หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการที่มีต่อการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ 400 เขต ของ กกต. ซึ่งถูกพรรคการเมืองต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์พิลึกพิลั่น เอื้อบางพรรค
วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ผิดปกติเป็นอย่างมาก วิธีการแบ่งเขตของ กกต. หลายคนเคยเตือนล่วงหน้าไปแล้วว่าอย่าไปแบ่งเขตในรูปแบบของ Gerrymandering คือการแบ่งเขตให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมือง โดยที่ไม่ยึดโยงกับสภาพแวดล้อมจริง หรือความสัมพันธ์ของผู้สมัครกับประชาชนในพื้นที่
หมายความว่า นักการเมืองที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ หรือแข่งขันกันมาก่อนในพื้นที่เดิมนั้น จะต้องมาเสียเวลาทำความรู้จัก ทำการบ้านใหม่หมด พูดง่ายๆ ว่าฐานเสียงเดิมเขาก็ต้องดูแล แต่ฐานเสียงใหม่เขาก็ต้องไปหาเสียง ดังนั้น จึงเป็นการไม่ตอบโจทย์ในแง่นักการเมืองที่จะต้องเป็นตัวแทนประชาชน กล่าวคือรูปแบบของ กกต. บังคับให้นักการเมืองกับประชาชนมีระยะห่างจากกัน ถามว่าข้อดีที่ กกต.เลือกรูปแบบนี้เพราะอะไร กกต.พยายามจัดสรรในเรื่องของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้มีความสมดุลกัน แต่ไม่ได้ยึดโยง ตอบโจทย์
พูดง่ายๆ ว่า พื้นที่บางเขตก็ไม่ได้เป็นพื้นที่รอยต่อกัน เอาแค่ตัวเลขให้มันผสมผสาน หรือเป็นการเกลี่ยกันเท่านั้นเอง ฟังดูเหมือนจะเท่ากัน เหมือนจะเป็นธรรม แต่ในอีกแง่หนึ่งของความเป็นธรรมนั้น ก็คือความไม่เป็นธรรมจากนัยยะอย่างหนึ่ง เพราะถ้าสมมุติใครมีข้อมูลการเลือกตั้งย้อนหลัง 3 ครั้ง เป็นข้อมูลเก่าว่าพื้นที่ไหน หมู่บ้านไหน เขตไหน มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิมากแตกต่างกัน ก็เห็นภาพของความได้เปรียบ-เสียเปรียบแล้ว เท่ากับว่านักการเมืองจะเน้นพื้นที่ตรงนั้นที่ตัวเองมีฐานเสียง หรือคนมาใช้สิทธิเลือกพรรคตัวเอง ถ้าพื้นที่ไหนอ่อนก็จะต้องทำการบ้านให้หนักมากขึ้น
แต่พอเป็นอย่างนี้ เท่ากับว่าเป็นการล้างไพ่ใหม่ ฟังดูเหมือนจะเป็นธรรม แต่ในแง่หนึ่งก็ไม่เป็นธรรมอยู่ดี เพราะอย่าลืมว่าประชาชนที่เป็นเจ้าทุกข์สำคัญที่สุดจะเกิดความสับสน คิดว่านักการเมืองที่ตัวเองเคยเลือก พรรคการเมืองที่ตัวเองชอบจะอยู่ในเขตตรงนี้ แต่ก็อาจจะเปลี่ยนไปทั้งหมด อย่าลืมว่าบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้ง ส.ส.เขต แต่ละเขตก็คนละเบอร์กัน เบอร์พรรคการเมืองก็คนละเบอร์เช่นเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เบอร์เดียวกับผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ดังนั้น ถ้าเป็นพื้นที่คร่อม หรือรอยต่อการแบ่งเขตใหม่จะทำให้เกิดความสับสนของประชาชนในพื้นที่
