มท.1 โยนแก้ PM2.5 เป็นอำนาจ ผวจ.-ผู้ว่าฯกทม. บอกประกาศภัยพิบัติทำยาก เพราะไม่มีเกณฑ์วัดค่าความรุนแรง ปิดประตูเคอร์ฟิว
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าเดิมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครทำตามกรอบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ว่าระดับไหนต้องเข้มงวด ซึ่งแหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจากการเผา เราพยายามทำเต็มที่ที่จะจับคนเผาและดับไฟ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็ถือว่าดีขึ้น จุดความร้อนลดลง มีเพียงด้านนอกที่ยังคงมีอยู่จำนวนมาก
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ส่วนระดับต่อไปจะเข้มงวดเรื่องการใช้ยานพาหนะ โดยจะขอความร่วมมือ แต่ยังไม่ถึงกับบังคับห้ามรถเข้าไปในเขตนั้น เขตนี้ เพราะต้องยอมรับว่า PM2.5 ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการใช้ยานพาหนะ รองจากการเผาในที่โล่งแจ้ง ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเราก็เข้มงวดอยู่ ทั้งนี้ ถ้าเราอยากให้สถานการณ์ลดลงก็ต้องร่วมมือกัน เพราะการจะให้เจ้าหน้าที่ไปไล่จับอย่างเดียวก็จะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เผาไร่เผานา
เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าต่อไปจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ถ้าคาดหวังว่าสั่งแล้วจะลดลง มันไม่ลดลงหรอก แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน อย่าง กทม. ผู้ว่าฯก็บอกว่าหน่วยงานไหนทำงานที่บ้านได้ก็ควรทำ ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็ได้
เมื่อถามอีกว่ามาตรการเฉพาะหน้ายังคงดำเนินการหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องฝนหลวง พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ฝนหลวงมีการดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่าจะมีการประกาศพื้นที่ประสบภัยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่ต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย เรื่องนี้หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็จะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาว่าจะประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปในพื้นที่ แต่เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตนได้หารือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า อยากให้เข้าใจว่ากรณีฝุ่น PM2.5 ไม่รู้ว่าจะกำหนดด้วยอะไร ค่าอะไร อย่างภัยหนาวกรมอุตุนิยมวิทยาจะรู้ว่ากี่องศาแล้ว จะหนาวกี่วัน แต่ PM2.5 เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดค่าว่าอย่างไรถึงจะประกาศเขตภัยพิบัติได้ จะประกาศทั้งจังหวัด หรือเป็นบางพื้นที่ ซึ่งจะตามมาด้วยการดูแลประชาชนว่าจะต้องดูแลอย่างไรเพราะยังไม่มีระเบียบออกมา ซึ่งมันคงยากและอาจกระทบไปถึงการท่องเที่ยวด้วย เพราะเมื่อประกาศภัยพิบัติแล้วจะมีเรื่องค่าประกันภัยของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมา สรุปคือยังไม่มีระเบียบที่จะประกาศว่าจะประกาศอย่างไร แต่ยอมรับว่ายังหารือกันอยู่
เมื่อถามว่าเบื้องต้นจะดูแลประชาชนอย่างไร เพราะปัญหา PM2.5 ถือเป็นอันตรายต่อประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า แต่ละพื้นที่ต้องพิจารณา กระทรวงมหาดไทยให้นโยบายไปแล้ว ยอมรับว่าไม่สามารถบอกได้ว่าโยน หรือไม่โยน แต่มันเป็นหน้าที่ของสองคนในประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯกทม.ที่จะไปสั่งการได้ หากประชาชนได้รับผลกระทบ เช่น ใน กทม.ถ้าเห็นว่าไม่ไหวแล้วจะสั่งหยุดใช้รถก็ต้องสั่ง แต่ประเทศไทยทุกคนรู้ดีว่าถ้าสั่งจะมีปัญหาแน่นอน ประชาชนจะไม่ยอมกัน
“แหล่งกำเนิดรู้หมด แต่คุณไม่ทำกันเลย ไม่ร่วมมือกัน ต่อให้สั่งอย่างไรมันก็ไม่ได้ ผมจะไปสั่งให้คุณสั่งไม่ได้ คุณต้องพิจารณาเอง ไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการในจังหวัดของตัวเอง มีอำนาจอยู่แล้วทำได้เลย แต่ไม่ได้มีการสั่งจากส่วนกลางไป ถ้าในพื้นที่นั้นลงความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้รถเข้าไปในเขตเมืองเลยก็ทำ” มท.1 ระบุ
เมื่อถามว่ากับประเทศเพื่อนบ้านมีการประสานงานกันหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ทราบว่ามีการดำเนินการอยู่ แต่ไม่ขอลงรายละเอียดเพราะไม่รู้ว่าคุยกันในเวทีใด ร่วมมือกันอย่างไร เมื่อถามว่ามีโอกาสถึงขั้นประกาศเคอร์ฟิวหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่มีหรอก แต่ส่วนตัวเอาแค่หยุดยานพาหนะ หรือกำหนดไม่ให้ยานพาหนะเข้าแค่นี้ก็พอ
เมื่อถามว่าเรื่องยานพาหนะในส่วนของรัฐบาลจะทำเป็นตัวอย่างหรือไม่ รมว.มหาดไทยกล่าวว่า ความจริงก็สมควร แต่ต้องไปคิดว่าเราจะมีเงินไปซื้อกันหรือไม่ หรือกรณีที่เป็นรถเช่า เราจะไปเปลี่ยนได้หรือไม่ แต่เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรทำเป็นตัวอย่าง แต่ตอนนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการจึงไม่สามารถดำเนินการได้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

