หน้าแรก การเมือง ‘ฐากร’เปิดเบื...

‘ฐากร’เปิดเบื้องลึก ร่วม‘ไทยสร้างไทย’ สานฝันเศรษฐกิจดิจิทัล

22.03.23 | 12:06 น.
‘ฐากร’เปิดเบื้องลึก ร่วม‘ไทยสร้างไทย’ สานฝันเศรษฐกิจดิจิทัล
แฟ้มภาพ

‘ฐากร’เปิดเบื้องลึก
ร่วม‘ไทยสร้างไทย’
สานฝันเศรษฐกิจดิจิทัล

หมายเหตุ – นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังในการตัดสินใจรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)

⦁ใช้เวลาในการตัดสินใจรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจดิจิทัล ของพรรค ทสท.อย่างไร

การตัดสินใจมาเล่นการเมืองเป็นเรื่องยากมาก ใช้เวลานานพอสมควรตอนที่ผมเกษียณ อายุจากตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เมื่อปี 2563 ตั้งใจว่าจะไปทำงานภาคเอกชน หรือไปทำงานอย่างอื่น เมื่อปรึกษากับครอบครัวทั้งภรรยากับลูกเห็นด้วยเลย เพราะในครอบครัวไม่ชอบเรื่องการเมือง ระหว่างนั้นพูดคุยกับลูกชายคนโต ซึ่งกำลังเรียนปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ ผมเล่าให้ฟังว่า ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.ทำภารกิจอะไรบ้าง และอยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่ภารกิจเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้นลูกชายได้ยินผมพูดเรื่องการต่อยอดเทคโนโลยี 5จี ไม่ว่าเป็นการต่อยอดการรักษาพยาบาล ถ้ามีบัตรประชาชนเพียงใบเดียว สามารถเข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาล ลูกถามว่าสิ่งเหล่านี้จะปฏิบัติได้จริงหรือเปล่าผมบอกว่าทำได้จริง แต่ต้องไม่ใช่องค์กรใดองค์หนึ่งต้องวางเป็นนโยบายระดับประเทศ ลูกบอกว่าถ้าหากคุณพ่อทำได้ก็ให้ไปทำงานการเมืองแต่ควรเข้าไปเป็นผู้ชำนาญการ
หรือเทคโนแครต

นั่นเป็นที่มาในการตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ต้องเรียนว่าตลอดเวลาเกือบปีเศษๆ มีหลายพรรคการเมืองได้มาคุยกับผม แต่ในใจลึกๆ ชอบพรรคไทยสร้างไทยมานานแล้ว เพราะศรัทธาคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ตั้งแต่คุณหญิงเข้ามาทำงานการเมืองและมาเป็นหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย คนที่มาทาบทามผมคนแรกก็คือ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ซึ่งมีความคุ้นเคยกัน ตั้งแต่ น.อ.อนุดิษฐ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในขณะนั้นผมยังเป็นเลขาธิการ กสทช.ทำงานร่วมกันคุ้นเคยกัน

Advertisement

ถ้าไปทำงานร่วมกับพรรคไทยสร้างไทยคิดว่าน่าจะทำให้แนวคิดของผมจะดำเนินไปด้วยดี จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจ หลังจากนั้นผมพูดคุยกัน 7-8 ครั้ง ทางคุณหญิงสุดารัตน์เห็นด้วย

นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาต่อยอดด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยี 5จี

⦁พอจะอธิบายถึงแนวคิดและทิศทางในการวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

เรื่องแรกอยากทำคือ ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทำงานของโลก ผมเคยประกาศมาตลอดตั้งแต่เป็นเลขาธิการ กสทช.ว่าประเทศไทยมีระบบโทรคมนาคมติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก แต่วันนี้ทำไมไม่ทำประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการทำงานของโลก ประเทศไทยมีทรัพยากรที่ดี มีคนไทยที่เป็นมิตร มีอาหารที่ดีที่สำคัญก็คือมีค่าครองชีพถูก ถ้าเราทำให้เป็นศูนย์กลางการทำงานของโลก จะทำให้ประชาชนสร้างรายได้ขึ้นมากและเกิดการสร้างงานอย่างมากมาย แต่การบรรลุเป้าหมายตรงนี้จะต้องมีหลายหน่วยงานมาเชื่อมโยงให้ต่อเนื่อง