จุดนี้เราเห็นถึงเค้าลางของความมุมานะ ไม่แปลกที่ว่าพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน จะเห็นว่าการที่ กกต.ประกาศแบบนี้เหมือนต้องการให้นำมาสู่เลือกตั้งเป็นโมฆะหรือเปล่า ทำให้เกิดความรู้สึกที่อดคิดไปถึงประเด็นตรงนี้ไม่ได้ เพราะท้ายที่สุด ศาลปกครองจะต้องรีบไต่สวนให้เร็วที่สุดก่อนที่รัฐบาลจะยุบสภา หลังจากนั้นไม่เกิน 7 วัน กกต.ต้องประกาศรับสมัครเลือกตั้งแล้ว ซึ่งเบอร์ที่ออกมาชัดเจนตอนนั้น มันทำอะไรไม่ทันแล้ว ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ถ้าหากศาลปกครองรับเรื่องแล้วก็นำไปสู่การไต่สวน ถ้าเป็นคุณกับผู้ร้องจริงก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถามว่า กกต.มีระยะเวลาแค่ไหน จะเกิดปัญหาระลอกใหม่ว่า กกต.มีแผนสำรองขึ้นมารองรับหรือไม่ หรือแพลนสำรองเรื่องวิธีการแบ่งเขต จะสามารถใช้และประกาศได้ทันหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาใหม่อีก ดูแล้วมีแต่ความวุ่นวาย
การแบ่งเขตเลือกตั้ง อาจจะเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง พรรคการเมืองที่รู้การบ้านล่วงหน้าจะได้เปรียบทันที รู้ว่าพื้นที่ตรงไหนตัวเองเคยเป็นจุดแข็ง พื้นที่ตรงไหนเป็นจุดอ่อน และพื้นที่ตรงไหนจะทำให้คู่แข่งตัดคะแนนกันเอง ดังนั้น ผมคิดเป็นอื่นไม่ได้ ทำให้คนมองว่า กกต.ถูกเชื่อมโยง ยึดโยงกับผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในทางการเมืองหรือเปล่า ทั้งนี้ หากมองอย่างเป็นธรรมว่าถ้าทุกพรรคการเมืองเดือดร้อนจริง นั่นเท่ากับว่า กกต.มีปัญหากับวิธีคิดกับการจัดสรรการแบ่งเขตอย่างเป็นธรรมเสียแล้ว
ถามว่าปัญหาการแบ่งเขตจะมีโอกาสสร้างความขัดแย้งจนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามารักษาการต่อไปเรื่อยๆ อย่างที่พรรคเพื่อไทยกังวลหรือไม่นั้น วันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดหลุดไปว่าจะรักษาการ ก็คงจะยาว รักษาการไปเรื่อยๆ ทำให้ผมเกิดความปริวิตกไปไม่น้อย ถ้าเกิดตีความว่ารักษาการกี่วัน รักษาการจนถึงวันเลือกตั้ง หรือรักษาการไปเรื่อยๆ มันช่างคล้องจอง เหมาะเจาะเหลือเกิน ทำให้คนเกิดความรู้สึกกังวลไม่น้อยกับสิ่งที่นายกฯปรารภออกมาแบบนี้
ส่วนพรรคที่ไม่หวั่นไหวกับการแบ่งเขต เป็นเพราะมั่นใจว่าชนะอยู่แล้วหรือไม่นั้น ถ้าในต่างจังหวัด พื้นที่ที่มีตระกูลทางการเมือง หรือมี ส.ส.เขตตัวแข็งอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา แต่สำหรับพื้นที่เมืองใหญ่ที่ต้องสู้กับกระแสด้วย ถ้าพรรคการเมืองกระแสไม่มาก็ย่อมเสียเปรียบอยู่แล้ว ที่สำคัญอย่าลืมว่าพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่เสียเปรียบมาตลอดอาจจะเกิดการลดความเสียเปรียบได้ อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติที่เขาไม่มีฐานเสียง ดังนั้น การขีดเส้นให้เกิดการคร่อมกัน คนที่เคยเป็นเจ้าของเขตมาก่อนย่อมเกิดความปริวิตกได้ ทั้งนี้ พรรคการเมืองที่เกิดใหม่ลักษณะนี้จะชนะได้อย่างเดียวจากกระแสและนโยบายของพรรคต้องดีด้วย ในขณะเดียวกันเมื่อมีการขีดคร่อมไปแล้ว คาดว่าจะลดความแข็งแกร่ง แต่ถ้ากระแสไม่มา ไม่ว่าจะทำสูตรอะไรก็แพ้เหมือนเดิมอยู่ดี
