‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ ย้ำจุดยืน-โชว์จุดเปลี่ยน ชิงเก้าอี้นายกฯ

25.03.23 | 09:30 น.

รายงานหน้า 2 : ‘บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม’ ย้ำจุดยืน-โชว์จุดเปลี่ยน ชิงเก้าอี้นายกฯ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

กรณี น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ แกนนำกลุ่มคณะราษฎร 2563 เข้าสัมภาษณ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มองดูแล้วเป็นสัญญาณที่ดีมาก ทำให้พวกเห็นต่างทางการเมืองก่อนหน้านี้ ถูกย่อยสลายความขัดแย้งโดย พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของ 3 ป. ซึ่งก่อนหน้านี้น้องมายด์และน้องๆ หลายคนมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากรัฐบาลแน่นอน ประกอบกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของน้องๆ ที่สำคัญกระบวนการทางกฎหมายทำให้น้องๆ ติดคุกติดตะราง และเกิดความขัดแย้งกันระหว่างประชาชนและคนที่เห็นต่างจากรัฐบาล ซึ่งเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่รู้ว่าใครจัดตั้ง การที่ พล.อ.ประวิตรและทีมงานวางยุทธศาสตร์แบบนี้ การที่ให้น้องมายด์เข้าพบ เข้าสัมภาษณ์ เข้าสอบถามเรื่องกรณีความเห็นต่าง และมีภาพที่ออกมาเป็นไมตรีจิตที่ดีต่อกัน มีรอยยิ้ม ภาพแห่งการปรองดองสมานฉันท์ก้าวข้ามความขัดแย้ง เชื่อว่า พล.อ.ประวิตรได้คะแนนนิยมเต็มๆ จากภาพที่เกิดขึ้นมา

ส่วนที่คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับรัฐประหาร มีการตอบคำถามในลักษณะหากไม่มีความรุนแรง เหตุรัฐประหารคงไม่เกิดขึ้น มองว่า พล.อ.ประวิตรเป็นนักการเมืองคนหนึ่งแล้ว จะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ทั้งหมดทั้งมวล ทำให้เห็นว่ามวลชนทั้ง 2 ฟากฝั่ง และประชาชนที่เห็นต่าง จะไม่สร้างเงื่อนไข มองแล้วด้านหนึ่งของ พล.อ.ประวิตรไม่เห็นด้วย แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังยอมรับบทบาทของกองทัพอยู่เหมือนกันว่ายังมีศักยภาพ และสามารถทำรัฐประหารได้หากมีเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร และยังสื่อให้เห็นว่าคนที่จะทำรัฐประหารจะต้องมองมาที่ พล.อ.ประวิตร เพราะยังมีอิทธิพลเหนือกองทัพอยู่เหมือนกัน

จากการดูสัญญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่น่าสนใจจากการปลดป้ายของพรรครวมไทยสร้างชาติเกี่ยวกับสมาชิกพรรค หรือว่าที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งไปติดเป็นผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 โดยหลักการแล้วต้องติดป้าย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตัวมามากมายแล้วกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และต้องแสดงภาวะผู้นำทางการเมือง ต้องสร้างความฮึกเหิม แต่เมื่อมาสั่งปลดป้าย เชื่อว่าน่าจะมีเกมการเมืองบางอย่างคือ พล.อ.ประยุทธ์กลัวแพ้ กลัวไม่ได้ 25 เสียงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจะกลายเป็นฝ่ายค้านไปด้วย ซึ่งมองแล้วรับไม่ได้ ในเมื่อไม่ต้องการอยู่ในเกมของความพ่ายแพ้ ประกอบกับประเมินว่าตนเองเป็นรอง แต่ในใจต้องการเป็นผู้ชนะอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งที่กระแสมาดีมาเป็นอันดับ 3 แต่ในเกมการเมืองจริงๆ ยังมีความกังวลใจมาก หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับประทานข้าวรอบที่ 2 และมีสัญญาณชัดเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคไหนรวมเสียงข้างมากได้จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี แปลความได้ว่า นายอนุทินพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ประเมินแล้วพรรคพลังประชารัฐ รวมกับภูมิใจไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ มองดูแล้วพรรคภูมิใจไทยมีภาษีมากที่สุด หากตกลงกัน พรรคใดมีเสียงข้างมากเป็นที่ 1 จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี และ ส.ว.ต้องให้การสนับสนุน ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องมีการประเมิน

