มุมมองยุคใหม่เศรษฐกิจไทย โอกาส-ความท้าทาย-การรับมือ

24.03.23 | 12:05 น.

หมายเหตุหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ สัมมนา “New Era Economy อนาคตใหม่ประเทศไทยมีซีอีโอองค์กรขนาดใหญ่บรรยายพิเศษถึงมุมมองต่อสถานการณ์โลกรวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญกับหลากหลายปัจจัยที่ท้าทาย และแนวทางรับมือ ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์   

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 

แนวโน้มของการใช้พลังงาน มีการประกาศกฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่ชัดเจนในแต่ละประเทศเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อาทิ น้ำมัน ก๊าซ ซึ่งส่งผลต่อการทำธุรกิจในอนาคตต่อไป ยกตัวอย่างการใช้พลังงานจากถ่านหินที่คาดว่าจะสูงสุดในปี 2025 น้ำมัน สูงสุดปี 2030 ก่อนจะค่อยๆ ลดลง สวนทางกับแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนที่จะเพิ่มมากขึ้น

Advertisement

วิสัยทัศน์ใหม่ของ ปตท. คือ Powering Life with Future Energy and Beyond โดยในทางธุรกิจมี 2 คำ ได้แก่ Future Energy และ Beyond ที่แบ่งออกเป็น พลังงานทดแทน การกักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และไฮโดรเจน รวมถึงไลฟ์สไตล์ ไฮแวลูบิสสิเนส โลจิสติกส์ และเอไอโรโบติก ถือเป็นเรื่องที่ทำได้จริง และเป็นอนาคตของไทย

ด้านพลังงานทดแทน มองว่าในอุตสาหกรรมการผลิตหรือส่งออกสินค้าของไทยจะเจอปัญหาในเรื่องนี้ เพราะบางประเทศต้องการความสะอาดในขั้นตอนการผลิตทั้งกระบวนการ อาทิ ไฟฟ้าต้องสะอาด ทำให้พลังงานทดแทนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไทยมีกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนอยู่ประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ เมื่อมองจากนโยบายที่ประกาศการ

มุ่งหน้าสู่คาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2065 การผลิตไฟฟ้ากว่าครึ่งจะต้องเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งไทยมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ประมาณ 3-4 หมื่นเมกะวัตต์ ทำให้พลังงานทดแทนไฟฟ้าต้องผลิตให้ได้ถึง 2-3 หมื่นเมกะวัตต์ ในปี 2050 ถือเป็นความท้าทายและโอกาสด้วย

ประเทศไทยมีอากาศร้อน แต่ไม่มีความได้เปรียบในเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์มากนัก เพราะมีเมฆมาก ลมก็อาจไม่ได้เปรียบหากเทียบกับภูมิภาคอื่น จึงต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีการพูดถึงการทำแผงโซลาร์เซลล์ในน้ำ และหากอยากให้ท้าทายมากขึ้น ก็ทำแผงโซลาร์เซลล์ในทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่า แต่มีปัญหาในเรื่องคลื่นลมและการกัดกร่อน โดย ปตท.ก็เริ่มพัฒนาแล้ว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นทุ่นวัสดุทนต่อการกัดกร่อน และการต้านแรงคลื่นได้ ปตท.ตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 1.2 หมื่นเมกะวัตต์ในปี 2030

ด้านยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี ในประเทศไทยมีรถยนต์อยู่ประมาณ 43 ล้านคัน เป็นรถอีวี 3 หมื่นคัน แต่แนวโน้มการเติบโตในปี 2021-2022 โตกว่า 200% ซึ่งศักยภาพการเป็นฐานผลิตและตลาดรถอีวีของไทยอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก ถือว่าไม่ขี้เหร่ รัฐบาลต้องมาดูว่าจะมีนโยบายอะไรช่วยได้บ้าง สำหรับ ปตท. มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น อีวีมี (EVme) ขึ้นมา เพื่อให้ผู้สนใจซื้อรถอีวีแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ สามารถเช่ารถอีวีเพื่อทดลองขับก่อนได้ ซึ่งแอพพ์อีวีมีนี้มีการเติบโตเร็วมากด้วย โดยมีเป้าหมายในสิ้นปี 2566 จะทำให้รถอีวีวิ่งได้ทั่วประเทศ

