‘ปดิพัทธ์’ จ่อฟ้องกลับ ‘ศรีสุวรรณ’ ร้อง กกต.ยุบก้าวไกล กล่าวหาปราศรัยพาดพิงสถาบัน

21.03.23 | 16:15 น.

‘ปดิพัทธ์’ จ่อฟ้องกลับ ‘ศรีสุวรรณ’ ปมร้อง กกต.ยุบพรรคก้าวไกล กล่าวหาปราศรัยพาดพิงสถาบัน

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า จากกรณีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สอบสวนตนพร้อมกล่าวหาว่ามีการปราศรัยหาเสียงพาดพิงสถาบัน ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรคนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นตนได้รับเชิญจากชมรมโรงฝึกพลเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชาวพิษณุโลก และเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวพิษณุโลกสามารถเข้ามาซักถามพูดคุยกับผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้

นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ตนเป็นคนแรกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีการถามคำถามเกี่ยวกับ 1) ปัญหาที่เห็นว่าควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จากประสบการณ์ที่ได้เป็น ส.ส. 2) นโยบายที่จะทำให้พิษณุโลกเจริญขึ้น และ 3) มีนโยบายการกระจายอำนาจและการปราบปรามการทุจริตอย่างไร

นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ในงานดังกล่าวมีการเชิญประชาชนจากทุกกลุ่มมารับฟังวิสัยทัศน์ หนึ่งในกลุ่มที่ถูกเชิญเข้ามาร่วมซักถามพูดคุยด้วยก็คือกลุ่มของ นางแน่งน้อย อัศวกิตติกร แกนนำศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิดทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) ซึ่งมีบทบาทไล่ฟ้องประชาชนทั่วประเทศด้วยมาตรา 112 ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลังจากการพูดคุยนโยบายตามคำถามหลักเสร็จแล้ว ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมซักถาม ในส่วนของนางแน่งน้อย ได้พูดต่อว่าผู้จัดงาน หาว่าหลอกให้มาฟังหาเสียง ก่อนใช้ท่าทีที่เต็มไปด้วยโทสะ ถามคำถามกับตนว่าเหตุใดต้องไปประกันตัวคนที่ถูกแจ้งข้อหา มาตรา 112 และเหตุใดจึงต้องมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112

Advertisement

นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า ตนได้ตอบคำถามนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ 1) การประกันตัวผู้ต้องหาทางการเมือง ทำเพื่อยืนยันในหลักการนิติธรรม ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยย่อมต้องได้รับการสันนิษฐานก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และการไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ก็คือความบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม และด้วยความเป็นคดีทางการเมือง หลายคนมองว่าไม่เข้าข่ายที่จะเป็นความผิดได้ จึงยิ่งต้องมีสิทธิได้รับการประกันตัวให้ออกมาต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม 2) ได้อธิบายจุดยืนของพรรคก้าวไกลต่อมาตรา 112 พร้อมอธิบายว่ามีปัญหาทั้งตัวบทและการบังคับใช้อย่างไรบ้าง

นายปดิพัทธ์กล่าวว่า และ 3) ปัญหาของงบประมาณที่เกี่ยวของกับสถาบันและโครงการพระราชดำริที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปีที่ผ่านมา และยังตรวจสอบได้ยาก ซึ่งตนได้อธิบายว่านี่คืองบประมาณที่ใช้โดยหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่การใช้จ่ายของส่วนพระองค์ ควรได้รับการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส โดยเฉพาะในโครงการที่มีการนำคำว่าในพระราชดำริมาใช้ ซึ่งหลายโครงการพบว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล ถ้าไม่เข้าไปตรวจสอบจะเป็นที่มาของการทุจริตโดยหน่วยงานต่างๆ ได้

“ผมขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ และขอยืนยันว่าทั้งหมดที่พูดไปไม่ใช่การหาเสียง และไม่อยู่ในวาระของการจัดงานด้วยซ้ำ แต่เกิดขึ้นจากการถามตอบนอกรอบ เป็นวาระที่เกิดขึ้น การที่นางแน่งน้อย และพวกที่เป็นฝ่ายขวาจ้องจะทำลายขบวนการประชาธิปไตย และพรรคก้าวไกล ที่ส่งลูกต่อให้คนอย่างศรีสุวรรณไม่ได้เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือในสังคมอะไรมานานแล้วนำมาดำเนินการต่อ” นายปดิพัทธ์กล่าว

นายปดิพัทธ์กล่าวว่า สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกต คือ การยื่นคำร้องของนายศรีสุวรรณรับลูกมาจากนางแน่งน้อยในครั้งนี้มีประโยชน์อื่นใดแอบแฝงหรือไม่ จากนี้จะรอดูสำนวนจาก กกต. และหากพบว่าเป็นการยื่นคำร้องเท็จก็จะดำเนินคดีกลับต่อนายศรีสุวรรณและนางแน่งน้อยแน่นอน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นการจงใจสร้างภาระทางคดีให้กับพรรค ก.ก.โดยไม่จำเป็น และยังกล่าวหาในเรื่องที่พรรค ก.ก.ไม่ได้ทำ ถือเป็นความเสียหายต่อทั้งพรรค ก.ก.และตนเอง ทั้งนี้ มาตรการในการดำเนินคดีจะเป็นอย่างไร หรือจะดำเนินการฟ้องกลับหรือไม่ ทางพรรคจะไตร่ตรองอีกครั้งหลังจากได้รับสำนวน

นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยัง กกต.ว่าในเมื่อ กกต.ขึ้นชื่อว่าเป็นองค์กรอิสระแล้ว การวินิจฉัยในการรับคำร้อง การชี้มูล การตั้งกรรมการสอบ จนถึงการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องดำเนินไปด้วยความเป็นกลาง ไม่ใช่ทำตัวเป็นเครื่องมือในการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล หาก กกต.พิสูจน์ตัวเองในข้อนี้ได้ ประชาชนก็จะมีความมั่นใจในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งในครั้งนี้มากขึ้นด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง