ยุบสภา-มุ่งเลือกตั้ง นัยยะผ่านสูตรจับขั้ว ผลกาบัตรชี้ฉันทามติ

26.03.23 | 12:30 น.

ยุบสภา-มุ่งเลือกตั้ง นัยยะผ่านสูตรจับขั้ว ผลกาบัตรชี้ฉันทามติ

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือฤกษ์วันที่ 20 มีนาคม 2566 ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ เพียง 3 วัน การยุบสภาก่อนครบวาระมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกเสียจากแฝงไปด้วยนัยยะทางการเมือง เพราะเป็นอีกเทคนิคต่อการสร้างความได้เปรียบให้กับผู้มีอำนาจที่หวังจะไปต่อในเส้นทางการเมืองผ่านพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดช่องให้บรรดา “บิ๊กเนม” และ “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.” ของแต่ละพรรคได้ย้ายพรรคกันอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่จะย้ายเข้าพรรค รทสช. เพราะมาตรา 97 ระบุไว้เงื่อนไขไว้ว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน (3) กำหนดว่า เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภาระยะเวลาเก้าสิบวันดังกล่าวให้ลดลงเหลือสามสิบวัน

แน่นอนการการยุบสภาทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของแต่ละพรรค ได้ตัดสินใจกันอีกครั้งในการที่จะสังกัดพรรคเพื่อลงรับเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นตามไทม์ไลน์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้ คือวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ นั่นเท่ากับว่า ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.จะต้องสังกัดพรรคให้ครบ 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง คือ วันที่ 14 เมษายนนี้ จากนี้จึงต้องติดตามว่าพรรค รทสช.ที่เตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงสนามเลือกตั้งจะมี “บิ๊กเนม” หรือ “ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.” ในระดับเกรดเอ ย้ายมาร่วมงานกับพรรค รทสช.เพิ่มอีกหรือไม่

เพราะการจะไปในทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรค รทสช. ยังต้องฝ่าอีกหลายด่าน โดยเฉพาะด่านสำคัญ ในการชนะเลือกตั้งได้เสียง ส.ส.มากพอ เกินขั้นต่ำ 25 เสียง เพื่อให้มีสิทธิต่อการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯให้ที่ประชุมรัฐสภาทั้ง 750 คน โหวตคัดเลือก

ขณะที่ไทม์ไลน์นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปมีความชัดเจน ทุกพรรคต่างเดินหน้าเตรียมความพร้อมลงพื้นที่คัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต 400 คน และจัดวางลำดับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 100 คน รวมทั้งวางกลยุทธ์ลงพื้นที่หาเสียงช่วงชิงคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาให้ได้มากที่สุด ส่วนความเคลื่อนไหวของการพูดคุยระดับแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำเพื่อประสานความร่วมมือไว้ก่อนการเลือกตั้งในการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งจึงเป็นวิสัยในทางการเมืองที่นักเลือกตั้งจะมาร่วมวงพูดคุยกันได้ ผ่านวงรับประทานอาหารกลางวัน ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดถึง 2 ครั้ง ระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. กับแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวมทั้ง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรค และ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรค ภท.

Advertisement

พร้อมกับมีสูตรการจับขั้วรวมเสียงตั้งรัฐบาลกันอีกครั้งผ่านการประเมินของแกนนำของทั้งสองพรรคที่่ร่วมวงรับประทานอาหารกลางวันร่วมด้วย ซึ่งมีการประเมินตัวเลขที่แต่ละพรรคจะได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาเบื้องต้นด้วย โดยพรรค พปชร.จะได้ 70 ที่นั่ง พรรค ภท.จะได้ 70 ที่นั่ง รวมเป็น 140 ที่นั่ง บวกกับเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รวมทั้ง 4 พรรค จะได้เกิน 203 ที่นั่ง จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่ใช่เสียงข้างน้อย เพราะมีเสียงของ ส.ว.ด้วยส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันในวงรับประทานอาหารดังกล่าว ยังมีการพูดคุยไปถึงขั้นการโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 ด้วยว่า หากพรรคใดได้เสียงมากกว่าก็จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯจากพรรคนั้น ส่วนพรรคที่ได้เสียง ส.ส.น้อยกว่า ตั้งแต่ 25 เสียง 30 เสียง และ 40 เสียง จะมาขอให้พรรคพันธมิตรที่ได้เสียง ส.ส.มากกว่า โหวตสนับสนุนนายกฯให้นั้นคงจะไม่ได้

การพูดคุยเพื่อจับมือทำสัญญาใจกันหลวมๆ ออกแบบสูตรจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนการเลือกตั้งจะในทางลับหรือทางแจ้ง ถือเป็นวิสัยที่สามารถทำได้ ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร แต่ละพรรคจะใช้กลยุทธ์ใดมาสู้ศึกเลือกตั้งย่อมเป็นการบ้านให้ระดับแกนนำและทีมยุทธศาสตร์ต้องไปแก้โจทย์กันเอง ส่วนจะเลือกเดินเกมการเมืองแบบไหน “ผิด” หรือ “ถูก” ย่อมไม่มีใครตอบล่วงหน้าได้ เพราะจากนี้ไปจนถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้งบางพรรคที่ว่าแน่ๆ อาจมีบางปัจจัยแทรกซ้อนขึ้นมาจนส่งผลต่อการเลือกตั้งพลิกล็อกได้เพียงชั่วข้ามคืนเหมือนกัน

เพราะของจริงที่ทุกพรรคจะหนีและปฏิเสธไม่ได้ คือ ผลการเลือกตั้งหลังปิดหีบนับคะแนนในช่วงค่ำวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ย่อมเป็นฉันทามติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ที่ส่งผ่านการเลือกตั้งซึ่งจะเป็นคำตอบในทางคณิตศาสตร์ให้กับทุกพรรคที่ถูกต้อง ต่อการกำหนดทิศทางการเมืองว่า “ขั้วการเมืองเดิม” กับ “ขั้วการเมืองใหม่” หรือ “ขั้วการเมืองผสม” ใครจะได้สิทธิในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล หรือต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน