‘บิ๊กตู่’ เมินปาร์ตี้ลิสต์ ห่างเหินประชาชน-ลอยตัวการเมือง?

28.03.23 | 09:45 น.
‘บิ๊กตู่’เมินปาร์ตี้ลิสต์ ห่างเหิน ปชช.-ลอยตัวการเมือง? หมายเหตุ - ความเห็นนักวิชาการ

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของพรรค รทสช. มีแนวโน้มจะไม่ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค รทสช. จะส่งผลดีผลเสียต่อพรรค รทสช.ในการเลือกตั้งหรือไม่

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงบัญชีรายชื่อหรือไม่นั้น มองว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะมีผลผูกพันในทางการเมืองทันที อาทิ หากพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จะต้องเป็นฝ่ายค้านที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่กล้าตัดสินใจที่ขึ้นบัญชีรายชื่อ เพราะในใจของ พล.อ.ประยุทธ์ลงสมัครในบัญชีรายชื่อต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ประสงค์จะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน จึงต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อน

แต่ในความเป็นจริงหาก พล.อ.ประยุทธ์ลงบัญชีรายชื่อจะมีผลทางจิตวิทยาทางการเมือง จะทำให้คนที่เชื่อมั่น ศรัทธา และพลพรรคของ พล.อ.ประยุทธ์จะรู้สึกว่าได้ร่วมรบกับผู้ที่ตนเองสนับสนุนจริงๆ เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจลง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ การที่ พล.อ.ประยุทธ์หากไม่ลงสมัคร ส.ส.ในบัญชีรายชื่ออาจจะไม่เข้าร่วมทางการเมืองก็ได้ หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะตนเองไม่ได้เป็น ส.ส.หรือถูกเสนอชื่อแต่เสียงไม่พอ ก็ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองในการเป็นฝ่ายค้าน อาจจะออกจากระบบการเมืองไปได้เลย

Advertisement

ส่วนกรณีรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส.ก็ได้ ข้อดีในแง่ของทางการเมืองทำให้คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีสามารถเลี่ยงบาลี โดยไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง เมื่อบุคคลนั้นมีการเสนอชื่อไปเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วแต่เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเลี่ยงบาลีได้ โดยหลักการผู้ประสงค์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องแสดงสปิริตทางการเมือง คือจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง หมายถึงต้องลงสู่สนามการเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นว่าตัวเองมีฐานคะแนนเสียงจริงที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้งแบบจำแลง คือใช้วิธีการในลักษณะลื่นไหลไปได้ ไม่รับผิดชอบ โดยไม่ผูกมัดตัวเองกับการเมือง

หากมองในเรื่องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สำหรับบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกร่างขึ้นมามีลักษณะเป็นศรีธนญชัย ซึ่งเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบของชนชั้นนำทางการเมืองที่อยากเข้ามาสู่อำนาจทางการเมือง เพื่อรักษาและสืบทอดอำนาจทางการเมือง โดยไม่ยอมเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง แต่จะใช้กลไกรัฐธรรมนูญให้ได้เปรียบมากที่สุดในการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และไม่ต้องรับผิดชอบกับระบบการเมือง

หากมองรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาเหมือนกับให้ความได้เปรียบอยู่กับฝ่ายที่ยึดอำนาจ อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกทั้งหมด ตั้งแต่รัฐบาลปี 2557 เป็นความร่วมมือของเครือข่ายชนชั้นนำ ต้องการโค่นล้มกลุ่มอำนาจทางการเมืองเดิม และต้องการสืบทอดอำนาจ โดยการตบตาประชาชนคือต้องสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อมาหลอกประชาชน ใช้กระบวนการลงประชามติให้ดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน แต่กลไกและเนื้อในทั้งหมดตั้งแต่การร่าง เนื้อหาสาระ รวมทั้งกลไกสำคัญๆ ทั้งหมดเป็นกลไกที่กลุ่มชนชั้นนำเป็นผู้ควบคุม จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีความได้เปรียบ จึงไม่แปลกที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้กับ 3 ป.ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำรัฐประหารในปี 2557 ทั้งหมด

