หน้าแรก การเมือง มติชนเลือกตั้...

มติชนเลือกตั้ง 66 : วิเคราะห์เลือกตั้ง 66 แนวรบไม่เคยเปลี่ยน!?

21.03.23 | 12:51 น.

มติชนเลือกตั้ง 66 : วิเคราะห์เลือกตั้ง 66 แนวรบไม่เคยเปลี่ยน!?

หมายเหตุ เครือมติชนจัดแคมเปญ มติชน เลือกตั้ง 66 บทใหม่ประเทศไทย ในเวทีที่ 2 หัวข้อ วิเคราะห์เลือกตั้ง 2566 จากฐานคะแนนและการแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยมี รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย ร่วมเสวนาหัวข้อ ภูมิทัศน์การเมืองจากเลือกตั้ง 2562 ถึงเลือกตั้ง 2566 ที่อาคาร บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

ธนพร ศรียากูล
ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย

มั่นใจกับการคำนวณของตัวเอง 100% จะมั่นใจต่ำกว่าร้อยไม่ได้เพราะเป็นนักวิชาการ ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่อยู่ในระบบจริงๆ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็แบ่งเขตใหม่จริงๆ อย่างไรผลก็ต้องออกมาแบบนี้เพราะใช้ตัวแปรอยู่สองตัว มีตัวแปรที่สามอยู่นิดหน่อยคือการหารบัตรเลือกตั้งใบที่สองตามกติกาใหม่ เพราะฉะนั้นในทางทฤษฎีมั่นใจในข้อมูลที่มีอยู่และมั่นใจในตัวแปร แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม เช่น หลังวันที่ 3 เมษายน ที่มีการไปสมัครและเห็นแล้วว่าใครสมัครพรรคการเมืองใดแล้วลองนำมาคำนวณใหม่ ความเชื่อมั่นก็อาจจะเหมือนเดิม หรืออาจจะเป็น 95% เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เวลาทำข้อมูลวิเคราะห์ทางสังคมไม่ต่ำกว่า 95% อยู่แล้ว

Advertisement

วันนี้วาทกรรมที่ว่าพรรคเพื่อไทยชนะแน่ กำลังจะเป็นวาทกรรมหลัก หน้าที่ของผมในทางวิชาการคือต้องสร้างวาทกรรมขึ้นมาโต้แย้งด้วยการใช้ชุดข้อมูลที่มีเหตุผลกว่า และผมชอบที่จะท้าทายว่ามันจะออกมาเป็นแบบไหน หลังจากวันที่สมัครรับเลือกตั้งแล้วผมจะนำตัวแปรเรื่องย้ายพรรคมาคำนวณใหม่ จะวิเคราะห์ด้วยการใช้ข้อมูลที่มีเหตุมีผลเพื่อสร้างการเจริญงอกงามทางวิชาการกับการทำโพล และนำข้อมูลทั้งสองอย่างมาคืนให้กับสังคม

สิ่งที่ผมทำอยู่ไม่ต้องการอะไรมาก สิ่งหนึ่งที่คิดว่าอยากให้สังคมรับรู้คือ วิธีคิดของนักการเมืองเขาคิดกันแบบนี้ ผมไม่คิดว่าเราจะต้องไปคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นบุคคลที่เป็นเทวดา สิ่งที่ผมเอามาเสนอก็คือถ้าคุณจะต้องอยู่ในสนามที่เป็นนักสู้อย่างเขา คุณต้องคิดให้ละเอียดคุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ที่แน่ๆ ผมกำลังนำเรื่องแบบนี้มาให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับรู้ว่าคนที่อยากมาเป็นผู้แทนของเรามีวิธีการทำงานแบบนี้ ผมหวังว่าทุกคนจะมีการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผลเพิ่มมากขึ้น

