เมื่อวันที่ 24 มีนาคม สืบเนื่องกรณี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เพื่อสอบถามสถานะของที่ดินสวนชูวิทย์ บริเวณสุขุมวิท ซอย 10 หลังเคยมีกรณีพิพาทกันในคดีรื้อทุบบาร์เบียร์ว่า เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกันตามกฎหมายไปแล้วหรือไม่ (อ่านข่าวศรีสุวรรณ บุกศาลาฯกทม. ยื่นถามชัชชาติ ‘สวนชูวิทย์’ เป็นสมบัติแผ่นดินแล้วหรือยัง ?)
นายชัชชาตกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณที่มายื่นหนังสือ กทม.จะดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยได้มอบหมายให้ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. และ นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัด กทม. ให้ดูรายละเอียดเรื่องการขออนุญาตต่างๆ การจ่ายภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ผ่านมา ต่อมาการไปขอคัดคำพิพากษา เนื่องจาก กทม.ไม่มีข้อมูล รวมถึงคำแถลงต่อศาลฎีกาของนายชูวิทย์ด้วย
“กทม.ไม่เคยเข้าไปดูแลสวนชูวิทย์ ไม่ได้เข้าไปลงทุน คงต้องรอทางรองฯ จักกพันธุ์ สรุป เพราะเรื่องนี้ต้องชัดเจน เดี๋ยวพูดไปแล้วผิด เราไม่ได้นิ่งนอนใจ ฟังท่านศรีสุวรรณตั้งแต่เมื่อวานก็รีบไปหาข้อมูลเพิ่มเติม” นายชัชชาติกล่าว
ด้าน นายศรีสุวรรณกล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อ 22 พ.ค.2548 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จัดแถลงข่าวครั้งแรกระหว่างการต่อสู้คดีรื้อบาร์เบียร์ในศาล เพื่อแสดงความตั้งใจว่าไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนดังกล่าว และจะนำที่ดินคืนสาธารณะให้สังคมโดยจัดทำเป็นสวนสาธารณะ และต่อมาวันที่ 24 ธ.ค.2548 ไม่ทันถึงปี นายชูวิทย์ก็จัดแถลงข่าวเปิดตัวสวนชูวิทย์และกล่าวในวันนั้นว่า เจตนาที่จะเสียสละนำที่ดินดังกล่าวสร้างเป็นสวนสาธารณะให้เป็นปอดของคนกรุงเทพฯได้ใช้ประโยชน์แทนโครงการสร้างโรงแรม เรียกว่า “สวนชูวิทย์”
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ต่อมาในคดีรื้อบาร์เบียร์นั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อ ม.ค.59 ว่าที่ดินพิพาทบริเวณสุขุมวิทซอย 10 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าหลังเกิดเหตุนายชูวิทย์กับพวกได้ร่วมกับจำเลยอื่นชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายไปบางส่วนแล้ว และยังมีการนำที่ดินพิพาทไปทำประโยชน์เป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปใช้ได้ โดยไม่ได้นำที่ดินไปทำธุรกิจแสวงหาผลกำไรอีก บ่งบอกว่าจำเลยรู้สึกสำนึกผิด นับว่ามีเหตุปรานี เห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสม พิพากษาแก้ว่าจากจำคุก 5 ปี ให้เหลือแค่ 2 ปี ไม่รอลงอาญา
นายศรีสุวรรณกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสวนดังกล่าวไม่มีแล้ว เพราะถูกนำไปพัฒนาเป็นอาคารสูงโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ อันเป็นที่สงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมกันอย่างมากว่า การอุทิศที่ดินของนายชูวิทย์ให้เป็นสวนสาธารณะ โดยมิได้นำไปจดทะเบียนนั้น จะถือได้ว่าที่ดินกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1304 โดยไม่จำต้องนำไปจดทะเบียนการให้ต่อเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 525 อันมีผลโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วหรือไม่ หากมีผลสมบูรณ์แล้วเป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯกทม.ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
“ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมจึงจำต้องนำความมาร้องถามผู้ว่าฯชัชชาติให้วินิจฉัยและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในวันนี้ ซึ่งหากผู้ว่าฯกทม.วินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามกฎหมายแล้ว กทม.ก็ต้องดำเนินการเรียกคืนที่ดินแปลงดังกล่าวกลับมาเป็นสวนสาธารณะ หรือให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามครรลองของกฎหมายต่อไป หากไม่ดำเนินการสมาคมจำต้องนำความไปยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป
ที่ออกมายื่นหนังสือรอบนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการออกมาเคลื่อนไหวของนายชูวิทย์โจมตีพรรคการเมืองหนึ่ง สิ่งใดที่ทำประโยชน์ต่อสังคม สังคมก็รับรู้ อย่างเรื่องทุนจีนสีเทา” นายศรีสุวรรณกล่าว
เมื่อถามว่าการออกมายื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการเปิดศึกกับนายชูวิทย์หรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ตนกับนายชูวิทย์แซวกันไปมาโดยตลอด ไม่มีการเปิดศึก ต่างคนต่างรู้จักกันดี
เมื่อถามว่าจะถูกนายชูวิทย์จะแฉกลับหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ข้อมูลตนเองใครอยากจะดูก็ดูเพราะเราเป็นนักร้องเรียน นักตรวจสอบ คงไม่มีประเด็นที่จะเข้าไปคุยกับนายชูวิทย์ เพราะตนเองร้องตามกฎหมายและระเบียบราชการ

