บทนำมติชน 21 มีนาคม 2566 : รับมือแบงก์ล้ม
วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นจากการปิดตัวของธนาคารสองแห่ง ซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (เอสวีบี) และธนาคารซิกเนเจอร์แบงก์ในสหรัฐอเมริกา ได้รับการจับตามองจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แม้นักวิเคราะห์ต่างประเทศ จะมั่นใจว่า ไม่น่าจะทำให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโน กับอุตสาหกรรมธนาคาร เนื่องจากขนาดเล็กเกินไปกว่าที่จะเป็นภัยคุกคามต่อระบบในวงกว้างก็ตาม แต่ก็ได้จุดชนวนความกังวลในหมู่นักลงทุน และลูกค้าธนาคารต่างๆ ขึ้นแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ทั่วโลก อยู่ในภาวะขาขึ้น อันเป็นหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้ธนาคารสองแห่งของสหรัฐ ต้องปิดตัวลงในที่สุด
การแห่ถอนเงิน ซึ่งแสดงถึงความไม่มั่นใจธนาคาร ยังเกิดขึ้นในฝั่งยุโรป กับธนาคารเครดิต สวิส แบงก์ยักษ์ใหญ่อันดับสองของสวิตเซอร์แลนด์ และเป็น 1 ใน 30 แบงก์ระดับโลก กระทั่งธนาคารกลาง
สวิตเซอร์แลนด์ ยื่นมือโอบอุ้มช่วยเหลือ แก้ปัญหาสภาพคล่อง และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในวงเงินให้กู้ฉุกเฉิน 54,000 ล้านดอลลาร์ เบื้องต้นแต่ก็ดูเหมือน อาจไม่เพียงแก้ปัญหา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น กรณีแรก นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาแบงก์ชาติยืนยันมาโดยตลอดถึงเสถียรภาพ และความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินไทย เท่าที่ติดตาม มีกระทบแค่ตลาดหุ้นเท่านั้น
กรณีปัญหาแบงก์ล้มในสหรัฐอเมริกา และธนาคารเครดิต สวิสซวนเซ อาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับไทยทันที แต่ฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน Economic Intelligence Center (EIC) ระบุว่า ในกรณีที่สถานการณ์ลุกลามจนเป็นวิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่ เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และเศรษฐกิจกลุ่มระบบเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ จะได้รับผลกระทบรุนแรง ซึ่งเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบผ่านการส่งออกและภาวะการเงินตึงตัว ตลาดการเงินไทยอาจเผชิญความผันผวนสูงตามทิศทางตลาดการเงินโลก ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ฯลฯ
กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมายืนยันทุกครั้ง ที่เกิดวิกฤตการเงิน เศรษฐกิจว่าสถาบันการเงินของไทย มีเสถียรภาพ ความมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สกัดตื่นตระหนก ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้อย่างสิ้นเชิง คือ กรณีที่เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก และแน่นอนย่อมกระเทือนถึงเศรษฐกิจไทยที่มีความเปราะบาง ไม่ฟื้นตัวดีนัก ฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาล กระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท มั่นใจและยืนยันถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานอยู่อย่างนั้น เนื่องจากภาคการเงิน และเศรษฐกิจทั่วโลกนั้น เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งเป็นตลาดเดียวกัน เกิดปัญหาขึ้นที่ไหนก็ตาม จะเกิดผลกระทบขึ้นกับไทยไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ต้องเตรียมการหาวิธี สู้รับมือ