ในหน้าที่ของคนทำงานวิชาการก็จะทำต่อไปเพื่อสร้างการโต้แย้งขึ้นมา ผมเชื่อว่าในสังคมซึ่งจะสถาปนาระบบการเลือกตั้งให้มีความเสถียรภาพ สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำมากๆ คือการให้มีการถกเถียงที่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูล ในภาคส่วนวิชาการ จะพยายามทำแบบนี้ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ระบบการเลือกตั้งเดินหน้าไปอย่างมีเสถียรภาพ นี่คือความพยายามของคนทำงานวิชาการ สำหรับพี่น้องประชาชนนั้นเริ่มจากอย่าละทิ้งสิทธิ ขอให้ไปใช้สิทธิกันให้มาก

สติธร ธนานิธิโชติ
ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า

วันนี้เอาข้อมูลปี 2562 มาแบ่งเขตใหม่ตามปี 2566 ปี 2562 ใครชนะผลในปี 2566 ที่เราคาดการณ์ก็ต้องเป็นพรรคเดิม สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือการย้ายพรรค ยกตัวอย่างกรุงเทพฯ เขต 1 เป็นเขตที่ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เคยชนะมาเป็นผู้สมัครพรรคเพื่อไทย (พท.) ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจะออกตามพรรคหรือออกตามผู้สมัคร นี่คือสิ่งที่ต้องติดตามต่อ อีกประเด็นคือพรรค พท.ฝันถึงแลนด์สไลด์ แปลว่าเขาฝันถึงวันวานอันหวานชื่นเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นวันที่พรรค พท.ได้คะแนนเยอะมากแต่หายไปในปี 2562 น่าสนใจที่ว่าคะแนนหายไปตรงไหนบ้าง และวันนี้ปี 2566 มีโอกาสไปกู้คืนได้หรือไม่ ถ้าหายไปให้พรรคอนาคตใหม่ฐานเสียงเดียวกันยังพอเอาคืนมาได้ แต่ถ้าหายไปให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรค พปชร. ทำอย่างไร คิดว่านี่ก็เป็นอีกชุดข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ

เมื่อมีจำนวนเขตมากขึ้น แน่นอนว่าจะมีจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคได้เพิ่ม แต่โอกาสจะไปอยู่ที่ใครก็อยู่ที่วิธีการแบ่งเขตด้วย หลายๆ ที่ดูเหมือนมีการจงใจมากๆ ในการที่จะเอาฐานคะแนนมารวมกัน มักจะพูดเสมอในตอนที่มีการแบ่งเขตกันว่าจำเป็นต้องมีการไปตรวจสอบ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่น่าสนใจจากข้อมูลที่แปลงจากปี 2562 ถึงปี 2566 ก็คืออยากท้าทายว่านั่นคือปี 2562 แต่นี่คือปี 2566 คนจะเลือกเหมือนเดิมหรือไม่

วันนี้อาจจะมองว่าแบ่งขั้วการเมืองของการเมืองไทยเป็นสองฝ่าย เสรีนิยมกับอนุรักษนิยม และวันนี้ก็มีมายาคติจากฝ่ายเสรีนิยม ที่บอกว่าวันนี้ดูจากข้อมูลแล้วจากปี 2562 ถึง 2566 ฝ่ายเสรีนิยมน่าจะมีสัก 60 แต่อนุรักษนิยม 40 จากเดิมที่ปี 2562 มีประมาณ 50-50 แต่จะชวนให้ดูว่าถ้าใช้วิธีคิดแบบนำเสรีนิยมและอนุรักษนิยมไปจับกับข้อมูลในการแบ่งเขตที่ อ.ธนพรเสนอเพื่อประเมิน ส.ส.บัญชีรายชื่อไปในตัว ผมคิดว่าอาจจะต้องเข้าใจเสรีนิยมให้ชัดขึ้นอีกสักนิด

การเมืองไทยมีการแบ่งขั้วก็จริง มันไม่เป็นตัวเลขกลมๆ 50-50 หรือ 60-40 ย้อนไปดูข้อมูลย้อนหลังปี 2562 ก็ได้ ถ้าดูคะแนนรวมทั้งประเทศจะพบว่าจริงๆ แล้วนอกเหนือจากคนที่ลงคะแนนให้กับ 5 พรรคใหญ่ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ยังเหลือคนที่เลือกพรรคอื่นๆ อีก 14% ซึ่งเป็นขั้วที่เป็นพรรคขนาดเล็กของฝ่ายเสรีนิยม เช่น พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อชาติ กับที่เป็นขั้วรัฐบาลปัจจุบัน เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา

แปลว่าเวลาที่คิดถึงขั้วอุดมการณ์เสรีนิยมและอนุรักษนิยม เราต้องคิดให้ละเอียดว่าในเสรีนิยมมีทั้งแบบสุดขั้วประเภทอยากจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง อยากจะเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน แนวโน้มก็อาจจะไปทางพรรคก้าวไกล แปลว่าฐานเดิมของพรรคอนาคตใหม่ถ้าจับคนกลุ่มนี้ไว้ได้ พรรคก้าวไกลก็จะเกาะคนกลุ่มนี้ไว้ได้เหมือนเดิม และจะเกาะแบบไหนต้องไปดูแต่ละเขตที่แชร์คะแนนแบบแบ่งเขตใหม่นั้นคนกลุ่มนี้อยู่ที่ไหน ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีเสรีนิยมแบบค่อยๆ เปลี่ยน กลุ่มนี้ก็อาจจะมีแนวโน้มอยู่ทางพรรคเพื่อไทยมากกว่า และอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเสรีนิยมที่ไม่เอาพรรคใหญ่ ถ้าเราคิดการเมืองเชิงอุดมการณ์จากข้อมูลที่มี นักเลือกตั้งทั้งหลายสามารถเอาไปคิดต่อได้

ตัวเลข 310 เสียงของพรรคเพื่อไทย มีความหมายคือเหมือนรุกฆาตประมาณหนึ่ง โดยรุกฆาตตัวแรกไปที่พรรคก้าวไกล เพราะถ้าเป้าหมายจะแลนด์สไลด์สำเร็จต้องเอาคะแนนที่พรรคก้าวไกลเคยแชร์ไปเมื่อตอนปี 2562 กลับคืนมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งได้ 6.3 ล้านเสียง หารด้วย 350 เขต ได้ประมาณ 18,000 คะแนนต่อเขต ซึ่งแปลว่านี่คือคะแนนที่พรรคเพื่อไทยเคยได้เมื่อปี 2554 แล้วจะเอาคืนมาได้อย่างไร ถ้าเอาคืนมาได้จะมีโอกาสแลนด์สไลด์ขนาดไหนต้องไปดูที่ปี 2554 พรรคเพื่อไทยเคยชนะเลือกตั้ง 204 เขต ถ้าเทียบกับปีนี้คือ 210 เขตโดยประมาณ วันนี้ต้องเอาคะแนนจากพรรคก้าวไกลมาครึ่งเดียวก่อน 210 เขต มีโอกาสแล้วไปลุ้นกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ ตัวเลข 310 คือหนึ่งในกระบวนการที่จะนำไปสู่การจูงใจให้คนอยากจะเลือกเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเมื่อวาง 310 ลงไปแล้วคนในฝ่ายเสรีนิยมคิดว่ามันเป็นไปได้แปลว่าต้องทำให้พรรคเพื่อไทยชนะด้วยตัวเลขเท่านี้ใช่หรือไม่ แปลว่าเขตก็ต้องยกให้พรรคเพื่อไทยไปเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่พรรคก้าวไกลก็ต้องปลอบใจด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ

แล้ววันนี้พอวางยุทธศาสตร์ 310 เสียง วันนี้พรรคก้าวไกลปวดหัว เพราะนอกจาก 310 เสียง เขากระแทกด้วยนโยบายชุดใหญ่ อะไรที่มันไม่ทะลุหลังคาที่ก้าวไกลเคยพูดไว้เพื่อไทยเอามาหมดเลย แปลว่าเกมนี้คือบีบให้ก้าวไกลไปทะลุหลังคาอีกเพื่อแยกโหวตเตอร์ นี่คือแผนระดมเสียงที่ต้องการเรียกคืนส่วนที่เคยถูกแชร์ไปเมื่อปี 2562

