เปิดผล‘โพลนิด้า’เลือกตั้ง’66 ‘อิ๊ง-พท.’นำโด่ง-‘พิธา-ก.ก.’อันดับ2

20.03.23 | 12:00 น.
เปิดผล‘โพลนิด้า’เลือกตั้ง’66 ‘อิ๊ง-พท.’นำโด่ง-‘พิธา-ก.ก.’อันดับ2

เปิดผล‘โพลนิด้า’เลือกตั้ง’66
‘อิ๊ง-พท.’นำโด่ง-‘พิธา-ก.ก.’อันดับ2

หมายเหตุ – นิด้าโพลเปิดผลสำรวจประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2566 พบว่าคะแนน น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) นำโด่ง ส่วนอันดับ 2 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) รายละเอียดมีดังนี้


ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ศึกเลือกตั้ง 2566 ครั้งที่ 1 สำรวจระหว่างวันที่ 2-8 มีนาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 38.20 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 2 ร้อยละ 15.75 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) อันดับ 3 ร้อยละ 15.65 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 4 ร้อยละ 9.45 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 5.10 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 4.45 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 2.35 ระบุว่าเป็น นาย
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์)
อันดับ 8 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 10 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น
นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคชาติพัฒนากล้า) อันดับ 11 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 3.35 ระบุอื่นๆ ได้แก่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายเศรษฐาทวีสิน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคไทยศรีวิไลย์) ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนากล้า) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 49.75 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 17.40 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 11.75 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 5.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 2.95 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 6 ร้อยละ 2.70 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 9 ร้อยละ 2.15 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 2.95 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคประชาชาติ พรรคไทยภักดี พรรคกล้า พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคสร้างอนาคตไทย และพรรคเพื่อชาติ

Advertisement

ด้านพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 49.85 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 17.15 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 12.15 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 4.95 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 2.85 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.55 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 9 ร้อยละ 2.30 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ และร้อยละ 3.25 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคประชาชาติ พรรคไทยภักดี พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคกล้า พรรคเพื่อชาติ และไม่ตอบ/ไม่สนใจ

 

อจ.ชี้โพลส่งผลหาเสียงเดือดแน่

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

เป็นสิ่งน่าสนใจว่าหลังจากการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตทั้งหมด 400 เขตของพรรคเพื่อไทย (พท.) และการปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม, นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และที่ปรึกษาคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้ทิศทางมีความชัดเจนพอสมควร หลายคนเริ่มเห็นแววของแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.แล้ว สอดรับกับทางโพลออกมาในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนถึงเรื่องของผลสำรวจแคนดิเดตนายกฯคือ น.ส.แพทองธาร ขณะที่เรื่องของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้จะยังไม่เห็นหน้าตา แต่เมื่อพรรคเปิดตัว ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 เขต ทำให้เกิดเรื่องของความนิยมอยู่พอสมควร ตรงนี้เป็นตัวเลขน่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงกระแสของพรรค พท.กำลังมาในทิศทางที่ดี สอดคล้องกับการย้ายพรรคของกลุ่มสามมิตร สิ่งที่เป็นเป้าหมายของเขาคือการได้เป็นรัฐบาล อย่างเช่น กรณีของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็น ส.ส.มา 14 สมัย ไม่เคยเป็นฝ่ายค้านเลยสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มสามมิตรก็คงมีข้อมูลอยู่พอสมควรก่อนตัดสินใจย้ายมาพรรค พท. หลังจากนี้ไปถ้ายุบสภาเมื่อไรคิดว่าภาพของแคนดิเดตนายกฯจะชัดมากยิ่งขึ้น

หลังยุบสภาการหาเสียงจะดุเดือดขึ้นแน่นอน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งต่อสู้กันในเชิงอุดมการณ์ เพราะฉะนั้นการแข่งขันจะดุเดือดตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เราจะเห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มลงพื้นที่จนกระทั่งหลังปีใหม่ ความเข้มข้นก็มีมากขึ้น คุณสมบัติของผู้สมัครทั้งในเขต บัญชีรายชื่อ หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯจะเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกมาเล่นกัน เรื่องของกติกาทางการเมืองทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. การทำหน้าที่และบทบาทจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะถูกหยิบกลับมาเล่น เพิ่งเล่นจบไปแล้ว

ประเด็นหนึ่งเรื่องการนำจำนวนราษฎรต่างด้าว ตอนนี้กำลังจะมีอีกเรื่องหนึ่งที่มีคนไปร้อง เรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งรอบใหม่ในกรุงเทพฯอาจเป็นปัญหา สิ่งเหล่านี้จะท้าทายกับ กกต.ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ดุเดือดแน่นอน เพราะเป็นการเลือกตั้งท่ามกลางการแบ่งขั้วทางการเมือง

ส่วนของผลโพลครั้งหน้าในช่วงก่อนการเลือกตั้ง คิดว่ายังคงไม่มีอะไรขยับมาก เพราะการเลือกตั้งจะมีปัจจัยอยู่สองส่วน คือปัจจัยระยะยาวและปัจจัยระยะสั้น ปัจจัยระยะยาวเป็นเรื่องของความชื่นชอบในทางอุดมการณ์ ความนิยมในตัวบุคคล ผลงานของพรรคและแคนดิเดตนายกฯและตัวผู้สมัคร ส.ส. สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนใจผู้ลงคะแนนเลือกตั้งไม่ง่ายนัก ยกเว้นจะต้องมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ แต่ปัจจัยระยะสั้นจะไปเปลี่ยนตอนช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งอาจจะประมาณ 1-2 สัปดาห์ เป็นเรื่องของกระแสการเมือง การดิสเครดิต และประเด็นการแบ่งขั้วทางอารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความชอบ ความเกลียด เพราะฉะนั้นการสำรวจโพลถ้ายังไม่ถึงช่วงโค้งสุดท้ายผมว่ายังไม่มีอะไรบวกหรือลบอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้อันดับ 3 เป็นเพราะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือว่าเป็นแคนดิเดตฝ่ายอนุรักษนิยมพอจะหยิบจับขึ้นมาต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงได้รับการสนับสนุน เพราะยังมีคนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่ แต่อาจไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มากนัก ขณะที่พรรค พปชร.นั้น การออกไปของสามมิตรเป็นส่วนสำคัญ ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคเดินต่อได้ยาก แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค พปชร.จะมีจดหมายออกมาหลายฉบับแล้ว

แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรทำให้เกิดความโดดเด่นในทางสังคม หรือการที่มีข่าวออกมาว่าระหว่างพรรค พปชร.และพรรค พท.ก็ยิ่งทำให้ความโดดเด่นของ พปชร.ลดลงไป ผนวกกับปัญหาเดิมในฐานะพรรคแกนหลักของรัฐบาล แม้วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะออกไปแล้ว แต่ภาพของความเป็นพรรคแกนหลัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อพรรค พปชร.อยู่แล้ว ทำให้วันนี้พรรค พปชร.มีภาพลักษณ์ไม่ค่อยดี อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเลือกตั้งครั้งนี้