ลงสมัคร ส.. ต่อไปพรรคเพื่อไทยก็จะมีปัญหาในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมือง 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยหากไม่แลนด์สไลด์ก็มีโอกาสสูงเหมือนกันที่จะไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย เพราะไม่ได้มีอุดมการณ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการทำงานทางการเมืองที่ต้องการเข้าไปบริหารประเทศ แต่ละคนแต่ละพรรคมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมีคอนเน็กชั่นกันอยู่ และมีจุดร่วมทางการเมือง คือ ต้องการรักษาโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้เอาไว้ ส่วนจะไปร่วมกับพรรคก้าวไกลถือว่าอยู่กันคนละโลก คนละอุดมการณ์ และหาก 3 พรรคนี้รวมกันจัดตั้งรัฐบาลก็จะสามารถรักษาสถานะเครือข่ายของคนชั้นนำไว้ได้ทั้งหมด

ดร.วีระ หวังสัจจะโชค    

อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ปรากฏการณ์ภาพรวมทางการเมืองตอนนี้ทุกคนต่างมองไปที่สนามเลือกตั้ง การแข่งขัน การไปจับกลุ่มกับพรรคการเมืองไหนชิงความได้เปรียบช่วงเวลาการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การเปลี่ยนข้างเปลี่ยนขั้ว จะทำให้เห็นภาพของรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ซึ่งมองว่าไม่น่าใช่ แต่เป็นภาพของการเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากการเลือกตั้งจึงจะเห็นการจับมือกันอีกครั้ง 

ถ้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มเพื่อไทย ล่าสุดประกาศชัดเจนที่ จ.พิจิตร และพิษณุโลก ประกาศจะให้ได้ 310 คน เป็นความมั่นใจในตัวของกลุ่มตระกูลใหญ่ที่จะเข้ามาอยู่ อาทิ กลุ่มสามมิตรที่จะเข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่ตัวเลข 310 เสียงถือว่ามากเกินไป ตัวเลขเหมาะสมควรอยู่ที่ 250 คน และเชื่อว่าผลเลือกตั้งมีแนวโน้มว่ามีโอกาสจะได้อันดับ 1 

ปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ของเพื่อไทย ส่งผลให้มีการขยับของ 2 กลุ่มที่เหลือของฝั่งตรงข้าม คือ กลุ่มของ พล..ประยุทธ์ หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องไปจับมือหาแนวร่วมกับพรรคที่ไม่สามารถไปรวมกับพรรคเพื่อไทย แต่อาจไม่ใช่พรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ เพราะทั้งสองพรรคนี้สามารถไปจับมือกับใครก็ได้ แต่พรรคที่ไม่สามารถเข้ากับพรรคเพื่อไทยจริงๆ คือ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีบาดแผลร่วมกันยาวนาน แต่ต้องไม่ลืมว่าคะแนนเสียงหลักของพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ที่ภาคใต้ เป็นภาคเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์หวังจะได้ ส..มากเช่นกัน ฉะนั้นการดูเหมือนจับมือเป็นพันธมิตรกัน ขณะเดียวกันก็เป็นคู่แข่งในการชิงพื้นที่ด้วย

กลุ่มที่ 3 ขอเรียกว่ากลุ่มนักเลือกตั้งอาชีพไม่ได้สนใจฝ่ายประชาธิปไตย อนุรักษนิยม ทหาร กลุ่มนักเลือกตั้งอาชีพจะคุยกันมองภาพในอนาคต ทำโพลเบื้องต้นแล้ว ถ้าได้คะแนนประมาณนี้จะไปอยู่ตรงไหนเหมาะสมกว่ากัน จะไปร่วมกับเพื่อไทยตามกระแสแลนด์สไลด์หรือไม่ หรืออีกฝั่งจะไปร่วมกับกลุ่มที่มี ส.. 250 คนสนับสนุน ดังนั้น พลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย จึงมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ว่าจะอยู่ที่ไหนเหมาะสมกว่ากัน 

สำหรับประชาชนต้องพยายามติดตามสถานปรากฏการณ์การเมือง ดำเนินการตามแนวทาง ตามความชอบ หรือจริต ของแต่ละพรรคทางการเมือง แต่ละคนมีมากน้อยแค่ไหนเราจะมั่นใจ พรรคการเมืองจะทำอีกหรือไม่ หลังการเลือกตั้งคงต้องดูว่าพรรคที่สัญญาอย่างหนึ่ง แล้วทำอีกอย่างหนึ่ง อาจต้องมาพิจารณาดูพรรคอื่นๆ บ้าง ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้

ชัยธวัช เสาวพนธ์ 

นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

ทุกพรรคสามารถจับขั้วการเมืองได้เพราะอยู่ในช่วงการเจรจา เพื่อเป็นพันธมิตรการเมือง และสร้างแนวทางการทำงานร่วมกัน ภายใต้การแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ในอนาคต เชื่อว่าทุกพรรค ต้องการเป็นรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน เพื่อนำนโยบายที่หาเสียงไว้ ไปสู่การปฏิบัติตามที่สัญญาไว้กับประชาชนและตอบสนองความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ สามารถตอบโจทย์ผู้สนับสนุนและกองเชียร์ได้

การจับขั้วหรือจับมือพันธมิตรการเมืองส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะแบบหลวมๆ ไม่ผูกพันแบบลึกซึ้ง เพราะขึ้นอยู่กับผลเลือกตั้ง ว่าพรรคไหนได้ ส..เขต และบัญชีรายชื่อมากที่สุด ซึ่งเป็นตัวกำหนดการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ดังนั้นทุกพรรค สามารถตอบรับและปฏิเสธการจับขั้วการเมือง หลังผลเลือกตั้งออกมาแล้วได้ทั้งสิ้น เพราะการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน สามารถเป็นมิตรและศัตรูในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับโอกาส สถานการณ์ จังหวะที่เหมาะสม ว่าใครจับคู่ใคร เพื่อเดินไปข้างหน้า หรือเคียงข้างกันมากกว่า

การจับขั้วการเมือง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลามักได้ยินคำกล่าว ทำเพื่อประชาชนถึงยอมตระบัดสัตย์อยู่เสมอ ถือเป็นสัจธรรมในวงการเมืองที่ทุกฝ่ายรับรู้ และเข้าใจร่วมกันมานานแล้ว จึงไม่แปลกที่มักเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะการเมืองคือการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่มีใครอยากเสียเปรียบคนอื่น

แนวโน้มจับขั้วการเมือง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ประชาธิปไตยกับอนุรักษนิยม 

ฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลพรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยสร้างไทย 

อนุรักษนิยม คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางจับขั้วการเมืองอาจเปลี่ยนไป มีพรรคอนุรักษนิยมมาเป็นพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น ส่งผลพรรคอนุรักษนิยม ไปเป็นฝ่ายค้านแทน ซึ่งเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคอนุรักษนิยม อาจมี ส..ในสภาลดลง 50 ที่นั่ง ตามกระแสประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

หลายพรรคการเมืองตั้งเป้าหมายจำนวน ส..ที่จะได้ โดยเฉพาะเพื่อไทยตั้งเป้าถึง 310 คนจากแลนด์สไลด์ เพื่อเป็นรัฐบาลพรรคเดียวพร้อมปลุกใจและกระตุ้นผู้สนับสนุนให้ยึดมั่นอุดมการณ์ของพรรคอย่างเหนียวแน่น เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย

ดังกล่าว แต่โอกาสจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นไปได้ยาก เชื่อว่าถูกสกัดจากพรรคคู่แข่งไม่ให้แลนด์สไลด์แน่นอน ต้องจับขั้วกับฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน จัดตั้งรัฐบาลมากกว่า เพื่อเสถียรภาพการเมืองที่มั่นคง 

ส่วนพรรคอนุรักษนิยม เช่น รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ โอกาสจับมือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้ 3 .นั้น เป็นไปได้ยากเช่นกัน สังเกตได้จาก พล..ประวิตรปรับภาพลักษณ์จากพรรคอนุรักษนิยมเป็นพรรคประชาธิปไตยมากขึ้น สะท้อนทิศทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ตามความต้องการประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นพลังประชารัฐจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อสนองตอบความต้องการดังกล่าวให้เร็วที่สุด 

สรุป ทุกพรรคสามารถตั้งเป้าจำนวน ส..และจับขั้วการเมืองได้ แต่พรรคที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่ามีเพียง 4 พรรค คือ เพื่อไทย พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และก้าวไกล ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจประชาชนว่า จะให้พรรคไหนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเป็นผู้นำประเทศคนใหม่