ศึกเลือกตั้ง ส.ส.สมรภูมิจังหวัดเชียงรายในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ พื้นที่แม่สายมีการแบ่งเขต ก่อนที่มีประเด็นร้อนเรื่องการรวมคนที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยมาคำนวณเป็นสัดส่วนที่นั่ง ส.ส.เชียงราย ได้ที่นั่งผู้แทนเพิ่มจาก 7 เป็น 8 เขต แต่หลังจากต้องหักจำนวนผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยออกจากการคำนวณสัดส่วนผู้แทน ส่งผลให้ จ.เชียงราย ที่จำนวน ส.ส.เท่ากับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 คือ 7 เขต โดยผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) กวาดไปได้เพียง 5 ที่นั่ง และถูกอดีตพรรคอนาคตใหม่เจาะไป 2 เขต
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากพรรค พท.แชมป์เก่าที่ชูกระแสแลนด์สไลด์หวังกวาดยกจังหวัด แต่ก็มีคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้เหมือนกัน ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่หวังแชร์ที่นั่งผู้แทนเช่นกัน ต่างงัดทุกกลยุทธ์มาสู้ศึกเลือกตั้ง
พรรค พท.แชมป์เก่ามีการปรับเปลี่ยนตัวว่าที่ผู้สมัครค่อนข้างมาก เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่เครือญาติลูกหลานของอดีต ส.ส.ของพรรคในพื้นที่ มารับไม้ต่อลงเลือกตั้ง
มีเพียงกลุ่มของ “สามารถ แก้วมีชัย” และ “ตระกูลวันไชยธนวงศ์” ที่ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น เนื่องจากปัจจัยปัญหาภายในพรรค
ขณะที่พรรค ภท.ก็หวังปักธง ส.ส.ครั้งนี้ โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ภท. ลงพื้นที่มาปฏิบัติภารกิจหลายครั้ง พร้อมกับนำเสนอโครงการฟอกไตในโรงพยาบาลพื้นที่ เพื่อเรียกคะแนนเสียง รวมถึงมีการดึงตัวอดีต ส.ส.พื้นที่ อาทิ “นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” “ภีระเดช คำสมุทร” 2 ส.ส.เชียงราย พรรค ก.ก. รวมไปถึง “รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์” ส.ส.เชียงราย พรรค พท. มาสวมเสื้อพรรค ภท. ลงสมัครเลือกตั้งรอบนี้
ส่วนพรรค ทสท.ของ “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เดินหน้าสู้อย่างเต็มที่ไม่มีถอย พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครของพรรค ทสท. รวมทั้งเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงมาแล้วหลายครั้ง โดยมีการดึงเอาอดีต ส.ส.ของพรรค พท. ที่บางคนสอบตกและบางคนหลุดโผในการลงสมัครเลือกตั้งนี้ ให้มาสวมเสื้อพรรค ทสท. อาทิ “บัวสอน ประชามอญ” และ “สฤษฎ์ อึ้งอภินันท์” อดีต ส.ส.พรรค พท. ที่นั่งเป็นผู้แทนมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย
สำหรับพรรค ก.ก.แม้จะเสีย 2 อดีต ส.ส.ของพรรค ไปให้พรรค ภท. แต่ยังมุ่งมั่นเฟ้นหาผู้สมัครหน้าใหม่ลงสู้ศึกแทน โดยวางตัวว่าที่ผู้สมัครลงครบทุกเขต มีการดึงกลุ่มอดีตสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ในพื้นที่ กลุ่มทนายความและวิศวกร ล้วนเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มาร่วมทีม ซึ่ง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค เดินทางมาเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครไปแล้วเช่นเดียวกัน