Advertisement

หากดูจากนายอนุทินไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ คงยังค้างคาใจเรื่องนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นคนรับงาน มีการเปิดเผยว่าไปรับเงิน และรับงานมาจริงๆ แต่มาเบี่ยงเบนประเด็น ทำให้พรรคภูมิใจไทยมองว่านายชูวิทย์ไปรับใบสั่งทางการเมืองมาถล่มพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องไปพึ่งพรรคพันธมิตรทางการเมืองที่พึ่งพาอาศัยได้ และยังสร้างอำนาจในการต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลหน้า

การที่ พล.อ.ประยุทธ์เลือกจะเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเต็มขั้วหรือขวาจัด เห็นได้จากการคัดสรรทีมงาน คณะทำงาน อาทิ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการเลือกแนวทาง conservative หรือแนวทางอนุรักษ์ เพราะเชื่อว่าแนวทางนี้ยังมีประชาชนให้การสนับสนุนอยู่ โดยประเมินจากที่เห็น จากสื่อมวลชน และจากคนใกล้ชิด แต่ไม่ได้ประเมินหรือมองภาพไกลทางสังคมว่า อนุรักษนิยมอาจเป็นเสี้ยวหนึ่งของสังคมก็ได้ ณ เวลานี้

แต่ พล.อ.ประวิตรกลับมองไกลกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว พรรคภูมิใจไทย และไกลไปถึงพรรคเพื่อไทย และประชาชนทุกคน แม้กระทั่งการสื่อสาร ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปรับอะไรเลยเกี่ยวกับการสื่อสาร ขณะที่ พล.อ.ประวิตรปรับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพูดไม่เก่ง แต่ใช้วิธีการเขียน สื่อสารทางภาพ รวมทั้งการพบปะกับคนหนุ่มสาว แม้กระทั่งพบปะคู่ขัดแย้งกับผู้เห็นต่างทางการเมือง อย่างน้องมายด์ หรือกลุ่มสามกีบ ก็ยังกล้าพบ ซึ่งจะไม่เห็นภาพแบบนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์แน่นอน

ส่วนการที่ พล.อ.ประวิตรจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูง เพราะทักษิณ ชินวัตร ก็ทะเลาะกับพรรคก้าวไกลแล้ว และทะเลาะกันอย่างรุนแรงยากจะร่วมรัฐบาลกันแล้ว เพราะพรรคก้าวไกลยื่นคำขาดว่าจะต้องยกเลิก ม.112 ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ยอมอยู่แล้ว โอกาสของพรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ก็ยากอีกด้วย จึงจำเป็นต้องพึ่งพา พล.อ.ประวิตร

หากพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และเอาพรรคภูมิใจไทยมาร่วมรัฐบาล ปล่อยให้พรรครวมไทยสร้างชาติโดดเดี่ยว มองดูแล้วอาจจะไม่สบอารมณ์กับบรรดาแฟนคลับสมาชิกพรรค
เพื่อไทยที่ไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยจับมือพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคก้าวไกลไม่ได้ เพราะพรรคก้าวไกลจะเป็นอุปสรรคต่อการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร จึงต้องจับมือกับพรรคที่เป็นไปได้ในความเป็นจริง หลังจากนั้นจะต้องจัดสร้างชุดวาทกรรม หรือความชอบธรรมอย่างหนึ่ง เช่น การจับมือระหว่างพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย จะปิดสวิตช์ ส.ว.คือ 3 พรรคอาจยกมือช่วยกันโหวตนายกรัฐมนตรี โดยไม่ต้องพึ่งพา ส.ว. และอาจต้องสร้างความคิดว่า พรรคเพื่อไทยพยายามทุกวิถีทางแล้วในการแลนด์สไลด์ แต่ไม่สามารถแลนด์สไลด์ได้ ก็จำเป็นต้องจับมือกับคนละฟากฝั่งอุดมการณ์ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง สมานฉันท์ประเทศไทย ต้องให้โอกาสทุกๆ คน เพราะอย่างน้อยพรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติก็มาจากการเลือกตั้ง ต้องเคารพประชาชนเหมือนกัน ทำให้มีชุดคำอธิบายว่า ทำไมถึงจะต้องจัดตั้งรัฐบาลถึงแม้จะมีอุดมการณ์ไม่เหมือนกัน

ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติแบบนี้ ต้องเป็นคนที่ประนีประนอม มีความยืดหยุ่น สามารถประนีประนอมกับคนทั้ง 3 ข้างได้ และหาข้อสรุป หาแนวทางออกได้ ผู้นำต้องเป็นแบบนี้ หากเลือกข้างแบบพรรคเพื่อไทยชนะจริงแต่อีกข้างไม่ยอมรับ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์หากชนะเลือกตั้งคนก็ไม่ยอมรับ เพราะสังคมไม่มีทางออก จึงต้องหาคนกลาง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร นายอนุทิน มองเกมออก จึงต้องเดินเกมการเมืองแบบยืดหยุ่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหวยอาจมาออกที่ พล.อ.ประวิตรหรือนายอนุทินก็เป็นไปได้

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

จากที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดตัวทีมเศรษฐกิจก็ชัดเจนว่าเขาต้องการจะชูความโดดเด่นในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และอีกประเด็นหนึ่งที่ชัดเจนคือ เมื่อวานได้มีการเปิดตัว พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ซึ่งเราก็ทราบดีว่าอยู่ในขั้วหรือฝ่ายไหน โดยให้เข้ามาดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต ด้านสุขภาพ ดังนั้นจุดเด่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังคงเดิมอยู่คือเน้นในเรื่องของความสงบ ก็จะอ้างว่า 8 ปีที่ผ่านมา ได้นำความสงบเรียบร้อยมาสู่ประเทศชาติ ทำให้เกิดความมั่นคงภายในประเทศชาติ นี่คือจุดเน้นของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีคำหนึ่งสอดคล้องกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) คือการก้าวข้ามพ้นความขัดแย้ง

แต่ในกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะมีความชัดเจนมาจากจดหมายหลายฉบับ และยังคงเน้นต่อไปเรื่อยๆ พรรค รทสช.มีเป้าหมายที่จะดึงคนที่หลากหลายวงการ อาจจะไม่ได้เน้นในเรื่องของคนรุ่นใหม่ เพราะปลายทางคือต้องการที่นั่งเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ส่วนพรรค พปชร.มีความชัดเจนในเรื่องของการเสนอตัวว่าจะเป็นพรรคพี่มาสานสัมพันธ์และขับเคลื่อนประเทศภายใต้ประเด็นการก้าวข้ามความขัดแย้งของพรรคต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งผมคิดว่านี่คือจุดแข็งของพรรค พปชร.อย่างมาก หมายความว่าการนำเสนอทิศทางแบบนี้ เป็นการพร้อมจะจับมือกับฝ่ายไหนก็ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งและจุดได้เปรียบของพรรค พปชร.ที่เหนือกว่าพรรค รทสช.ที่ค่อนข้างจะโดดเดี่ยวระดับหนึ่ง

จากกรณีที่ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ แกนนำกลุ่มคณะราษฎร เข้าพบ พล.อ.ประวิตร ที่พรรค พปชร. ในฐานะสื่อ แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรอยู่เป็น มีบุคลิกที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์จะดูดุหน่อย อาจจะยังไม่อ้าแขนเปิดกว้างให้ การที่เปิดให้ น.ส.ภัสราวลีเข้าพบและพูดคุยกัน ก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ยืนยันคำพูดที่พรรคขายว่า ก้าวพ้นความขัดแย้ง นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประวิตรแสดงออกมาและจะแสดงออกมาเรื่อยๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการร่วมรับประทานอาหารกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และผมคิดว่าภาพนี้ก็จะปรากฏออกมาเรื่อยๆ ทั้งภาพของการรับประทานอาหาร การเปิดโอกาสให้คนทุกภาคส่วนเข้าพบพูดคุย