ส่วนอำนาจ ส.ว.ซึ่งมีอยู่ 5 ปี ในการเลือกนายกรัฐมนตรี หากหมดเวลาถือว่าหมดอำนาจไปแล้ว จะทำงานให้กับรัฐบาลได้ 2 สมัย ในการเลือกนายกรัฐมนตรี นอกเสียจาก พล.อ.ประยุทธ์สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ อาจจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป รวมทั้งแก้ไขบทบาทของ ส.ว.ให้มีอำนาจต่อไปก็ได้ โดย พล.อ.ประยุทธ์สามารถอยู่ต่อได้อีก 4 ปี แก้ไขโดยใช้กระบวนการให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ บรรดา ส.ส.กับ ส.ว.ต้องรับลูก และอ้างว่าจะต้องทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน ถ้าไม่ทำตามก็ผิดกฎหมาย แต่ ส.ว.ต้องประเมินจะเลือก พล.อ.ประยุทธ์ หรือจะเลือกปิดสวิตช์ ส.ว.หรืออำนาจตัวเอง

บทบาทของ ส.ว.มีผลต่อการเลือกตั้งเหมือนกัน เพราะท่าทีที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนอย่างชัดเจนว่า หากฝ่ายประชาธิปไตยกลับมามีอำนาจสิ่งแรกที่ต้องการทำคือปิดสวิตช์ ส.ว. คือยุติอำนาจ ส.ว.ทั้งหมด ซึ่งทำให้ ส.ว.ต้องประเมินจะเลือกแนวทางที่จะต้องดำรงอำนาจของตัวเอง ก็ต้องเลือกผู้ที่ไม่ต้องการทำลายผลประโยชน์ของพวก ส.ว. ในขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าหากเลือก พล.อ.ประยุทธ์อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองว่า ส.ว.เหล่านั้นทนได้ก็เพราะผลประโยชน์

ส่วนการที่รื้อรัฐธรรมนูญทั้งหมดได้นั้นต้องดูว่าฝ่ายไหนจะชนะ ถ้าเป็นฝ่ายนายทักษิณ ชินวัตร อาจจะมีการร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมา ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นฝ่ายชนะอาจจะแก้มาตราที่ตัวเองเสียเปรียบมากกว่า

การเลือกตั้ง ส.ว.ทำได้หรือไม่นั้นจะต้องขึ้นอยู่กับชนชั้นนำทางการเมืองว่าฝ่ายไหนชนะ ถ้าฝ่ายนายทักษิณชินวัตร ชนะการเลือกตั้ง โอกาสเลือกตั้ง ส.ว.มีโอกาสเลือกตั้งสูง เพราะฝ่ายทักษิณ ชินวัตร มีความได้เปรียบเพราะว่ารัฐธรรมนูญปี’40 เห็นแล้วว่าการเลือกตั้ง ส.ว.ซึ่งหลักการดี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ได้เปรียบคือบรรดาตระกูลการเมืองประจำจังหวัด สามารถส่งคนในครอบครัว เครือข่ายเพื่อนพ้องน้องพี่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะเข้าทางพรรคเพื่อไทย เพราะมีฐานคะแนนในส่วนนี้อยู่ ก็อยากให้ ส.ว.เลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยอ้างได้ว่ามาจากการเลือกตั้ง และตบตาประชาชนได้ว่ามาตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่เนื้อแท้คือความได้เปรียบของผู้มีอำนาจการเมืองในท้องถิ่นนั้นๆ หากฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ชนะการเลือกตั้ง ส.ว.มีโอกาสไม่เลือกตั้งสูง เพราะว่าเกมการเมืองสู้นักเลือกตั้งไม่ได้ เชื่อว่าการเลือกตั้ง ส.ว.โดยตรงอาจจะยาวนานต่อไปอีก