ด้านเอไอโรบอต สิ่งที่อยู่บนมือถือเป็นเรื่องของดิจิทัลแพลตฟอร์ม แต่ในชีวิตจริงเป็นฟิสิคัลแพลตฟอร์ม อาทิ ปั๊มน้ำมัน ซึ่งคงหนีไม่พ้นฟิสิคัลแพลตฟอร์มแน่นอน เพราะไม่สามารถทำทุกอย่างบนดิจิทัลแพลตฟอร์มได้ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือ การเชื่อมต่อฟิสิคัลแพลตฟอร์มเข้ากับดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพราะโลกกายภาพยังอยู่

นอกจากนี้ มีเรื่องขนส่งโลจิสติกส์ ขณะนี้ขนส่งระบบรางจากจีนไปถึงลาวเรียบร้อยแล้ว แต่ขนาดรางของไทยและลาวไปถึงจีนไม่เท่ากัน ปัญหาแก้ง่ายมาก คือ การมีจุดให้ย้ายตู้คอนเทนเนอร์ไปยังรางที่ต้องการ อาทิ เดินทางต่อไปยังจีน ข้อได้เปรียบของไทยคือ ส่วนใหญ่การขนส่งขนาดมากๆ ต้องผ่านทางทะเล ซึ่งหากประเมินแผนที่จะเห็นว่าใกล้ทะเลจากไทยมากกว่าทะเลจากจีนด้วยกันอีก

ข้อเสนอคือ ลงทุนเรื่องรางคู่ พัฒนา จ.ระนองให้เป็นท่าเรือใหญ่และเชื่อมรางคู่เข้าไป เท่ากับจะเชื่อมทะเลอันดามันเข้าไปยังจีนได้ทันที โดยเฉพาะจีนตอนกลาง หากสินค้ามาจากฝั่งตะวันตก จะมีระยะทางขนส่งที่สั้นมากกว่าและประหยัดค่าขนส่งมากกว่าด้วย ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนเพิ่มเติม

เรื่องการทำสิ่งใหม่ หรือความท้าทายจากทั้งในประเทศและทั่วโลกที่เจออยู่นั้น มี 3 อย่าง ได้แก่ เทคโนโลยี ทุน และคน แต่มองว่าทั้ง 3 อย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดพลังในการขับเคลื่อนหรือการเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน จึงจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม    

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) 

ปี 2566 มีปัจจัยความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นมาจากปี 2565 โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ถูกกระทบมากเมื่อเทียบกับหลายธุรกิจ เพราะได้รับผลกระทบทั้งจากดอกเบี้ยขาขึ้น ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้น ซึ่งอสังหาฯเป็นธุรกิจที่อ้างอิงจากค่าแรงขั้นต่ำมากพอสมควร และราคาวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันลูกค้าในส่วนของกำลังซื้อบ้านหายไปพอสมควร