ผมว่า กกต.ควรจะรีบออกมาชี้แจงมากกว่าที่จะส่งหนังสืออธิบายสื่อมวลชนกับประชาชน ควรตั้งโต๊ะแถลงตอบข้อสงสัย โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่สามารถตอบได้หรือย้อนแย้งขัดกับระบอบการเลือกตั้งอย่างแท้จริง รูปแบบการเลือกตั้งที่เคยเป็นมาเมื่อปี 2554 หรือก่อนหน้านั้น ยังอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า กกต.ควรจะมีความชัดเจนตรงนี้ ในข้อสงสัยข้อซักถาม ไม่ใช่จะตอบแค่โจทย์ของพรรคการเมือง แต่ต้องตอบความรู้สึก ตอบความสงสัยของประชาชนด้วยว่ามีมูลเหตุอะไรที่แบ่งเขตแบบนี้
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
หากมองการแบ่งเขตเลือกตั้งจะเอื้อกับฝ่ายรัฐบาลหรือไม่นั้น คงจะพิสูจน์ได้ยากเพราะว่าเป็นการแบ่งเขตตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องแบ่งทั้งหมด 400 เขต ส่วนพรรคการเมืองใดจะได้เปรียบหรือไม่คงยากแก่การพิสูจน์ ส่วนการที่พรรคการเมืองจะไปกำหนดบทบาทของ กกต.ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง มองแล้วมีโอกาสเหมือนกัน แต่ต้องไปดูในรายละเอียด ดูพื้นที่ ที่มีการแบ่งเขตกันผิดสังเกต เช่น หากมีเขตหนึ่งคาบเกี่ยวกัน แต่มีการเว้นตำบล เว้นหมู่บ้าน และการเว้นนั้นมีผลต่อฐานคะแนนเสียงของผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่ง ต้องดูเป็นรายกรณีไป
การแบ่งเขตเลือกตั้งอาจมองได้อีกทางหนึ่งคือ มีพรรคการเมืองใหญ่ หรือพรรคการเมืองนั้นมีพรรคพวกเยอะ และชวนกันไปลงประชามติ ถือว่ามีความได้เปรียบเสียเปรียบเหมือนกัน เพราะพรรคการเมืองใหญ่จะมีฐานประชาชน และสมาชิกพรรคเยอะ ก็ใช้ความได้เปรียบในส่วนนี้ในการเห็นด้วย หรือลงประชามติในแบบของพรรคการเมืองนั้นต้องการได้ทันที เพราะการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่นั้นก็มาจากการจัดตั้ง
อีกทีหนึ่ง
ส่วนจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่นั้น ถ้ามีกลไกในการแทรกแซงแบบนี้จริงๆ มันก็ไม่เป็นธรรม แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วมีสิ่งหนึ่งที่น่าพิจารณด้วยคือ ก่อนหน้านี้ กกต.ก็พยายามกำหนด กฎหมายเลือกตั้งก็กำหนด กฎหมายพรรคการเมืองก็กำหนดว่าพรรคจะต้องมี
นโยบาย ต่อมาเมื่อพรรคการเมืองกำหนดนโยบายแล้ว ถ้าคนเชื่อนโยบายจริงๆ ของพรรคเหล่านั้น คิดว่าการแบ่งเขตก็ไม่มีความจำเป็น เพราะคนจะเลือกจากนโยบาย ไม่ว่าจะมีการออกแบบเขตเลือกตั้งอย่างไร คนก็จะเลือกนโยบาย
แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้ว พรรคการเมืองก็ไม่เชื่อมั่นนโยบายของตัวเอง จึงเป็นการสร้างนโยบายเพื่อทำกระแสเท่านั้นเอง แต่ตัวชี้ขาดจริงๆ อยู่ที่การกำหนดเขตเลือกตั้ง จึงต้องชิงความได้เปรียบกันตรงนี้ สุดท้ายแล้วการแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีใครได้เปรียบใครเสียเปรียบ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มั่นใจในนโยบายพรรคของตัวเอง แต่ตัวชี้ขาดคือฐานคะแนนเสียง และตระกูลการเมืองในต่างจังหวัด ซึ่ง กกต.และพรรคการเมืองก็รู้แต่ก็พยายามบิดเบือนข้อมูลกับประชาชน ดูเหมือนว่าการแบ่งเขตทำให้มีปัญหาการเลือกตั้ง