ผมคิดว่า พล.อ.ประวิตรมาถูกทางแล้วในการสร้างจุดขายแบบนี้ แต่ผมคิดว่าบุคลิกของ พล.อ.ประยุทธ์แทนที่จะทำให้แนวร่วมเพิ่มมากขึ้น กลับลดถอยลง นี่เป็นความต่างที่ผมคิดว่ามีผล อาจจะด้วยนโยบายของพรรค หรือจุดขายที่เราทราบกันว่าทางพรรค รทสช.เองก็ไม่ได้ยึดอย่างเช่นเดียวกับแนวทางของพรรค พปชร.ที่จะก้าวข้ามพ้นความขัดแย้ง ส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นคำพูดที่เหมือนเดิม คือเน้นความสงบเรียบร้อย ความรักชาติ และอาจจะมีคำเพิ่มเติมคือพยายามเชื้อเชิญคนในภาคส่วนต่างๆ มาช่วยกันทำงาน เช่นกรณีของ พล.ต.นพ.เหรียญทอง

ถ้าถามว่าในอนาคตจะมีการกลับมาทำงานร่วมกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ ต้องตอบว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมดในการเมืองไทย ถึงตอนนั้นแล้วจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรคที่ได้เป็นสิ่งที่ทางกรรมการบริหารพรรคของแต่ละพรรคต้องมานั่งพูดคุยกันและกำหนดทิศทางถึงสมการความเป็นไปได้ทางการเมือง ว่าจะเป็นอย่างไร จะไปรวมกับพรรคไหน เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้ที่ว่าพรรค พปชร.จะจับมือกับพรรค รทสช.ก็ยังคงมีอยู่ ตอนนี้อาจจะมองว่าทั้งสองพรรคนี้แยกกันเดินอยู่ แต่สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าถ้ามีความเป็นไปได้ในเรื่องของการจับขั้วรัฐบาล ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ยกเว้นกรณีของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่อาจจะมีความยากในการจะไปรวมกับพรรคอนุรักษนิยม

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

ท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีท่าทีอ่อนลงในระยะนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มองเห็นได้ว่าโชว์เหนือกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้แสดงออกมาให้เห็นว่าตนเองนั้นเป็นคนกลาง ที่สามารถเชื่อมได้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษนิยม เห็นได้จากที่มีการแสดงออกมาในเพจของลุงป้อม มีการโพสต์ภาพที่น้องมายด์ไปพบกับลุงป้อม ขณะที่น้องมายด์อ้างว่ามาในฐานะสื่อมวลชน โดยลุงป้อมยังได้ให้สัมภาษณ์แบบลุงใจดีคนหนึ่งแสดงให้เห็นว่าลุงป้อมพยายามจะโชว์เหนือ พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมจะเป็นนายกฯคนกลางในสภาวะแบบนี้

ท่าทีของลุงป้อมนั้นน่าจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนได้มากกว่าลุงตู่ ที่มีการแสดงออกมาด้วยความไม่แข็งกร้าว โดยต่างไปจากลุงตู่ที่ยังใช้บุคลิกแบบเดิมที่เคยทำมา นอกจากลุงป้อมจะไม่แสดงถึงความแข็งกร้าวแล้วยังได้พูดถึงเรื่องการรัฐประหารด้วยว่า รัฐประหารมันไม่เกิดขึ้นหรอก ถ้าคนไทยไม่ขัดแย้งทะเลาะกันเองจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ซึ่งการพูดแบบนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าลุงป้อมแกเชื่อมโยงได้ทั้งหมดกับทุกฝ่ายและพร้อมที่จะเป็นนายกฯ

ซึ่งสิ่งที่แสดงออกมานั้น กระทบตรงๆ กับ พล.อ.ประยุทธ์ โดยจากบุคลิกที่แสดงอยู่เช่นในทุกวันนี้ มันแตกต่างไปจากภาพของพี่น้อง 3 ป.เดิม ที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหารสืบทอดอำนาจ เป็นศัตรูกับฝ่ายคนรุ่นใหม่หรือกับฝ่ายประชาธิปไตย แต่ลุงป้อมได้สลัดภาพนี้ออกมา ให้ปรากฏเป็นภาพที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางแบบเดิมๆ และเห็นว่าประเทศชาติจะต้องเดินไปด้วยระบอบประชาธิปไตย

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ยังได้พยายามรอมชอมกันกับฝ่ายอนุรักษนิยมด้วย แสดงให้เห็นว่าลุงป้อมโชว์เหนือ พล.อ.ประยุทธ์ และแสดงถึงความพร้อมที่จะเป็นนายกฯคนต่อไปได้มากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตรงนี้ทำให้ลุงป้อมดูน่ารักกว่าลุงตู่เยอะเลย จากบุคลิกที่แสดงออกมาให้เห็นในทุกวันนี้ ส่วนความเป็นไปได้ในการที่จะกลับมาร่วมกันอีกหลังจากการเลือกตั้งไปแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับการเมืองไทย

แต่ช่วงวินาทีนี้ลุงป้อมได้แสดงออกชัดเจนว่า เขามีสิ่งที่เหนือกว่าคือ นอกจากภาพที่พบกันกับน้องมายด์แล้ว ยังมีภาพที่ปรากฏและเห็นในสื่อถึง 2 ครั้ง คือ พรรคพลังประชารัฐรับประทานอาหารร่วมกับพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า ลุงป้อมได้เดินสายจับขั้วทางการเมืองไว้รอแล้ว อย่างที่ได้เห็นการพูดคุยกันกับทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไว้ว่า ใครได้ก็เป็นนายกฯไป ขณะที่ทางนายอนุทินยังได้พูดว่าให้อาเป็นก่อนก็ได้ แสดงว่าลุงป้อมเดินสายในการเจรจาจับขั้วการเมืองไว้รอแล้ว

หากถามว่าหลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ยังกลับมารวมกันได้หรือไม่นั้น การเมืองมันเกิดขึ้นได้ และสายสัมพันธ์ระหว่าง 2 ป.ก็ไม่ได้ขาดสะบั้นอะไรมากมาย จึงเกิดขึ้นได้หมด แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันขึ้นอยู่กับคะแนนเสียง ถ้าพรรคพลังประชารัฐหรือขอใช้คำว่าพรรครอเสียบ ไม่ว่าฝ่ายใดทั้งเพื่อไทยหรือว่าฝ่ายลุงตู่ ที่จะมาจัดตั้งเป็นรัฐบาลลุงป้อมก็จะมาเป็นตัวแปรสำคัญที่จะรอเสียบ ซึ่งมองได้อย่างนี้มากกว่า

โดยมีปัจจัยเดียวที่ลุงป้อมอาจจะเป็นรัฐบาลไม่ได้ คือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านปัจจุบันจะชนะขาดมากๆ เท่านั้นเอง ซึ่งก็มองดูว่าน่าจะเหนื่อยหน่อย แต่หากชนะไม่ขาดและต้องใช้เสียงของพรรคที่มารวมกันเยอะๆ นั้น พรรคลุงป้อมเข้าได้ทั้งสองฝ่าย หลังจากที่ดูจากบุคลิกแล้วตามสไตล์ของลุงป้อมในขณะนี้ แม้แต่เพื่อไทยเองที่ยังไม่ได้ประกาศว่าจะจับมือกับใคร แต่ถ้าเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์ และอยากตั้งรัฐบาลจริงๆ ในความเห็นนั้น การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยมันบริหารราชการแผ่นดินยาก

และถ้าต้องการรวมเสียงก็ต้องคิดว่ามีโอกาส เพราะว่าสายสัมพันธ์อันดีระหว่างฝั่งเพื่อไทยกับ พล.อ.ประวิตรก็ยังคงพอมีอยู่ และหลายคนนั้นก็ยังเป็นคนเก่าของพรรคไทยรักไทย เป็นคนเก่าของพรรคพลังประชาชน และคนเก่าของเพื่อไทย จึงยังมีสายสัมพันธ์อันดีอยู่ อาจรวมกันได้ และมีเพียงแค่ปัจจัยเดียวเท่านั้นที่จะไม่เอาพลังประชารัฐ คือ พรรคเพื่อไทยจะต้องชนะให้ขาด แลนด์สไลด์จริงๆ เท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่ปัจจัยนี้ คิดว่าเมื่อจำเป็นต้องใช้รัฐบาลผสมพรรคร่วม ลุงป้อมก็มีโอกาสรวมกับเพื่อไทยที่จะจับมือกันได้