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากฝ่ายประชาธิปไตยมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี คิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะว่าจุดแรกจะต้องทำต่อจากการปิดสวิตช์ ส.ว.คือ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อล้มล้างอำนาจ ส.ว.ขั้วอำนาจเดิมมาเป็น ส.ว.ขั้วอำนาจใหม่ โดยใช้การเลือกตั้ง ส.ว.แทนการแต่งตั้ง ขั้วอำนาจเดิมก็จะหมดอำนาจไปโดยปริยาย

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ภาพความไม่ชัดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมาให้เห็นตลอดตั้งแต่การย้ายพรรค การสมัครสมาชิกพรรค ตำแหน่งในพรรค หรือแม้แต่การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ไม่ชัดในสายตาประชาชน หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติไปแล้ว แต่ไม่ยอมลง ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น จะย้ำภาพความไม่ชัดเสมือนคนที่พร้อมจะสละเรือได้ตลอดเวลาหากเรือที่ชื่อรวมไทยสร้างชาติล่มจม จึงไม่น่าแปลกใจมากนัก เพราะหากมองย้อนกลับไปจะเห็นภาพเก่า พล.อ.ประยุทธ์ลอยตัวชนิดเท้าไม่สัมผัสกับพื้นที่ รวมถึงการทำตัวแปลกแยกกับ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนและการตั้งท่ารังเกียจ ส.ส. หรือบทบาทในสภาที่ติดภาพลบออกมา ทั้งเรื่องวิสัยทัศน์ หรือภาพการไม่แคร์สภามาแต่ไหนแต่ไร หรือปัญหาด้านวุฒิภาวะและการควบคุมอารมณ์ของตนเอง จึงอาจเป็นสิ่งหลอมรวมเหตุผลส่วนตัวข้อหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ อยากเป็นนายกฯแต่ไม่อยากเป็นนักการเมือง

การไม่ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อจะทำให้ภาพ พล.อ.ประยุทธ์กับประชาชนจะยิ่งห่างเหินแปลกแยกออกไป ความยึดโยงกับประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะเป็นการแสดงการเคารพประชาชน อย่างไรก็ตาม การวัดใจไม่ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือว่ามีเดิมพันสูงเพราะ พล.อ.ประยุทธ์สามารถหลุดจากวงโคจรได้หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นดังใจหวัง และส่งผลให้เป็นฝ่ายค้าน แถมตนเองไม่ได้เป็น ส.ส.อีก

ทั้งนี้ การไม่ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อยังมีจุดดีสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์เพราะจะทำให้ภาพที่สื่อออกไปสู่ประชาชนชัดว่าต้องการไปเป็นฝ่ายบริหารไม่ใช่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ นั่นอาจทำให้แฟนคลับ พล.อ.ประยุทธ์ถูกใจและยิ่งสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ และด้วยเหตุผลที่จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มีจำนวน 100 คน การที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลงปาร์ตี้ลิสต์จะทำให้มีพื้นที่ว่าง 1 ตำแหน่ง และสามารถจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ให้คนอื่นได้ อย่างน้อยเพื่อลดทอนความไม่พอใจของคนที่มีความคาดหวังว่าตนจะได้อยู่ลำดับต้นของบัญชีรายชื่อได้บ้าง

แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ผู้ที่มีภาพวันเก่าๆที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนควรต้องลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ลบภาพลักษณ์ของบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับประชาชนในอดีต ควรเดินเข้าหาประชาชน อย่ากลัวประชาชน และความชอบธรรมสูงสุดคือการได้รับฉันทามติจากประชาชน อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ อย่าคาดหวังกับ ส.ว. ในฐานะความผิดเพี้ยนของกติกา

ไชยันต์ รัชชกูล
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนักการเมือง ก็ต้องเรียกว่านายประยุทธ์ ขอย้อนไปว่าทำไมนายประยุทธ์ถึงอยากเป็นนายกฯต่อ ประการแรก เพราะประเมินตัวเขาเองว่าสมควรเป็นนายกฯต่อไป ประการที่ 2 ได้รับแรงยุ โดยมีคนที่อยู่เบื้องหลังคอยเชียร์ซึ่งพอจะเดาได้ว่าเป็นใคร สัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัย กปปส. 2 ข้อนี้นำไปสู่การประเมินตัวเองว่าควรจะรับใช้ชาติต่อไป

