หน้าแรก การเมือง ร้อง ป.ป.ช. ส...

ร้อง ป.ป.ช. สอบกระบวนการสรรหา เลขาฯ กสทช. ไม่โปร่งใส 

21.03.23 | 10:18 น.

ร้อง ป.ป.ช. สอบกระบวนการสรรหา เลขาฯ กสทช. ไม่โปร่งใส 


เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายอิทธิพล แสงสุรินทร์ หัวหน้าสำนักงาน ส. ปิยะธรรม ทนายความ เดินทางเข้ายื่นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เรียกร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่กำหนดวิธีการสรรหาเลขาธิการ กสทช.คนใหม่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่โปร่งใส โดยออกประกาศให้ตนเอง (ประธาน กสทช.) มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ในการดำเนินการคัดเลือก และเสนอชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. ท่านอื่นทำหน้าที่เพียงเห็นด้วยหรือไม่เท่านั้น ไม่มีสิทธิในการคัดเลือกผู้สมัครแต่อย่างใด ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายระเบียบปฏิบัติที่ต้องมีธรรมาภิบาลที่ดีขององค์กรอิสระ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าว มิได้สะท้อนความโปร่งใสของขั้นตอนที่เปิดกว้างและตรวจสอบได้ แตกต่างจากการสรรหาเลขาฯครั้งก่อน เมื่อปี 2554 ที่คณะกรรมการ กสทช.ทุกคนมีสิทธิและมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 มีการจัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. (บอร์ด) นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 เรื่อง พิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยประธาน กสทช. นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เสนอต่อที่ประชุมบอร์ดว่า ประธาน กสทช.จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่ผ่านคุณสมบัติในการสมัครเลขาธิการแต่เพียงผู้เดียว แล้วถึงจะส่งต่อให้แก่คณะกรรมการลงความเห็นชอบ โดยประธานอ้างอิงถึง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 61 ที่ว่า ให้ประธานกรรมการ โดยความเห็นชอบของ กสทช.เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. โดยที่ประชุมมีความเห็นไม่ตรงกัน ต้องใช้วิธีการโหวตลงคะแนนเสียง ซึ่งการลงคะแนนของคณะกรรมการ เสียงเท่ากันที่ 3:3 แต่ประธานออกเสียงซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้คะแนนโหวตกลายเป็น 4:3 เพื่อให้ตนเองสามารถคัดเลือกและเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นเลขาฯแต่เพียงผู้เดียว

ในวันที่ 17 มีนาคม 2566 ประธาน กสทช.ได้ออกประกาศเรื่องรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งมีข้อที่น่ากังขาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดเลือก ข้อ 8 และข้อ 9 ที่ระบุให้ประธานเป็นผู้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิคัดเลือกเพียงผู้เดียว โดยไม่ผ่านการพิจารณาของบอร์ดที่มีหน้าที่เพียงเห็นชอบเท่านั้น ซึ่งต่างจากประกาศการรับสมัครคัดเลือกเลขาธิการ กสทช.เมื่อปี 2554 ข้อ 10 ระบุชัดว่า คณะกรรมการ บอร์ด กสทช.ทั้งหมดจะให้ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติเข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ และพิจารณาคัดเลือก โดยมีการลงมติจากคณะกรรมการ บอร์ด กสทช.ทั้งหมด โดยเป็นการลงคะแนนลับ โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช.

Advertisement

ทั้งนี้ กระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช.ควรจะสะท้อนถึงความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอันได้แก่ คณะกรรมการ บอร์ด กสทช.ทั้งหมด ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณา อีกทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมืองและภาคธุรกิจ เพื่อจะเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าเลขาธิการ กสทช.จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแม่บ้านของ กสทช.ในการกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์และสื่อสารโทรคมนาคมอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล ตามหลักขององค์กรอิสระที่พึงมี

วันนี้ 20 มีนาคม 2566 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยระบุว่า บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง รศ.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรคมนาคม ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2566 ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2566

โดยหากนับรวมคณะกรรมการทั้งหมด ขณะนี้ครบทั้ง 7 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ประกาศการรับสมัครที่ผ่านมาที่ประธาน กสทช.ใช้สิทธิดับเบิลโหวต ก็ควรจะมีการทบทวนและลงมติในหลักเกณฑ์การคัดเลือกใหม่อีกครั้งจากคะแนนโหวตของคณะกรรมการทั้ง 7 คน เพื่อให้โปร่งใสและเป็นเอกฉันท์