อีกส่วนหนึ่ง 310 เสียง ก็จะไปกระแทกบรรดาพรรคที่คิดยุทธศาสตร์รอบนี้ว่าอย่างไรก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีสองพรรคหลักตอนนี้ เพราะตัวเลข 310 อาจจะพรรคใดพรรคหนึ่งก็พอ ไม่จำเป็นต้องเอามาทั้งคู่ แปลว่าการที่จะไปหาเสียงว่าพรรคเราอย่างไรก็ร่วมรัฐบาลไม่ว่าขั้วไหนมามันจะดรอปลงในเชิงกระแส เวลาทำโพลประชาชนจะตอบว่าเลือกผู้สมัครจากอะไร ส่วนใหญ่จะตอบว่านโยบาย มีหลายชั้นในการคิด ต้องเปรียบเทียบในเชิงเนื้อหา และต้องดูด้วยว่าใครเสนอมา คนนี้เสนอมาแล้วเคยทำก็ได้เปรียบ แต่วันนี้ประชาชนจะคิดต่อจากที่ว่าเขาวางตัวว่าฝีมือดี เคยทำมาแล้ว นโยบายใช้ได้ จะได้ทำเหรอ นี่คือโจทย์ เพราะมีสองพรรคที่ร่วมรัฐบาลแน่ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องคิดกันแบบนี้

ฝากถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่มีแค่ตัวเลขกับช่องสี่เหลี่ยม มันควรจะมีชื่อ วันนี้พูดเรื่องประชาธิปไตย 3 วินาที แต่คิดว่าผมใช้เวลาเกินเพราะต้องมานั่งนึกว่าคนที่จะเลือกคือเบอร์อะไร และสารภาพว่าตอนเลือกตั้ง อบจ.กาผิดเบอร์ อยากขอร้อง กกต.ว่าบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตให้มีการใส่ข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงนี้จะช่วยประชาชนได้มาก วันนี้เราวิเคราะห์ตัวเลขกันเรื่องเลือกตั้ง มีตัวเลขหนึ่งที่ไม่อยากให้เห็นคือตัวเลขบัตรเสีย บางครั้งของการเลือกตั้งมีถึง 5% ถ้าไม่นับคนที่ตั้งใจ ผมเชื่อว่าเขาขาดข้อมูลที่เพียงพอ

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ
อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย

มีคอมเมนต์อยู่ 2-3 ข้อ จดหมาย พล.อ.ประวิตรก็ดีที่แบ่งขั้วเสรีนิยม-ประชาธิปไตย แต่นั่นคือ พล.อ.ประวิตรที่อยู่ในสมการของความขัดแย้ง ปัญหาก็คือ ความขัดแย้งยังไม่หมด คิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ 2.ทุกคนก็จะบอกว่าพยายามเป็นฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายเผด็จการ หรือการใช้วาทะตรงนั้นว่า การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ มันมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร ขณะนี้คิดว่าการเลือกตั้งปี 2566 อยู่ที่คนเบื่อรัฐบาลแล้วอยากเปลี่ยนหรือไม่ ถ้าคนอยากเปลี่ยนรัฐบาล มันจะไม่ใช่เสรีนิยมหรือเผด็จการ ต้องดูว่าพรรคไหนเสนอนโยบาย หรือพรรคไหนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล หรือถ้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย (ภท.) หรือชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ถ้าเสนอนโยบายที่โดนใจก็มีสิทธิเลือกได้

อีกเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะใน กทม. อาจจะต้องเอาการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เข้ามาด้วย เพราะเห็นชัดว่าการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในระดับชุมชน จะเห็นได้ชัดจาก ส.ก. อย่าง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งเป็น ส.ก.ฝ่ายรัฐบาลหายไปหมด พรรคประชาธิปัตย์ถ้าจำไม่ผิดเข้ามา 4-6 คน ที่เหลือเป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งชัดเจนว่าชุมชนคะแนนแตกหมด แต่พอว่ากระแสใหญ่มา กลายเป็นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมด เชื่อว่าคนในชุมชนก็เลือกนายชัชชาติหมด เพราะต้องการเปลี่ยนแปลง คนชนชั้นกลางก็เลือกนายชัชชาติ ถ้านำคะแนนตรงนั้นมาวิเคราะห์ได้จะเป็นประโยชน์มาก

ตรงนี้ทำให้เห็นว่า แม้กระทั่งจังหวัดอื่นๆ ก็อาจจะเป็นได้ จะเห็นได้ว่าอย่างพรรคก้าวไกลเขาพูดชัดว่า เป้าหมายคือ กทม.และหัวเมือง เขาเข้าถึงชนบทไกลๆ ไม่ได้ แต่เขาคิดว่าเขาสามารถเข้าถึงหัวเมืองได้ พรรคเพื่อไทยเข้าถึงชนบทได้ด้วยนโยบายและผลงานเดิม แต่เขาก็อยากได้หัวเมือง เพราะเชื่อว่าหัวเมืองต้องการความเปลี่ยนแปลง และตนเชื่อว่ากระแสที่เขาคิดว่าจะมีแลนด์สไลด์ ผมเชื่อว่าอารมณ์ร่วมที่ไม่เอารัฐบาล เพื่อไทยยังชนะเลือกตั้งอยู่ หมายความว่ามาที่ 1 ถ้าวิเคราะห์พื้นฐานจากปี 2562 ถ้าเราแบ่งครึ่งระหว่าง รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพลังประชารัฐ (พปชร.) ทั้งสองพรรคไม่ร้อยแน่นอน แต่เพื่อไทยยังเป็นปึกแผ่นที่ร้อยกว่า ขณะนี้เขาเชื่อกันว่า เพื่อไทยจะอยู่ที่ 200 บวกลบ 20 เสียง พปชร.และ รทสช. มาคนละ 60 คน แล้วใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนคำถามที่ว่า จะมีการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ มีความเป็นไปได้หรือไม่นั้น เรื่องยุทธศาสตร์มีมานานแล้ว คราวนี้ก็เช่นกัน ระหว่างก้าวไกล (ก.ก.) กับเพื่อไทย (พท.) เพราะพรรค ก.ก.เองมองว่าการที่มีความขัดแย้งระหว่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ต้องรีบจับมือกัน เพราะถ้าขัดแย้งกันมากกว่านี้ มันจะทะลุเพดาน แล้วคน กทม.จะไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นก็กลับมายอมเป็นฝ่ายค้านอีกรอบหนึ่ง เพราะเขาต้องการแสดงอีกรอบ เชื่อว่าในที่สุดแล้วก้าวไกลจะยกมือให้เพื่อไทย แต่เป็นการยกมือเพื่อเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล

ฝากถึงประชาชนที่เฝ้ารอการเลือกตั้งอยู่ว่า สิ่งที่จะฝากก็คือ นโยบาย พอเป็นประชานิยมหมด บางทีประชาชนในระดับชุมชนต้องการความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมมากกว่าแค่ตัวเลข พอลึกๆ เขาอยากได้นโยบายว่า ทำอย่างไรให้เขากลับมาฟื้นหลังจากประสบปัญหาโควิดและเศรษฐกิจ พอเป็นประชานิยมจนคนงง ในชุมชนจะกลายเป็นพื้นที่ที่เหมือนกันหมด นี่คือสิ่งที่สำคัญ เขาอยากเลือกคนที่ดีและมีคุณภาพ แต่พอคุณเสนอเหมือนกัน เขาแยกไม่ออก เขาจึงเลือกรับเงินดีกว่า ผมมองว่าในต่างจังหวัดก็มีผล ระบบอุปถัมภ์ยังอยู่ ไม่ใช่เพราะเรื่องนโยบายหรืออะไรแล้ว ฝากให้พรรคการเมืองต้องพูดให้ชัดว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองอย่างไร แต่ข้างหน้าต่างหากที่คนอยากรู้ว่าผมจะใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนแปลง ตรงนี้จะดีกับการเมืองไทยในอนาคต ดีกว่าการแข่งขันถึงแค่ตัวเลขเสียงที่จะได้รับ