เรื่องที่สอง เป็นการต่อยอดการรักษาพยาบาล ระหว่างผมเป็นเลขาธิการ กสทช.เคยพูดกันว่าอยากจะให้มีโรงพยาบาลอัจฉริยะ หรือสมาร์ตฮอสปิตอลแต่ได้คุยกับหมอพยาบาลเห็นว่าจะเป็นการสร้างภาระมากขึ้นผมจึงมีแนวคิดใหม่ว่าเราน่าจะมี “ศูนย์ประวัติคนไข้กลาง” รวบรวมประวัติของคนไข้ เบื้องต้นที่โรงพยาบาลรัฐก่อน ใช้บัตรประชาชนใบเดียว คนไข้ไปรักษาที่ไหนก็ได้

อาจจะไปโรงพยาบาลหาดใหญ่ แต่ฐานข้อมูลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กรุงเทพฯอยู่แล้ว ถ้าคนไข้ยินยอมให้เปิดข้อมูล เช่น เพิ่งเจาะเลือดไปไม่นานมานี้ก็จะรักษาต่อเนื่องได้เลย ไม่จำเป็นที่ต้องไปเจาะเลือดใหม่ ตรวจเลือดใหม่ วิธีการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐลงอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อขยายโรงพยาบาลของรัฐได้เต็มพื้นที่แล้วก็เริ่มขอความร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชน จะเป็นการสร้างศูนย์ประวัติของข้อมูลกลางตรงนี้ผมมองว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน ต่อยอดจากการรักษาแบบ 30 บาท รักษาทุกโรค

คุณหญิงสุดารัตน์ก็บอกกับผมว่า 30 บาทรักษาทุกโรค เกิดขึ้นในสมัยที่คุณหญิงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วันนี้ท่านบอกว่าเรียกว่า 30 บาทพลัส (plus) ได้หรือไม่ ถ้าเป็น 30 บาทพลัส ก็คือ บัตรใบเดียว เดินทางไปรักษาโรงพยาบาลได้ทุกแห่ง ลดค่าใช้จ่ายอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รักษารวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วย

เรื่องที่สาม ที่ยังค้างคาใจผมอยากให้โรงเรียน โรงพยาบาลถือว่าทั้งสองแห่งมีความจำเป็นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด สามารถใช้อินเตอร์เน็ตฟรี คำว่าอินเตอร์เน็ตฟรีเดี๋ยวเอกชนผู้ประกอบการโทรคมนาคมตกใจอีกว่าจะไปใช้ฟรีหรือเปล่า ไม่ได้ใช้ฟรีครับความหมายก็คือ เราจะให้รัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินแทนให้กับโรงเรียนและโรงพยาบาล รัฐบาลจะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีอยู่แล้วแต่ขณะนี้ไม่ได้ทำเลยกองทุนนี้เรียกว่า กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ.2542

เรียกกันว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งกองทุนและระดมทุนจากผู้ประกอบการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานสามารถระดมทุนเข้ามาในกองทุนนี้ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องใช้เน็ตฟรี แต่นำเงินกองทุนตรงนี้กระจายไปด้านเทคโนโลยีอย่างอื่น

เช่น การจัดอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็กๆ ยกตัวอย่างการจัดหาแท็บเล็ต แต่มีระบบป้องกันเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น ให้เอกชนเป็นคนจัดหาเอกชนจะซื้อในราคาที่ถูกกว่าของรัฐบาลที่จัดซื้อจัดจ้างความโปร่งใสในการทำงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้

