‘อลงกรณ์’ ตอบรับภาคธุรกิจ หนุนตั้งรบ.เร็ว ปชป.พร้อมป้องสุญญากาศ-รักษาเสถียรภาพ

27.03.23 | 20:36 น.

“อลงกรณ์” ตอบโจทย์ ”หอค้า-ส.อ.ท.” ยืนยัน ”ประชาธิปัตย์” หนุนตั้งรัฐบาลเร็วป้องกันสุญญากาศ การเมืองบั่นทอนเสถียรภาพประเทศ

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค ในฐานะทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อกังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความมั่นใจว่าจะช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งเป็นไปโดยราบรื่นภายใต้วิถีทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ในฐานะเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยเพื่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามารับผิดชอบบริหารประเทศต่อไปโดยรวดเร็ว ต้องไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองที่จะมาบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศ การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะต้องเป็นไปอย่างราบรื่น

สำหรับข้อเสนอแนะของภาคเอกชนส่วนใหญ่ตรงกับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์และผลงาน 4 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการมาในช่วงเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งนโยบายใหม่ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น นโยบายเศรษฐกิจฐานราก นโยบายเศรษฐกิจทันสมัย นโยบายเศรษฐกิจมหภาค การตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี การอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านเพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยภาพรวม การยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสู่เกษตรมูลค่าสูง โดยจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมทุกจังหวัดเป็นครั้งแรก นโยบายตลาดนำการผลิต

การยกระดับภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เช่น นโยบายดิจิทัล ทรานฟอร์มเมชั่น (Digital Transformation) ของกระทรวงเกษตรฯ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เอื้อต่อการค้าและการลงทุน, การบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงาน การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมีการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงและรักษาสิ่งแวดล้อม การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะ RCEP และ Mini FTA การสร้างโอกาสจากการฟื้นสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย การยกระดับการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และโคดดิ้ง (Coding) การพัฒนาแรงงานให้มีทักษะสูง, การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และยานยนต์ไร้คนขับ การพัฒนาอีอีซี และนโยบายบีซีจี รวมทั้งการใช้พลังงานสะอาดการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ การคว้าโอกาสการย้ายฐานผลิต ทั้งจากจีนและยุโรปบางส่วนเนื่องจากโรงงานประสบปัญหาวิกฤตด้านพลังงาน

การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตและส่งออกไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่แข่งขันได้ในอนาคตโดยเฉพาะนโยบาย 12 อุตสาหกรรมใหม่ (12S-Curve) นโยบายการสร้างนิคมอุตสาหกรรมใหม่ใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศที่กระทรวงเกษตรฯ โดยการนำของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ ใน 3 ปีกว่าที่ผ่านมา และการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจใหม่ๆ ตอบโจทย์ความท้าทายของอนาคต ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำมาก่อนและจะเดินหน้าต่อ เช่น นโยบายพลังงานทดแทน นโยบายคาร์บอนเครดิต นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy)

Advertisement

“นโยบายเหล่านี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้หลุดพ้นจากความยากจนและหนี้สิน แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน การฟื้นฟูเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนต้องเร่งทำทันทีเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วภายใต้แนวทางสร้างเงินสร้างคนสร้างชาติของพรรคประชาธิปัตย์ในยุคอุดมการณ์-ทันสมัย 4 ปีที่ผ่านมา เราสร้างเงินให้ประเทศจากการส่งออกกว่า 30 ล้านล้านบาท ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เป็นหลักประกันในผลงานที่ทำได้ไว ทำได้จริง และเราพร้อมร่วมมือกับหอการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และทุกภาคส่วนในการนำประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพเพื่อคนไทยทุกคน” นายอลงกรณ์กล่าว