โฟกัสที่เขตที่ 1 อ.เมืองเชียงราย ถือเป็นเขตที่คาดว่าน่าจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุด เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรค พท.เสียที่นั่งให้กับ “นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” หรือหมอเอก อดีต ส.ส.พรรค ก.ก. ครั้งนี้พรรค พท.เปลี่ยนตัวว่าที่ผู้สมัครจาก “สามารถ แก้วมีชัย” ซึ่งสอบตกครั้งก่อนมาเป็นทาง “ร.ต.อ.ธนรัช จงสุทธานามณี” บุตรชายคนโต “วันชัย จงสุทธานามณี” นายกเทศมนตรีนครเชียงรายลงสมัครแทน
โดยมีคู่ชิงคนสำคัญอย่าง “หมอเอก” นพ.เอกภพ ดีกรีอดีต ส.ส.พรรค ก.ก. แต่หนนี้สวมเสื้อพรรค ภท.ลงชิงชัย ซึ่งมีตัวแปรอีกคน คือ “ชิตวัน ชินอนุวัฒน์” หรือ “ผอ.ปั๋น” ผอ.สโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ที่มาลงสมัครในนามพรรค ก.ก.แทน เรียกได้ว่าเป็นเขตที่สู้กันมันหยด
อีกเขตที่ต้องจับตา คือเขตที่ 8 พื้นที่ อ.แม่สาย อ.แม่ฟ้าหลวง และ อ.แม่จัน 4 ตำบล เดิมเขตนี้ “อิทธิเดช แก้วหลวง” ส.ส.พรรค พท. เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่การเลือกตั้งครั้งก่อนถูก “พีรเดชคำสมุทร” อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ คว้าเก้าอี้ไปครอง ครั้งนี้ “อิทธิเดช” จึงหวังจะแก้มือทวงเก้าอี้คืน ขณะที่ “พีรเดช” ย้ายมาสวมเสื้อพรรค ภท.ลงป้องกันแชมป์ โดยมีแรงหนุนเต็มที่จาก “อนุทิน” หัวหน้าพรรค ภท. ส่วนพรรค ก.ก. ส่ง“พลากร วงค์ประเสริฐ” อีกทั้งยังมี “พล.ต.สุวิทย์ วังยาว” จากพรรคเพื่อชาติ มาช่วงชิงที่นั่งด้วย
ส่วนเขตที่ 3 พื้นที่ อ.แม่ลาว อ.แม่สรวย และ อ.เวียงป่าเป้า เดิมทีเป็นพื้นที่ของ “วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์” อดีต ส.ส.พรรค พท. แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค พท.ส่ง “วิกรม เตชะธีราวัฒน์” ลงแทน มีคู่แข่งคนสำคัญอย่าง “สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ครั้งนี้จะสวมเสื้อพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) มาทวงเก้าอี้คืน
ขณะที่เขตที่ 5 พื้นที่ อ.เทิง อ.พญาเม็งราย อ.ขุนตาล และ ต.บุญเรืองของ อ.เชียงของ อาจเป็นการรวมตัวว่าที่ผู้สมัครที่น่าสนใจหลายคน ทั้ง “รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์” อดีต ส.ส.พรรค พท. ที่หันมาสวมเสื้อพรรคภท. ลงสมัคร โดยพรรค พท.จะส่ง “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” ลงรักษาเก้าอี้ และอาจมี “บัวสอน ประชามอญ” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย มาร่วมชิงชัยด้วย
ส่วนการแข่งขันในเขตเลือกตั้งที่เหลือในเขตอื่นๆ แม้จะมีพรรคการเมืองอื่นๆ ส่งผู้สมัครมาลงชิงชัยครบทุกเขต แต่ด้วยชื่อชั้นและฐานเสียงของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค พท. ยังครองคะแนนเสียงมากกว่า โอกาสที่ว่าที่ผู้สมัครของพรรค พท.จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.ไปครองนั้นจึงมีมากกว่าพรรคอื่น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังต้องจับตาการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ที่แต่ละพรรคต้องงัดทุกกลยุทธ์มาสู้กันเต็มที่
บรรดา “ตัวเต็ง” ที่มั่นใจว่านอนมา หากประมาทเพียงนิดเดียว อาจเสียน้ำตาได้เหมือนกัน