เรื่องที่สี่ ที่ยังค้างคาใจมากในปี 2563 ก่อนที่เกษียณอายุราชการ จำได้ว่าเดือนกุมภาพันธ์ กสทช.มีงานประมูลคลื่น 5G ในวันนั้น เราพูดมาโดยตลอดว่าไทยจะขอเป็นที่ 1 ในอาเซียน ผมเรียนนะว่าตอนที่ประมูลคลื่น 3G ไทยล้าหลังกว่าประเทศอื่นมา 12 ปี เมื่อก่อนทุกคนบอกว่าลาวก็ใช้ 3G ทำไมประเทศไทยยังไม่มีเลย ปี 2555 เมื่อไทยเปิดประมูลคลื่น 3จี แล้ว มีการใช้กันอย่างถล่มทลายมากในปี 2558 กสทช.จัดประมูลคลื่น 4G หลังจากไทยล้าหลังอาเซียน 4 ปี ในการประมูลคลื่นปี 2558-2559 คงจำกันได้ว่าผู้ประกอบการโทรคมนาคมไปนอนค้างคืนที่ กสทช. 4-5 คืน มาปี 2563 มีประกาศเป็นนโยบายของ กสทช.ว่าเราขอเป็นที่หนึ่งในอาเซียน จะใช้ คลื่น 5G เป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียน ตอนนั้นเราแข่งกับสิงคโปร์อยู่ สิงคโปร์ก็พยายามจะเป็นที่หนึ่งในอาเซียน

กสทช.เปิดประมูล 5G เดือนกุมภาพันธ์ 2563 สำเร็จเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียน ตามมาด้วยประเทศสิงคโปร์ ในเดือนเมษายน 2563 และเวียดนาม แต่วันนี้เป็นที่น่าเสียใจว่าการกระจายการขยายโครงข่ายการใช้งานของคลื่น 5จี น้อยมาก สาเหตุเพราะ 1.มาตรการแรงกระตุ้นจูงใจต่างๆ ที่จะให้ประชาชนเข้ามาใช้งานมันยังน้อย 2.ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่คาดหวังไว้ ผมเห็นว่าควรขยายโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ที่มีการเปิดประมูลไปแล้ว ส่งเสริมมาตรการต่างๆ ให้ภาคเอกชนมาลงทุน จูงใจด้านมาตรการภาษีหรือทำอย่างไรให้ขยายโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเป็นประโยชน์ในการใช้งาน ซึ่งจะนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

เรื่องที่ห้า เรื่องประชาชนโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครให้ความสนใจมาก คือจัดระเบียบสายสื่อสาร มีการประกาศกันไปแล้วว่าจะนำสายสื่อสารลงดิน เวลานี้สายสื่อสายที่พาดแขวนบนเสาไฟฟ้ามีจำนวนเยอะมาก ก่อนผมจะเกษียณเคยทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครนำสายสื่อสารลงดินด้วย

ผมอยากจะบอกว่าสายสื่อสารที่เห็นอยู่นั้น 60% ไม่ได้ใช้งาน ทางเทคนิคเรียกว่าสายตาย บางเส้นเป็นของโฟนลิงก์ แพคลิงก์ เมื่อเลิกธุรกิจแล้วไม่ได้เอาสายไฟออกจากเสา อีกสายเป็นสายที่หนักมากคือสายเคเบิลเทวี สายสื่อสารพวกนี้ถ้าเอาลงดินต้องใช้งบหมื่นกว่าล้าน จะต้องขุดท่อลึกใน กทม.อย่างเดียวความยาว 2,000 กว่ากิโลเมตร ค่าใช้จ่ายแพงมากผู้ประกอบการต้องขึ้นราคาค่าบริการ จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในเรื่องอัตราค่าโทรศัพท์แน่นอน ถ้าเป็นอย่างนั้นอย่าเพิ่งเอาสายสื่อสารลงดิน แค่เอาแขวนไว้บนเสาไฟฟ้าไปก่อน จัดระเบียบสายสื่อสารให้มีจำนวนน้อยลง และนำท่อร้อยสายมามัดรวมใช้งบไม่เกิน 500-600 ล้านบาท ไม่กระทบต่ออัตราค่าโทรศัพท์ของประชาชน

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล อยากจะเห็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นเจ้าธุรกิจ เป็นเอสเอ็มอี ทำสตาร์ตอัพ

ทั้งหมดนี้ เป็นแรงขับให้ผมเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคไทยสร้างไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเติบโตอย่างยั่งยืน