การจัดบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรคการเมืองก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง ทั้งในแง่กระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร 100 รายเข้าสู่บัญชี และการจัดเรียงลำดับผู้สมัครหลังจากนั้น ล้วนเป็นการต่อรองทางการเมืองที่เข้มข้น ดุเดือด และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมภายในได้ทุกเมื่อ
ยิ่งเมื่อโพลหลายสำนักเริ่มทยอยเผยแพร่ความนิยมของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งออกมา สิ่งหนึ่งที่พอจะประเมินได้ง่ายที่สุดจากผลโพลเหล่านั้น ก็คือ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของแต่ละพรรค
หมายความว่าจะเริ่มมีการคาดคะเนกันว่าคนที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ของปาร์ตี้ลิสต์จึงจะถือเป็น “โซนปลอดภัย” ซึ่งอาจส่งผลให้คนที่อยู่นอกโซนนั้นมีความรู้สึกไม่พอใจและเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ตามมา
นี่คือ “ความเป็นไปได้” ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองทุกขั้ว ไม่ว่าจะมีบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยดำรงอยู่ภายในพรรคเหล่านั้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม
เช่นเดียวกับ “ความเป็นไปได้” ของการมีคนที่จะต้อง “ออกอาการ” น้อยใจ ผิดหวัง ชวนทะเลาะ ผ่านสื่อ
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเพียง “การเมือง” (เชิงดราม่า) รูปแบบหนึ่งของการจัดทำปาร์ตี้ลิสต์เท่านั้น
แท้จริงแล้ว ยังมี “การเมืองของปาร์ตี้ลิสต์” ในอีกรูปแบบ ที่น่าให้ความสนใจไม่แพ้กัน
กล่าวคือ ถ้าผู้สมัคร ส.ส.เขต จำเป็นจะต้องสะท้อนหรือยึดโยงกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่เลือกตั้งนั้นๆ
รายนามและการจัดเรียงลำดับของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ก็อาจสื่อให้เห็นถึงรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิกภาพ-อุดมการณ์-โครงการทางการเมืองโดยรวมของบรรดาพรรคการเมือง
รายชื่อสิบอันดับแรกในปาร์ตี้ลิสต์ของทุกพรรค คือ หน้าตา ที่ต้องมีการตกแต่ง-จัดเรียงให้มีความดึงดูดใจ น่าตกหลุมรักเมื่อแรกพบ น่าเลือก
เรายังจะได้เห็นศิลปะในการวางดุลอำนาจผ่านปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคการเมืองใหญ่ๆ ที่ประกอบด้วยนักการเมืองหลากกลุ่มหลายมุ้ง รวมถึงพรรคการเมืองที่มีนักการเมืองระดับ “บิ๊กเนม” อัดแน่นเต็มบัญชีรายชื่อไปหมด
รวมทั้งได้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของคนเป็น “นายทุน/กระเป๋าเงิน” พรรค ตลอดจนลำดับความสำคัญของคนที่จะยึดโยงพรรคการเมืองนั้นๆ กับ “คอนเน็กชั่นสลับซับซ้อน” อื่นๆ ซึ่งมีความไม่สำคัญไม่แพ้ผลคะแนนจากคูหาเลือกตั้ง
ในเชิงเนื้อหาสาระ เราได้เห็นพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยที่มีนโยบายทางสังคม-เศรษฐกิจน่าสนใจหรือมีลักษณะก้าวหน้าทางความคิด ทั้งยังมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือทำงานเกี่ยวกับประเด็นเหล่านั้นมาอย่างต่อเนื่อง ปรากฏอยู่ใน 100 รายชื่อของปาร์ตี้ลิสต์
สิ่งที่ต้องตั้งคำถามต่อก็คือ พรรคการเมืองต้นสังกัดนั้นเปิดกว้างมากพอ ที่จะจัดวางบุคลากรกลุ่มนี้ไว้ใน “โซนปลอดภัย” จนสามารถเข้าไปมีปากมีเสียงขับเคลื่อนการทำงานในสภาหรือไม่?
โดยสรุปแล้ว หน้าตาของบัญชีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของทุกพรรคการเมือง ย่อมจะบอกกล่าวสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ในระดับหนึ่งว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นให้น้ำหนักกับคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่มากกว่ากัน?
แต่ละพรรคจะมุ่งใส่ใจกับภาพลักษณ์สาธารณะหรือต้องเอาใจแกนนำมุ้งการเมืองต่างๆ รวมถึงตัวแทนเครือข่ายอีลีทที่มีพลังในการเจรจาต่อรองทางการเมืองตรงฉากหลัง?
แต่ละพรรคจะเทความสำคัญไปที่นักเลือกตั้งมากประสบการณ์หรือจะกล้าเสี่ยงกับตัวแทนของกลุ่มบุคคลอันหลากหลายในสังคม ที่มีประสบการณ์/ความรู้เฉพาะด้าน?
นี่คือ “ความเป็นการเมือง” อีกประเภทหนึ่งที่จะปรากฏอยู่ในการจัดวาง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองทั้งหมด
ปราปต์ บุนปาน