แนวโน้มคนไทยที่มีอายุยืนมากขึ้น แม้ความจริงจะไม่ได้มีผลกระทบต่อภาคอสังหาฯมากนัก แต่ข้อเสียจริงๆ คือ อัตราการเกิดที่ค่อนข้างต่ำ และมีปัญหาต่อเนื่องมาตลอด ซึ่งอสังหาฯถือเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างอ้างอิงกับช่วงอายุของคนสูงมาก ไม่ว่าจะผ่านมา 10 ปี หรือ 20 ปี หรือตอนนี้ กลุ่มลูกค้าที่ซื้ออสังหาฯมากที่สุดยังเป็นช่วง 31-40 ปีอย่างต่อเนื่อง เมื่ออัตราการเกิดน้อยลงก็แปลว่าการกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในช่วงอายุ 31-40 ปีมีน้อยลง สาเหตุที่ช่วงอายุดังกล่าวซื้อบ้าน คือหากตัดกลุ่มเก็งกำไรหรือลงทุนออกไป จะเป็นกลุ่มซื้อบ้านหลังแรกในอายุช่วง 20 ปีปลายๆ หรือ 30 ปีต้นๆ ส่วนกลุ่มหลักเป็นคนที่มีอายุบ้างแล้ว มีบ้านอยู่กับคู่รักช่วงแต่งงาน พอมีลูกครอบครัวใหญ่ขึ้น ก็มองหาบ้านที่มีพื้นที่เพียงพอกับขนาดครอบครัว สะท้อนถึงช่วงอายุของประชากรไทย เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการแข่งขันของอสังหาฯไทย

พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ วิกฤตโควิดเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า อยู่บ้านมากขึ้น คุ้นชินกับการช้อปปิ้งออนไลน์ และค้นหาข้อมูลมากขึ้น รวมถึงโซเชียลมีเดียที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น สิ่งที่เห็นคือ ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมโครงการในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ 30% สามารถวางเงินจองได้ทันที เพราะค้นหาข้อมูลและเลือกโครงการที่ต้องการมาแล้ว ทำให้ตอนนี้โซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญอย่างทวีคูณในการตัดสินใจ 

สำหรับภาพลบที่เกิดขึ้น ทั้งมาตรการแอลทีวี (ในการควบคุมสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดอกเบี้ยขาขึ้น คนเกิดน้อยลง มีการพูดกันว่าอสังหาฯไทยไม่โตมานานแล้ว ผู้พัฒนาโครงการจะอยู่ได้อย่างไร จะเติบโตได้อย่างไร ซึ่งมองว่ายังมีเป็นไปได้ มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโต ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไทยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น มีรถไฟฟ้าครอบคลุมหลายเส้นทาง ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าที่ดินเดิม ทำเลเดิม เมื่อมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการก็มีความต้องการ (ดีมานด์) บ้านหรือคอนโดบริเวณนั้นมากขึ้น ใช้รถไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเดินทางวันทำงาน ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ก็กลับไปใช้เวลากับครอบครัวแทน ซึ่งรูปแบบนี้จะได้เห็นมากขึ้น

การกลับมาของลูกค้าต่างชาติในการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมภายใต้โควต้า 49% ซึ่งร้อนแรงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2565 ขณะนี้มียอดซื้อสูงกว่าก่อนเกิดการระบาดโควิดเมื่อปี 2562 แล้ว มีแนวโน้มจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในปี 2566 ด้วย บวกกับตลาดต่างจังหวัดมีกำลังซื้อที่น่าสนใจ โดยศุภาลัยเป็นบริษัทที่ลงทุนพัฒนาโครงการ 22 จังหวัดทั่วประเทศ และมีรายได้สัดส่วนสูงถึง 40% ของรายได้รวมทั้งบริษัท จุดโฟกัสคือ พื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง เป็น 2 จังหวัดที่มียอดขายอยู่บนสุดในช่วงที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มปีนี้ตลาดที่เติบโตโดดเด่นคือ ภูเก็ต มียอดขาย 3 เดือนแรกของปี 2566 เท่ากับรายได้ทั้งปี 2565 แล้ว จึงเชิญชวนให้ออกไปลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น

ขณะนี้ได้เห็นการฟื้นตัวแบบ K-shape หมายถึงมีผู้ประกอบการที่มีผลประกอบการทั้งขาขึ้นและขาลง สถิติ 6 อันดับแรกของบริษัทรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในช่วงโควิดที่มีความได้เปรียบทั้งด้านเงินทุน ทีมงาน ศึกษาความต้องการผู้บริโภคได้ตรงจุด จะสามารถไปต่อได้ จึงมองว่าภาพรวมตลาดปี 2566 คงเติบโตไม่หวือหวา แต่มีการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นแน่นอน

จรีพร จารุกรสกุล 

ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 

กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 

ที่ผ่านมาได้รับคำถามจำนวนมาก ว่าประเทศไทยยังเป็นจุดการลงทุนที่น่าสนใจอยู่หรือเปล่า ต้องบอกว่ายังเป็นที่สนใจของการลงทุนจากต่างชาติมาก เพราะมีการจูงใจด้านภาษี โดยเฉพาะกลุ่ม 12 อุตสาหกรรมใหม่ (new S-Curve) ให้มาตรการจูงใจภาษีดีที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวดีขึ้นมาก คือ กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือกลุ่มการแพทย์และสุขภาพที่กลับมาฟื้นตัวกลับมาจะเท่ากับช่วงโควิดแล้ว

3 จุดหลักๆ ที่ประเทศไทยจะไปต่อได้ คือ 1.เศรษฐกิจ 2.สังคม และ 3.สิ่งแวดล้อม ทุกด้านจะต้องไปด้วยกัน เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น การตระหนักเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมทำให้ภาคธุรกิจพลังงานหันมาสนใจพลังงานสะอาด เรื่องการขนส่งเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับดับบลิวเอชเอ ซึ่งเป็นบริษัททำด้านโลจิสติกส์ก็จริง แต่ก็ไม่ทำเรื่องการขนส่งโดยตรง ดังนั้น เพื่อให้เกิดกรีนโลจิสติกส์ได้ จึงมาดูแล้วว่าจะปรับใช้กรีนเทคโนโลยีอย่างไรให้ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ดับบลิวเอชเอได้ประกาศเรื่องกรีนโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นทาง เริ่มจากการขนส่งไปถึงปลายทาง อาทิ นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา

ดับบลิวเอชเอมองว่าประเทศไทย ไม่เคยเสียเปรียบคู่แข่ง ไทยสามารถใช้จุดแข็งจากโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดการลงทุนเข้ามาได้มาก ตลอด 20 ปีดับบลิวเอชเอสร้างงานได้ 2 แสนตำแหน่ง ดึงการลงทุนมาได้ 1.4 ล้านล้านบาทในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ดับบลิวเอชเอเองยังคงมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะไทยมีโอกาสทั้งธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจโลจิสติกส์ ในส่วนนี้จะสร้างการเติบโตคู่ขนานไปกับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ดับบลิวเอชเอเข้าไปลงทุน 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าพื้นที่อีอีซีและอุตสาหกรรม S-Curve การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสามารถดึงการลงทุนเข้ามาได้มาก และยังเกิดปรากฏการณ์ย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย เวียดนาม และอินโดนีเชีย หลังจากเกิดเทรดวอร์ระหว่างจีนกับอเมริกา

มองว่าการลงทุนรอบนี้ต่างจาก 30 ปีก่อนที่เห็นทุนญี่ปุ่นตั้งฐานการผลิตในไทย แต่ครั้งนี้ทุนใหญ่จากจีนดึงทั้งซัพพลายเชนมาลงทุนในไทย ที่มีธุรกิจต้นทุนต่ำกว่าไทย ดังนั้นไทยจะออกแบบอย่างไรให้ได้เปรียบจากการแข่งขันนี้ จึงเกิดสัญญาณว่าญี่ปุ่นกลับมาโฟกัสไทย และยืนยันจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอีวี เพราะฉะนั้นดับบลิวเอชเอยืนยันว่าไทยยังคงเป็นประเทศที่น่าสนใจ ด้วยเพราะมีสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีที่ดีที่สุดในขณะนี้ มีบุคลากรความเชี่ยวชาญ