โพลชาวกรุงชูนั่งนายกฯ ‘พิธา’ เบียดแซง ‘อิ๊ง’ แต้มสูสี
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยถึงผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “คน กทม. เลือกพรรคไหน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-21 มีนาคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,500 หน่วยตัวอย่าง
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนกรุงเทพมหานครจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 25.08 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) อันดับ 2 ร้อยละ 24.20 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 18.24 ระบุว่าเป็น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 4 ร้อยละ 5.96 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 5.68 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)
อันดับ 6 ร้อยละ 5.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 7 ร้อยละ 4.84 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคชาติพัฒนากล้า) อันดับ 8 ร้อยละ 2.40 ระบุว่าเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 10 ร้อยละ 1.64 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
อันดับ 11 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) และร้อยละ 3.20 ระบุ อื่นๆ ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคไทยศรีวิไลย์) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนากล้า) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคก้าวไกล) นายวิกรม กรมดิษฐ์ และ นายสกลธี ภัททิยกุล (พรรคพลังประชารัฐ)
สำหรับพรรคการเมืองที่คนกรุงเทพมหานครจะเลือกให้เป็น ส.ส. แบบแบ่งเขต พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.92 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 27.72 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 14.32 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 6.76 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.32 ระบุว่าเป็น พรรคชาติพัฒนากล้า อันดับ 6 ร้อยละ 2.96 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.48 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 9 ร้อยละ 1.68 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 10 ร้อยละ 1.48 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 2.20 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้า พรรคไทยภักดี พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคเทิดไท พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ และพรรคเศรษฐกิจไทย
ด้านพรรคการเมืองที่คนกรุงเทพมหานครจะเลือกให้เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.40 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ร้อยละ 28.76 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 14.68 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 4 ร้อยละ 6.08 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.48 ระบุว่าเป็น พรรคชาติพัฒนากล้า อันดับ 6 ร้อยละ 3.04 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 8 ร้อยละ 2.08 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ อันดับ 9 ร้อยละ 1.44 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 10 ร้อยละ 1.28 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ และร้อยละ 2.16 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้า พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทยภักดี พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคเพื่อชาติ พรรคเศรษฐกิจไทย พรรคเทิดไท และพรรคประชาชาติ
นายพิธากล่าวว่า ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจที่ได้มอบให้และทุกการสนับสนุนจะเป็นพลังร่วมผลักดันการทำงานทั้งของตนเองและพรรคก้าวไกลในการเปลี่ยนแปลงต่อไป ส่วนความนิยมในอนาคตนั้นคาดได้ว่าจะเพิ่มขึ้นไปตามการทำงานต่อเนื่องของพรรคก้าวไกล จากจุดนี้ไปจะใช้เวลาช่วงที่เหลืออยู่นี้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เข้าหาพบปะประชาชนต่อเนื่อง รวมทั้งย้ำนโยบายและจุดยืนการทำงานแบบพรรคก้าวไกลต่างจากพรรคอื่นอย่างเห็นได้ชัด ในความชัดเจน ตรงไปตรงมา กล้าคิดกล้าทำ
นายพิธากล่าวว่า พรรคก้าวไกลเน้นย้ำเสมอว่าโจทย์ของการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม คือการเปลี่ยนแปลงประเทศและรื้อโครงสร้างมากกว่าแค่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ต้องขอความช่วยเหลือไว้วางใจจากทุกคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกันกับเราให้ร่วมเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ ช่วยกันสื่อสารเจตจำนงนี้ของพรรคก้าวไกลออกไปให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้น

