หน้าแรก การเมือง พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : สามมิติของประชาธิปไตย ในห้วงเวลาของการเลือกตั้ง

21.03.23 | 11:37 น.
สามมิติของประชาธิปไตย ในห้วงเวลาของการเลือกตั้ง เมื่อการยุบสภาใกล้เข้ามาทุกที

เมื่อการยุบสภาใกล้เข้ามาทุกที และการหาเสียงก็เริ่มเข้มข้น เห็นจากทั้งป้าย การให้สัมภาษณ์ และการปราศรัยที่เกิดขึ้น
บผมจึงคิดว่าน่าจะมีมิติอื่นๆ ที่จะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งนี้เพิ่มขึ้น

จากแนวคิดหลักที่มักใช้ในการพิจารณาในการเลือกตั้งที่สัมพันธ์กับประชาธิปไตยอยู่สองประการ
ประการแรกคือ การมองว่าประชาธิปไตยคืออะไร
ประการที่สองคือ การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยคืออะไร

และในตอนท้ายผมจะพูดถึงเรื่องของมิติที่สามที่ควรนำเข้ามาประกอบในการพิจารณาประชาธิปไตย เพื่อทำให้ประชาธิปไตยมันยั่งยืนขึ้น

ประการแรก การพิจารณาประชาธิปไตยมักจะเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญสองประการที่ต้องไปด้วยกัน นั่นก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน (participation) และความสามารถในการท้าทาย ต่อต้าน หรือแข่งขันกันอย่างเสรี (contestation) (ดูที่ R.Dahl. 1971. Polyarchy: Participation and Opposition. New Haven: Yale Univetsity Press._)

สิ่งนี้อย่าสับสนกัน หมายความว่า ในสังคมเผด็จการมักจะทำให้เราคิดไปว่า การเลือกตั้งคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ยิ่งมีคนมาเลือกตั้งมากเท่ากับมีส่วนร่วมของประชาชนมาก เท่ากับประชาธิปไตย

Advertisement

ทั้งที่ในสังคมเผด็จการนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจจะมาจากการเกณฑ์ หรือการระดมมา โดยไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หรืออาจจะมาจากความหวาดกลัวของประชาชนก็อาจเป็นได้

ดังนั้น การรณรงค์ให้ไปเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะการเลือกตั้งนั้นยังจะต้องมี “องค์ประกอบ” อื่นๆ อีกมากที่ทำให้เกิดประชาธิปไตย

ด้วยว่าการเลือกตั้งอาจจะเกิดในสังคมเผด็จการได้

หรือเหมือนที่มีการรณรงค์ให้ไปลงประชามติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาที่ห้ามรณรงค์ให้โหวตไม่เห็นด้วยนั่นแหละครับ

ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพจึงมากับเรื่องมิติที่สองด้วย นั่นก็คือเรื่องของความสามารถที่จะท้าทายหรือแข่งขันกันอย่างเสรี

และตรงนี้นี่เองที่ทำให้การเลือกตั้งมีความหมายในสังคมประชาธิปไตยมากกว่าการเลือกตั้งในสังคมเผด็จการ ที่มีการเลือกตั้งเช่นกัน แต่ไม่เข้าข่ายของความสามารถในการท้าทายหรือแข่งขันกันอย่างเสรี

และเมื่อความสามารถในการท้าทายและแข่งขันอย่างเสรีนี้เกิดขึ้น มันจะเป็นการการันตีว่าไม่มีใครรู้ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ง่ายๆ และไม่ใช่สิ่งที่ควรจะไปคาดเดาเท่ากับเรื่องของความชื่นชมยินดีว่า ทุกฝ่ายนั้นมีส่วนในการแข่งขันกันได้จริง

อธิบายอีกอย่างก็คือ แทนที่จะมาลุ้นว่าใครจะชนะอย่างเดียว สังคมควรทำความเข้าใจว่า การเลือกตั้งที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยในสังคมเสรีนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

อาทิ การตั้งคำถามว่าผู้มีอำนาจเปิดให้มีการแข่งขันไหม มีพรรคที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายผู้มีอำนาจได้มีโอกาสที่จะลงสมัครเลือกตั้ง และเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมไหม

นี่คือมิติที่สองที่ผมจะกล่าวถึงนั่นก็คือ การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย (เสรี) ในความหมายที่ว่าการเลือกตั้งจะต้องมีองค์ประกอบสี่ด้าน นั่นคือ เสรี (free) เป็นธรรม (fair) สม่ำเสมอ (regular) และมีความหมาย (meaningful) (ดูที่ W.Case. 2002. Politics in Southeast Asia: Democracy or Less. London: Routledge)

นี่คือหัวใจของการเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตย ที่นำไปสู่การประเมินคุณภาพของการมีประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่มีการเลือกตั้ง และมีคนมาเลือกตั้งมากที่สุด แต่ต้องพิจารณาว่าการเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตยนั้น “มีคุณภาพ” ไหม

หากการเลือกตั้งนั้นไม่สามารถมีกลุ่มที่แข่งขันกับกลุ่มคนมีอำนาจได้ และมีการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ประชาชนไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น การเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างไม่สม่ำเสมอ เกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจต้องการ และไม่มีความหมายสำหรับประชาชน เพราะรู้ว่าเลือกมาก็ได้คนเดิม หรือรู้ว่าก็สู้ไม่ได้ หรืออาจไม่มั่นใจในการจัดการการเลือกตั้ง

ดังนั้น การเลือกตั้งจึงไม่ใช่สำคัญแค่ว่ามีคนมาเลือกเท่าไหร่ หรือใครเป็นรัฐบาล

หรือมีแต่การจับทุจริตของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล โดยไม่ดูการทุจริตหรือใช้อำนาจของรัฐบาล

ที่สำคัญคือ ไม่ตรวจสอบหน่วยงานที่กำกับดูแลองค์กรอิสระที่กำกับดูแลการเลือกตั้ง ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีรายงานออกมาว่าในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วนั้นได้ทำอะไรลงไปบ้าง และมีข้อผิดพลาดตรงไหน และจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

ในประการสุดท้าย มิติที่สามที่สำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยก็คือ ความสามารถของระบอบประชาธิปไตยเองที่จะตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยเฉพาะอำนาจของฝ่ายบริหาร (constraint on executive power) (ดูที่ S.Gates. Et al. 2006. Institutional Inconsistency and Political Instability: Polity Duration, 1800-2000. American Journal of Political Science. 50(4): 893-908.)

มิตินี้คือสิ่งที่เราอาจจะไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ที่ผ่านมาเราพบปัญหาเหล่านี้มากมายไปเสียหมด การตรวจสอบอำนาจรัฐถูกมองว่าเป็นเรื่องขององค์กรอิสระ แต่องค์กรอิสระส่วนใหญ่ยังไม่เคยเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนเอาเสียเลย และดูเหมือนว่า หากไม่ตรวจสอบรัฐบาลด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน ด้วยความเป็นเครือข่ายที่แตกต่างกัน ก็จะเชียร์ฝ่ายรัฐบาลและปกป้องรัฐบาลจากข้อสงสัยและการพยายามตรวจสอบรัฐบาลของประชาชนถ้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ความสำคัญของประชาธิปไตยจึงไม่ใช่มีแต่เรื่องของการมีส่วนร่วมซึ่งอาจจะระดมได้ (และเผด็จการยิ่งถนัด) หรือเปิดให้มีเสรีภาพ (เพราะเผด็จการมักอ้างว่าเสรีภาพที่มากเกินไปทำให้เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของระบบ)

ความสำคัญของประชาธิปไตยยังอยู่ที่เรื่องของการตรวจสอบอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่อ้างว่ารัฐนั้นมาจากประชาชนเท่านั้น

แถมยังมีงานวิจัยใหม่ๆ ที่ชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยที่เปิดให้มีการตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างจริงจังจะอยู่ได้ยาวนานกว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีแต่เรื่องของการมีส่วนร่วม และการเปิดให้แข่งขันเลือกตั้งเข้ามา เพราะทั้งสองเงื่อนไข/มิตินี้ไม่ได้ให้หลักประกันว่าคนที่เข้ามาอยู่ในอำนาจนั้นจะไม่เคลื่อนตัวเองออกจากทั้งหลักการมีส่วนร่วม และหลักการเสรีภาพในการแข่งขันต่อสู้

จากการวิจัยด้วยฐานะข้อมูลขนาดใหญ่ของวิวัฒนาการของประชาธิปไตยและเผด็จการในโลกกลับพบว่า ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมาก่อน และเป็นมานาน มักจะเริ่มการพัฒนาประชาธิปไตยจากการตรวจสอบหรือคานอำนาจรัฐบาล และเปิดให้มีการแข่งขัน แม้ว่าอาจจะยังไม่ได้ให้สิทธิกับประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมมากนัก (ดูที่ V.A.Boese. Etal. 2022. Patterns of Democracy over Space and Time. International Studies Quarterly. 66: 1-19) อาจจะมีบางกลุ่มยังไม่ได้เข้าร่วม เช่นชนชั้นล่าง และ
ผู้หญิง

แต่ในประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่นั้นมักจะเริ่มการพัฒนาในเรื่องของการดึงเอาคนมามีส่วนร่วมเป็นประเด็นแรก (อาทิ ออกจากอาณานิคม) และส่งเสริมให้มีการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและมีความหมาย แต่การพัฒนาส่วนของการคานอำนาจรัฐนั้นอาจจะยังไม่ได้คืบหน้ามากนัก และในหลายประเทศก็อาจจะมีจุดเน้นในแต่ละช่วงสมัยที่ต่างกัน (อ้างแล้ว)

ที่เขียนเช่นนี้ ไม่ได้จะชี้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี แต่อยากจะชี้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากเราจะพิจารณาเรื่องของการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง บรรยากาศและเสรีภาพในการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีความหมายการกำกับดูแลการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ การตรวจสอบอำนาจรัฐและองค์กรอิสระ การพิจารณานโยบายและความหมายของการเลือกตั้งที่แต่ละฝ่ายให้แล้ว เราคงต้องมาพิจารณาว่า แต่ละฝ่ายนั้นได้เสนอแนวทางในการกำกับดูแลอำนาจรัฐอย่างไร หรือจะตรวจสอบตัวเองอย่างไร ไม่ใช่ทำให้การตรวจสอบและกำกับดูแลนั้นเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าเลวร้ายไปเสียหมด หรือมองว่าเมื่อมีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้เพราะมาจากประชาชน หรือมองแค่ว่าจะเข้าไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทุจริตเท่านั้น

คำถามก็คือว่า ไม่ว่าฝ่ายใดเข้าไปเป็นรัฐบาล เราก็ควรจะมาร่วมกันชวนคิดชวนคุยและชวนให้คนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ และให้ความสำคัญกับการมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาธิปไตยนั้นมันมีโอกาสเสื่อมคุณภาพลงได้

และในส่วนนี้ประชาชนและภาคประชาชนก็ควรจะคิดเรื่องเหล่านี้ร่วมกันในอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่แค่ให้บรรยากาศการรณรงค์หาเสียงนั้นเป็นไปในลักษณะลด แลก แจกแถม และให้คำมั่นสัญญาว่าเมื่อมีอำนาจรัฐแล้วจะทำได้ทุกอย่าง