ณ เบื้องหน้าข่าวความต้องการจะกลับบ้านของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ประกาศผ่านสำนักข่าวของญี่ปุ่น
“เพื่อไทย” ตั้ง “การ์ด” สูง
ด้านหนึ่ง เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ก็เตือนมิให้มีการขยายกรณีให้เป็นเรื่องครึกโครม
สังคมเข้าใจและเห็นใจยิ่งต่อท่าทีของพรรคเพื่อไทย
เนื่องจากคำแถลงนี้ของ นายทักษิณ ชินวัตร มีความละเอียดอ่อนและอ่อนไหวยิ่งในทางการเมือง
สัมผัสได้จากท่าที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หวั่นเกรงว่าบรรดาปรปักษ์อันเป็น “โจทก์” ในทางการเมืองของ นายทักษิณ ชินวัตร จะฉวยโอกาสนำไป “ขยายผล”
กระทบถึงผล “การเลือกตั้ง”ที่จะเกิดขึ้น
คําถามอันแหลมคมเป็นอย่างมากก็คือ การกลับบ้านของ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องส่วนตัวจริงละหรือ
อาจเห็นว่าเป็นเช่นนั้น
แต่คำถามที่ตามมาอย่างฉับพลันทันใดก็คือ คดีความซึ่งเกิดขึ้นกับ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องเฉพาะของ นายทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น
ไม่ว่า “คดีที่ดินรัชดา” ไม่ว่า “หวยบนดิน”
ความเป็นจริงที่ยากจะปฏิเสธก็คือ 1 เป็นเรื่องอันเกี่ยวกับการทำงานของ นายทักษิณ ชินวัตร ในห้วงที่เป็น “นายกรัฐมนตรี”
และ 1 ซึ่งสำคัญเป็น “คดี” อันเนื่องแต่ “รัฐประหาร”
ความหมายอาจจำกัดเพียงเป็นเรื่องอันต่อเนื่องจากสถานการณ์ “ก่อน” และภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
ถามว่าเป็น “เท่านั้น” จริงละหรือ
ในเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ในเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวภายหลังการขึ้นมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็เริ่มรู้สึกว่ามิได้ “เท่านั้น”
ยิ่งเมื่อผ่านจากสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 ต่อการดำรงอยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
กระทั่งเกิดรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่ว่าเจตนาของ นายทักษิณ ชินวัตร ในการประกาศ “ความปรารถนา” นี้จะเป็นเจตนาในทาง “ส่วนตัว”
คือ อยากมาอยู่กับ “หลาน”
แต่ที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ กรณีอันทำให้ นายทักษิณ ชินวัตร ต้องกลายเป็น “บักน่อยตุหรัดตุเหร่”
มิได้เป็นเรื่อง “ส่วนตัว”
หากแต่มาจาก “กระบวนการ”ในการโค่นล้ม ทำลาย
คล้ายกับว่าคำประกาศจาก นายทักษิณ ชินวัตร จะดำเนินไปในแบบ “โยนหินถามทาง” ว่าหากทำเช่นนี้จะดีหรือไม่
ดีกับ “บ้านเมือง” ดีกับ “ตัวเอง” เด่นชัดอย่างยิ่งว่า นี่คือส่วนหนึ่งของความต้องการในการ “ก้าวข้าม”
ความขัดแย้งและได้กลายเป็นคำถามในทางสังคม
ปมเงื่อนอยู่ที่ “สังคม” จะอนุญาตไปบน “เส้นทาง” ใด