การแบ่งเขตที่จะให้ความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองและประชาชน ในความเป็นจริงจะให้ความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อกติการัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจะต้องมีเสถียรภาพก่อน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง แต่ขณะนี้ไม่มีเสถียรภาพเพราะถูกแก้ไขตลอดเวลา เพื่อสนองตอบผู้มีอำนาจการเมืองในขณะนั้น ถ้าหากจะแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืนก็จะต้องทำกฎหมายที่กล่าวมานั้นให้มีเสถียรภาพ หมายถึงกฎหมายนั้นมีการใช้กันอย่างต่อเนื่องมายาวนาน จนเกิดความเป็นระบบแบบแผนที่สังคมยอมรับได้ แต่ขณะนี้การเมืองไทยอยู่ในห้วงเวลาพิเศษ ที่ยังมีกลไกและอำนาจทั้งนอกและในระบบเข้ามามีผลต่อการเมืองในระบบ เพื่อช่วงชิงกติกาให้ได้ประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด เพราะฉะนั้นเวลานี้ยังแก้ไขอะไรมากไม่ได้
การประกาศเขตเลือกตั้งล่วงหน้าจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้คงทำยาก เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งถูกกำหนดด้วยจำนวนประชากรในการแบ่งเขต นอกเสียจากกำหนดให้จังหวัดเป็นหน่วยเขตเลือกตั้งไปเลย โดยการเลือกตั้งแบบเป็นพวง คืออาจจะดูจากการลดการเพิ่มของจำนวนประชากรไม่เกิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ และทำให้เป็นเขตใหญ่ไปเลยทีเดียว โดยมีการเลือกแบบเป็นพวง แต่จะมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือในเรื่องความเป็นธรรม เพราะบางจังหวัดมีคนน้อย ประชาชนจะได้เลือกตั้งน้อย ส่วนจังหวัดมีคนมากก็จะได้เลือกตั้งกันมาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องการดูแลประชาชน อย่างไรก็ตาม ออกแบบอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะมีผลได้ผลเสียอีกทางหนึ่งทันที
ซึ่งการแบ่งเขตเลือกตั้งลักษณะเป็นพวงคือ จังหวัดหนึ่งอาจจะมีการแบ่งเป็น 2-3 เขต และกำหนดจำนวนประชากรไว้คร่าวๆ และแต่ละเขตควรต่างกันประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ประชาชนรวมทั้งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรู้จักเขตเลือกตั้งของตัวเองล่วงหน้า แต่วันนี้ผู้สมัครทุกคนไม่รู้ว่าตัวเองจะลงเขตเลือกตั้งไหน
ส่วนการให้จังหวัดแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. ในเรื่องนี้มองว่าจะทำได้เฉพาะจังหวัดที่มีประชากรไม่เยอะเกินไป อาทิ จังหวัดละ 2-3 แสนคน แต่ จ.ชลบุรี มีมากกว่า 1.5 ล้านคน จ.นครราชสีมา หรือ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีจำนวนประชากรเยอะ ต้องมีเขตเลือกตั้งจำนวนมาก จึงทำให้จังหวัดแบ่งเขตเลือกตั้งทำได้ยาก
การร้องเรียนเกี่ยวกับการแบ่งเขตไม่เป็นธรรมจะส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์หรือไม่นั้น คิดว่าไม่มีผลกระทบ เพราะ กกต.จะต้องตัดสินใจตามโมเดลที่กำหนดไว้แล้ว เพราะจะให้ถูกใจคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่งคงเป็นไปไม่ได้ แต่การตัดสินใจของ กกต.ก็จะต้องทำให้พอรับกันไปได้ ในเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วถือว่าจบแล้ว
นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มรภ.ราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา
พอประกาศการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่จากทาง กกต.ออกมา ทำให้ได้เห็นในทันทีว่ามีลักษณะส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับว่าที่ผู้สมัครบางราย โดยเห็นได้ชัดเจนมากในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ที่มีการตัดพื้นที่บางตำบลที่เคยอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ออกไป และไปเอาพื้นที่อีก 4 ตำบลมาจากอีกอำเภอหนึ่ง จึงทำให้คอการเมืองพากันอดคิดไม่ได้ว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งในครั้งนี้ มีโอกาสที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งหรือไม่
แต่สำหรับผมนั้นยังคิดว่าแม้จะมีการแบ่งเขตออกมาอย่างไร ในสนามการเมืองนั้นนักการเมืองเขาก็น่าจะปรับตัวได้ และพร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้ง
เพียงแต่อาจประสบปัญหาเรื่องความไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ใหม่อยู่บ้าง และยังต้องเร่งเข้าหาประชาชน และเชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรมากนัก แม้จะมีความเคลือบแคลงอยู่ในใจว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ทำไมจึงออกมาหน้าตาอย่างนี้ และการแบ่งเขตออกมาแบบนี้จะเป็นจุดที่จะทำให้ไฟฉายนั้นเริ่มที่จะส่องไปยังทาง กกต.มากขึ้น เพื่อจับตาว่า กกต.จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างไรให้เป็นไปโดยโปร่งใสและสุจริตจริงๆ จึงอยากฝากไปยัง กกต.ว่าอย่าให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าแค่เริ่มต้นก็ส่อแล้ว
แม้การแบ่งเขตเลือกตั้งอาจจะมีปัญหาในเรื่องร้องเรียน แต่ยังเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์ในการจัดการเลือกตั้งแน่นอน เพราะสุดท้ายก็ยังต้องว่ากันไปตามที่ผู้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งทำ และสุดท้ายนักการเมืองก็ต้องปรับตัวได้ โดยแต่ละรายจะมีวิธีการเสริมสร้างจุดอ่อนและเข้าไปในพื้นที่ใหม่ คล้ายกับการเล่นกีฬาฟุตบอล ที่แม้สนามจะดีหรือไม่ดีอย่างไร สุดท้ายก็ต้องลงเล่นในสนามด้วยกันและสู้กันไป จึงคิดว่าจะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
ในเวลานี้แม้การแบ่งเขตการเลือกตั้งจะมีทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้สมัครแต่ละราย โดยหากการแบ่งเขตยังอยู่ในพื้นที่เก่าของผู้สมัครที่เคยเป็นอดีต ส.ส. หากเขาทำพื้นที่ไว้ดีก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่สำหรับในพื้นที่ใหม่ และพื้นที่เดิมที่ถูกเฉือนออกไป จุดที่ว่าที่ผู้สมัครไม่เคยทำพื้นที่ไว้เลยตรงนี้ก็อาจจะเป็นจุดเสียเปรียบต่อกันนั้นก็อาจเป็นได้ แต่เชื่อว่าผู้สมัครแต่ละรายน่าจะมีการตั้งรับไว้ก่อนอยู่แล้วด้วยวิธีการของเขา จึงไม่ห่วงเรื่องของการแบ่งเขตและขอให้เดินหน้าจัดการเลือกตั้ง