แต่ปรากฏว่าสภาพการเมืองตอนนี้ รวมทั้งสามัญสำนึกของชาวบ้านทั่วไป โอกาสที่นายประยุทธ์จะได้เป็นนายกฯไม่ได้ตรงกับผู้สนับสนุน ทำให้ตัวเองเกิดความไม่มั่นใจ ตอนแรกก็ยังคึกคัก แต่ตอนนี้ชักหวั่นไหวแล้ว ทั้งหวั่นไหวตามโพลบ้าง ตามข่าวบ้าง ทำให้นายประยุทธ์เห็นว่าโอกาสที่ตัวเองจะได้เป็นนายกฯอีกครั้งนั้นเป็นศูนย์ ซึ่งผมก็คิดอย่างนั้น 2 อย่างนี้มันจึงขัดกันในตัวของเขา

และเนื่องด้วยเป็นคนที่ไม่ได้คุ้นเคยกับการคิดใคร่ครวญ จึงทำให้พฤติกรรมมีลักษณะพลิกกลับไปกลับมา ส่วนการที่นายประยุทธ์ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ถามว่าจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ หรือทำให้เกิดผลดี-ผลเสียมากกว่ากันนั้น ส่วนตัวคิดว่าคงไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้แล้ว ไม่ว่านายประยุทธ์จะตัดสินใจลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือไม่อย่างไร ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

ตอนต้นๆ ที่เป็นนายกฯคิดว่าเป็นคนแหลมคม ขายเรื่องที่ว่าจะไปดาวอังคาร ขายนั่นขายนี่ ก็คิดว่าเขาเป็นคนเฉลียวฉลาด ที่พูดให้ดูขำแต่มาจากความเฉลียว เหมือนที่นักการเมืองอังกฤษพูดให้มันดูเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ แต่พอหลายครั้งเข้าจึงรู้ว่าไม่ใช่อย่างนั้น

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับให้แคนดิเดตนายกฯต้องลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ด้วยมาตรฐานการเป็นนักการเมืองที่ดี นายประยุทธ์ควรจะถามตัวเองด้วยว่าประชาชนจะยอมรับหรือไม่ หรือว่าอยากเป็นราชรถมาเกย เป็นความย้อนแย้งว่า ตกลงแล้วจะเอาอย่างไร ส่วนตัวมองว่าคงไม่ได้เป็นหมากกลอะไรหรอก ซึ่งถ้าประชาชนมีฐานคิดเดิมว่านักการเมืองคนนี้เป็นคนที่หวังดีต่อประเทศชาติ ก็จะให้เครดิตนักการเมืองคนนั้น แต่ปรากฏว่าฐานคิดที่ประชาชนมีต่อนายประยุทธ์นั้นผิดแปลกไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ที่ว่าจะหวังดีต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน ฐานคิดนี้มันไม่ใช่ ถ้าหวังดีจริงก็น่าจะลง ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ชัดๆ ไปเลย เมื่อฐานคิดผิดก็ทำให้สรุปได้ตุปัดตุเป๋ไป เนื่องจากสติไม่อยู่กับตัว รวมทั้งไม่คุ้นเคยกับการที่จะรับใช้ประชาชน ยกเว้นไปสั่งการเรื่องน้ำท่วม

ดังนั้น การที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ให้สัมภาษณ์แบบนี้ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ เหมือนกับคนที่เรียกผู้โดยสารขึ้นรถสองแถว “ไปไหมๆ รถจะออกแล้ว” แต่รถยังไม่ออกนะ คือเรียกให้คนขึ้นรถ แล้วคนก็ไปนั่งรออยู่อย่างนั้น คนรอเขาอาจจะอารมณ์เสีย พอจะลงรถก็ไม่ยอมให้ลง “เอ้า จะออกแล้วๆ” ไปขวาง ไปว่าเขา แถมจะเก็บตังค์เขาก่อนอีก